บทที่ 2 คนสำคัญของทับทิม
ตอนที่ 2. คนสำคัญของทับทิม
รถยนต์คันหรูสีดำแล่นเข้ามาจอดบริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินสุวรรณภูมิ ทับทิมที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูเวลา ก่อนหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัย
“ขอบคุณนะคะพี่อัศนัยที่ยอมมาด้วยกัน”
อัศนัยเหลือบมองหญิงสาวข้างกาย ก่อนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา
“ไม่เป็นไรครับ แต่ไหนบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะให้ผมช่วย ทำไมถึงต้องมาสนามบินด้วยล่ะ?”
“ก็ทับทิมบอกแล้วไงคะว่าวันนี้จะมีคนสำคัญกลับมา”
“คนสำคัญ?”
“ค่ะ คนสำคัญที่สุดของทับทิมเลย”
ทับทิมตอบด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงตาเป็นประกายอย่างปิดไม่มิด เพียงแค่คิดว่าจะได้เจอคนคนนั้นอีกครั้ง หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
อัศนัยมองท่าทางของหญิงสาวแล้วอดยิ้มไม่ได้
“ฟังดูสำคัญมากเลยนะครับ”
“สำคัญมากจริง ๆ ค่ะ” เธอรีบพยักหน้า “ทับทิมอยากให้พี่อัศนัยรู้จักกับเขา อยากให้พี่ได้เจอด้วยตัวเอง”
“แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ?”
ทับทิมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ก็เพราะพี่อัศนัยเป็นคนสำคัญของทับทิมเหมือนกันนี่คะ”
คำตอบนั้นทำให้อัศนัยเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อเขารู้ดีว่าทับทิมให้ความสำคัญกับเขามากเพียงใด ตั้งแต่ทั้งสองครอบครัวเริ่มพูดคุยเรื่องการหมั้นหมาย หญิงสาวก็มักพยายามหาโอกาสให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันอยู่เสมอ
แม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะยังไม่ได้เริ่มต้นจากความรักอย่างแท้จริง แต่อัศนัยก็ไม่เคยปฏิบัติต่อทับทิมอย่างไม่ให้เกียรติ
“ถ้าอย่างนั้นก็ลงไปกันเถอะครับ เดี๋ยวคนของคุณจะรอนาน”
“ค่ะ!” ทับทิมรีบเปิดประตูลงจากรถอย่างกระตือรือร้น ก่อนเดินอ้อมมาหาอัศนัยที่กำลังหยิบโทรศัพท์กับกุญแจรถออกจากกระเป๋า
“พี่อัศนัยคะ”
“ครับ?”
“ถ้าเจอแล้ว ทับทิมขอร้องอย่างหนึ่งได้ไหมคะ?”
“อะไรครับ?”
“ช่วยทำตัวใจดีกับเขาหน่อยนะคะ”
อัศนัยหัวเราะเบา ๆ “ผมดูเป็นคนใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เปล่าค่ะ!” ทับทิมรีบส่ายหน้า “แต่บางทีพี่ก็ชอบทำหน้านิ่งจนคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้”
“ผมก็เป็นแบบนี้มาตลอด”
“นั่นแหละค่ะ เพราะอย่างนั้นวันนี้ยิ้มเยอะ ๆ นะคะ”
เธอพูดพลางยกมือขึ้นทำท่าขอร้อง ก่อนจะรีบเดินนำไปยังประตูทางเข้าอาคารผู้โดยสาร อัศนัยส่ายหน้าอย่างขำขันแล้วเดินตามไปเขาไม่รู้หรอกว่าคนสำคัญของทับทิมเป็นใคร และไม่ได้คิดจะซักถามอะไรให้มากความ เพราะอีกไม่นานก็คงได้รู้ด้วยตัวเอง
ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างไม่ขาดสาย บ้างยืนรอญาติ บ้างลากกระเป๋าเดินทางออกไปยังประตูทางออก ขณะที่บางครอบครัวกำลังโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง
ทับทิมยืนเขย่งปลายเท้าเพื่อมองหาคนที่รออยู่ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาอัศนัยที่ยืนอยู่ข้างกัน
“อีกนิดเดียวก็น่าจะออกมาแล้วค่ะ”
“ใจเย็น ๆ ครับ เครื่องลงแล้ว คนคงกำลังทยอยออกมา”
“ทับทิมตื่นเต้นนี่คะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
น้ำเสียงของหญิงสาวอ่อนลงเมื่อพูดถึงคนที่กำลังรอ เธอพยายามมองผ่านผู้คนที่เดินออกมาจากประตูทางออกอย่างตั้งใจในที่สุด ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงชน
ทับทิมเบิกตากว้าง รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นโบกเรียกอย่างดีใจ แต่เพราะผู้คนหนาแน่น เธอจึงตัดสินใจเดินออกไปยังบริเวณด้านหน้าของอาคารเพื่อรอรับอีกฝ่ายให้สะดวกกว่าเดิม
“พี่อัศนัยคะ เราออกไปตรงนั้นกันเถอะค่ะ ตรงนี้คนเยอะมากเลย”
“ได้ครับ” อัศนัยเดินตามทับทิมไป แต่ระหว่างทางโทรศัพท์ของเขากลับสั่นขึ้นเสียก่อน
ชายหนุ่มหยุดเดินเพื่ออ่านข้อความจากธันวา ผู้ช่วยคนสนิทที่ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมในวันรุ่งขึ้นมาให้ตรวจสอบเขาก้มหน้าพิมพ์ตอบกลับสั้น ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
ทับทิมเดินนำออกไปไกลแล้ว อัศนัยจึงเร่งฝีเท้าตามไป โดยไม่ทันสังเกตว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินสวนเข้ามาจากประตูทางออกอีกฝั่ง
“คุณแม่ครับ เอเดนเดินเองได้ไหมครับ?”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นข้างกายหญิงสาวที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางขิมก้มลงมองลูกชายที่จับมือเธออยู่ ก่อนจะยิ้มอ่อนโยน
“ได้สิครับ แต่ต้องจับมือแม่ไว้นะ คนเยอะ เดี๋ยวหลงกัน”
“เอเดนไม่หลงหรอกครับ เอเดนจำคุณแม่ได้!”
“แล้วถ้าแม่เดินไปไกล ๆ ล่ะครับ?” เด็กชายทำตาโต ก่อนจะรีบขยับเข้ามาเกาะแขนแม่แน่นขึ้น
“งั้นเอเดนก็จะเดินตามคุณแม่ไปทุกที่เลยครับ!”
ขิมหัวเราะเบา ๆ แล้วก้มลงจัดสายกระเป๋าสะพายใบเล็กของลูกให้เข้าที่ “ไม่ต้องตามทุกที่ก็ได้ครับ แม่ไปเข้าห้องน้ำ เอเดนก็ต้องรอข้างนอกนะ”
“อ้าว...” เอเดนทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
“แล้วถ้าเอเดนอยากเข้าห้องน้ำพร้อมคุณแม่ล่ะครับ?”
ขิมถึงกับหลุดหัวเราะ “โอ๊ย ลูกแม่ ถามอะไรเนี่ย”
“ก็เอเดนอยากอยู่กับคุณแม่นี่ครับ” เด็กชายตอบหน้าตาใสซื่อ ทำเอาขิมอดไม่ได้ที่จะก้มลงหอมแก้มกลม ๆ ไปหนึ่งที
“อยู่ด้วยกันทั้งวันเลยครับคนเก่ง”
“เย้!” เอเดนกระโดดเบา ๆ ด้วยความดีใจ ก่อนจะเดินจับมือแม่ไปตามทางอย่างร่าเริง
ขิมกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อแม็กซ์เพื่อบอกว่าพวกเธอกำลังออกไปด้านนอก ทว่าเมื่อเดินผ่านบริเวณทางเชื่อม เธอกลับต้องขยับหลบกลุ่มคนที่กำลังเดินสวนเข้ามาหญิงสาวก้มลงมองลูกชายเพื่อให้แน่ใจว่าเขายังจับมือเธออยู่และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...อัศนัยเดินผ่านบริเวณดังกล่าวพอดี
ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบจับอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เส้นผมยาวสลวยที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน รูปร่างบอบบาง และใบหน้าด้านข้างที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาด หัวใจของอัศนัยกระตุกวูบ
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามมองให้ชัดท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา หญิงสาวคนนั้นหยุดลงชั่วครู่เพื่อก้มพูดกับเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างกาย ก่อนจะยิ้มให้เด็กคนนั้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มนั้น...อัศนัยนิ่งงันไปหลายวินาทีแม้จะมองเห็นเพียงด้านข้าง แต่เขากลับจดจำรอยยิ้มนี้ได้เป็นอย่างดี
“พี่อัศนัยคะ!” เสียงเรียกของทับทิมดึงเขาออกจากภวังค์ ชายหนุ่มหันกลับไปมองตามเสียงโดยอัตโนมัติ
“คะ...ครับ?”
“ยืนทำอะไรอยู่คะ มาทางนี้สิ!” ทับทิมยกมือเรียกเขาจากบริเวณด้านหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขณะที่อีกมือยังคงถือโทรศัพท์เอาไว้อัศนัยหันกลับไปมองบริเวณที่หญิงสาวคนนั้นยืนอยู่อีกครั้งแต่ตอนนี้เธอเดินหายเข้าไปในกลุ่มผู้คนแล้ว
เขาพยายามมองตาม ทว่าเสียงเรียกของทับทิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พี่อัศนัยคะ!” ชายหนุ่มถอนสายตากลับมา ก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวที่กำลังรออยู่
“ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมเห็นคนรู้จักนิดหน่อย”
“คนรู้จักเหรอคะ?” ทับทิมถามอย่างสงสัย “ใครเหรอคะ?”
“ไม่แน่ใจครับ ผมเห็นไม่ชัด” อัศนัยตอบตามตรง แม้ในใจจะยังติดอยู่กับภาพเมื่อครู่
เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า แต่รูปร่างและรอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
“ช่างเถอะค่ะ เดี๋ยวทับทิมพาไปหาอีกคนดีกว่า”
ทับทิมยิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนจะจับแขนเขาเบา ๆ แล้วพาเดินไปยังบริเวณจุดนัดพบ
“วันนี้พี่อัศนัยต้องได้รู้จักกับคนสำคัญของทับทิมแน่นอนค่ะ”
อัศนัยพยักหน้ารับ แต่ก่อนจะเดินตามไป เขากลับหันไปมองทางเดิมอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกแปลกประหลาดยังคงติดอยู่ในใจ แต่ทำไมเพียงแค่เห็นเธอจากระยะไกล หัวใจของเขาถึงได้เต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลกันนะ
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเลิกคิดเรื่องนั้นแล้วเดินตามทับทิมไป
