บทที่ 3 พี่สาวที่ไม่อยากพบหน้า
ตอนที่ 3. พี่สาวที่ไม่อยากพบหน้า
“ฮัลโหล พี่ขิม ตอนนี้พี่อยู่ไหนแล้วคะ?” ทับทิมปลีกตัวออกมายืนบริเวณด้านหน้าสนามบิน หลังจากปล่อยให้อัศนัยยืนรออยู่ตรงจุดนัดพบ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาพี่สาวด้วยความตื่นเต้น ตั้งใจจะบอกให้ขิมรู้ว่าเธอมารอรับแล้ว
และยังพาว่าที่สามีมาด้วย แต่ปลายสายกลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงเรียบเฉยของขิมจะดังขึ้น
“มีอะไร?”
ทับทิมชะงักกับน้ำเสียงห่างเหินนั้นเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามยิ้มขณะพูดต่อ
“ทับทิมมารอรับพี่ที่สนามบินค่ะ ตอนนี้อยู่กับว่าที่สามีทับทิมด้วยนะคะ”
“อืม”
“พี่ขิมอยู่ตรงไหนแล้วคะ เดี๋ยวทับทิมเดินไปรับก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้อง ฉันมีคนมารับแล้ว”
“อ้าว...เหรอคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าทับทิมจางลงเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าพี่สาวจะปฏิเสธง่าย ๆ แบบนี้ ทั้งที่เธอตั้งใจมารับด้วยตัวเอง แถมยังอยากให้ขิมได้รู้จักกับผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานกับเธอด้วย
“แต่ทับทิมอยากเจอพี่นะคะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
“ทับทิม” น้ำเสียงของขิมเย็นลงจนคนฟังสัมผัสได้
“เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเป็นพี่น้องที่รักกันมากก็ได้”
ทับทิมเม้มริมฝีปาก มือที่ถือโทรศัพท์กระชับแน่นขึ้น
“ทำไมพี่ต้องพูดแบบนี้ด้วยคะ? ยังไงเราก็เป็นพี่น้องกันนะ”
“พี่น้อง?” ขิมหัวเราะเบา ๆ แต่ในเสียงหัวเราะนั้นไม่มีความขบขันอยู่เลย
“คำนี้มันพูดง่ายดีนะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยต้องเสียอะไรเพราะมัน”
ทับทิมนิ่งไป ไม่รู้ว่าควรตอบอะไร เธอรู้ว่าขิมไม่ชอบแม่ของเธอ
แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่า ความรู้สึกนั้นจะฝังลึกจนทำให้พี่สาวไม่อยากแม้แต่จะพูดคุยด้วยดี ๆ
“พี่ขิมคะ เรื่องของคุณแม่...”
“อย่าพูดถึงแม่ฉัน” ขิมตัดบททันที น้ำเสียงที่เคยเรียบเฉยกลับแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันจะวางสาย”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
ทับทิมรีบเรียกไว้ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
“แล้วเรื่องงานหมั้นล่ะคะ พี่จะมาหรือเปล่า? คุณพ่อรอคำตอบจากพี่อยู่นะคะ”
อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ขิมหันมองเด็กชายตัวเล็กที่กำลังยืนจับชายเสื้อเธออยู่ข้าง ๆ เอเดนเงยหน้ามองแม่ตาแป๋ว มือเล็ก ๆ ยังคงถือขนมที่กินเหลือไว้ครึ่งหนึ่ง
“คุณแม่ครับ ใครโทรมาเหรอครับ?”
ขิมยกมือแตะศีรษะลูกเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้รอก่อน ก่อนจะยกโทรศัพท์แนบหูอีกครั้ง
“ฟังฉันให้ดีนะทับทิม ฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน ไม่ได้กลับมาเพื่อร่วมงานหมั้นของเธอ”
ทับทิมหน้าซีดลงเล็กน้อย “แต่...”
“แต่ไหน ๆ เธอก็กำลังจะมีครอบครัวของตัวเองแล้ว ฉันจะไปแสดงความยินดีด้วยก็ได้ ถือเสียว่าฉันทำหน้าที่พี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย”
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนยอมอ่อนข้อ แต่กลับไม่ได้ทำให้ทับทิมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
“ขอบคุณนะคะพี่ขิม ทับทิมดีใจมากเลยค่ะ”
“อย่าเพิ่งดีใจไป” ขิมพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ฉันหวังว่าเธอคงไม่ได้ไปแย่งผู้ชายของใครมาเหมือน...”
เสียงของขิมหยุดลงกะทันหัน เธอเม้มริมฝีปากแน่น ราวกับคำพูดที่เหลือกำลังติดอยู่ตรงปลายลิ้น ก่อนจะตัดสินใจจบประโยคเพียงเท่านั้น
“ช่างเถอะ แค่นี้นะ”
“พี่ขิม เดี๋ยวสิคะ!”
ขิมกดวางสายโดยไม่รอฟังคำตอบ หน้าจอโทรศัพท์ดับลง ขณะที่ทับทิมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอมองโทรศัพท์ในมือตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งน้อยใจ สับสน และเจ็บปวดเธอไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สาวถึงเกลียดเธอมากขนาดนี้ ทั้งที่เธอเพียงแค่อยากให้พวกเขากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” เสียงของอัศนัยดังขึ้นจากด้านหลัง
ทำให้ทับทิมรีบเก็บโทรศัพท์แล้วหันกลับไปหาเขา
“ไม่มีอะไรค่ะพี่อัศนัย”
“คุยกับพี่สาวเรียบร้อยแล้วเหรอครับ?”
ทับทิมพยักหน้า แม้รอยยิ้มที่พยายามฝืนขึ้นมาจะดูไม่สดใสเหมือนก่อนหน้านี้ก็ตาม
“ค่ะ อีกเดี๋ยวเขาก็น่าจะออกมาแล้ว”
อัศนัยมองใบหน้าของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ซักถามต่อ
“ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ บอกผมได้นะครับ”
ทับทิมเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
เธอไม่อยากทำให้วันนี้เสียบรรยากาศไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ แล้วหันกลับไปมองทางออกสนามบินอีกครั้ง
ไม่นานนัก รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดบริเวณจุดรับผู้โดยสารชายหนุ่มรูปร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มก้าวลงจากรถ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกให้คนที่กำลังเดินออกมาจากอาคาร
“ขิม! ทางนี้!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ขิมหันไปมอง ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วางสายโทรศัพท์
“แม็กซ์!”
“ในที่สุดก็ออกมาสักที ฉันรอจนเกือบคิดว่าเธอหลงทางแล้วนะเนี่ย”
แม็กซ์เดินเข้ามาช่วยรับกระเป๋าเดินทาง ก่อนจะก้มลงมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างขิม ทันทีที่เอเดนเห็นเขา ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นอย่างดีใจ
“ลุงแม็กซ์!”
เด็กชายปล่อยมือจากแม่แล้ววิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มทันที
“เฮ้ย! เจ้าตัวเล็ก!”
แม็กซ์รีบย่อตัวลงอ้าแขนรับ ก่อนจะอุ้มเอเดนขึ้นมาจนเท้าทั้งสองข้างลอยพ้นพื้น
“คิดถึงลุงไหมครับ?”
“คิดถึงที่สุดเลยครับ!”
เอเดนกอดคอแม็กซ์แน่นแล้วหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่เหมือนเด็กน้อยที่กำลังอ้อนคนคุ้นเคย
“ทำไมวันนี้หล่อจังเลยครับลุงแม็กซ์!”
แม็กซ์หัวเราะเสียงดัง
“อ้าว ปกติอาไม่หล่อเหรอครับ?”
“หล่อครับ! แต่วันนี้หล่อมากกว่าเดิม!”
“โอ้โห ปากหวานแบบนี้ สงสัยต้องพาไปกินไอศกรีมแล้วมั้ง”
“จริงเหรอครับ!” เอเดนผละออกจากอ้อมกอดทันที ดวงตาเป็นประกายจนแม็กซ์อดหัวเราะไม่ได้
“จริงสิครับ แต่ต้องถามคุณแม่ก่อนนะ”
เด็กชายรีบหันไปหาขิมทันที “คุณแม่ครับ เอเดนกินไอศกรีมได้ไหมครับ?”
ขิมยืนกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เพิ่งกินขนมไปเองนะครับ”
“แต่ว่า...”
“เอาไว้วันหลังนะครับ วันนี้เรากลับไปพักผ่อนกันก่อน”
เอเดนทำแก้มพองเล็กน้อย ก่อนจะหันไปซบไหล่แม็กซ์อย่างออดอ้อน
“ลุงแม็กซ์ครับ คุณแม่ไม่ให้เอเดนกินไอศกรีม”
“โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรครับ ไว้วันหลังลุงจะพาไปกินเอง”
“สัญญานะครับ!”
“สัญญาครับ!”
เด็กชายยกนิ้วก้อยขึ้นทันที แม็กซ์จึงเกี่ยวก้อยสัญญากับเขาอย่างรู้หน้าที่
ขิมส่ายหน้าอย่างเอ็นดู “สองคนนี้นี่จริง ๆ เลยนะ”
แม็กซ์ยิ้มกว้าง ก่อนจะอุ้มเอเดนไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง แล้วใช้มืออีกข้างลากกระเป๋าเดินทาง
“ไปกันเถอะ ฉันเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว รถก็พร้อม ที่พักก็เรียบร้อย วันนี้เธอไม่ต้องเหนื่อยอะไรอีกแล้ว”
“ขอบใจนะ” ขิมตอบเสียงเบาลง รอยยิ้มบนใบหน้าดูอ่อนโยนกว่าเดิม
“ถ้าไม่มีนาย ฉันคงจัดการหลายอย่างได้ยากกว่านี้”
“ไม่ต้องพูดซึ้งเลย ฉันหิวแล้ว รีบขึ้นรถเถอะ”
แม็กซ์แกล้งทำหน้าจริงจัง ก่อนจะก้มลงกระซิบกับเอเดน
“ว่าแต่เจ้าตัวเล็กครับ ถ้าลุงพาไปกินไอศกรีมวันหลัง เราไม่บอกคุณแม่ดีไหม?”
“เอเดนได้ยินนะครับ!”
เสียงใส ๆ ดังขึ้นทันทีจนขิมหลุดหัวเราะ แม็กซ์เองก็หัวเราะตาม ก่อนจะเดินไปยังรถพร้อมกับสองแม่ลูก
ภาพตรงหน้าดูเป็นธรรมชาติและอบอุ่นอย่างประหลาดราวกับทั้งสามคนคุ้นเคยกับการอยู่ด้วยกันเช่นนี้มานานแล้ว
อัศนัยยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เดิมทีเขาตั้งใจจะหันไปคุยกับทับทิม แต่เสียงหัวเราะของเด็กชายกลับดึงความสนใจของเขาไปเสียก่อนชายหนุ่มหันมองตามเสียงนั้นโดยไม่รู้ตัว และครั้งนี้ เขาได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างชัดเจนเต็มสองตา
ขิมเป็นเธอจริง ๆ อัศนัยนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าซึ่งเขาจำได้แม่นยำ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
เธอดูโตขึ้น สวยขึ้น และมีความมั่นใจมากกว่าเดิม แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นตอนมองเด็กชายในอ้อมแขนของแม็กซ์กลับเป็นรอยยิ้มที่เขาคุ้นเคยเหลือเกิน เขาไม่ได้คิดไปเอง ผู้หญิงคนนั้นคือขิมจริง ๆ
“พี่อัศนัยคะ?” เสียงเรียกของทับทิมดังขึ้น แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้หันไปตอบทันที เขามองขิมเดินเข้าไปหาแม็กซ์ เห็นเธอช่วยจัดเสื้อให้เอเดน ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกชายอย่างอ่อนโยน
เอเดนยิ้มกว้างให้แม็กซ์ พลางกอดคอชายหนุ่มแน่น ไม่ยอมลงจากอ้อมแขนง่าย ๆ
แม็กซ์เองก็ไม่ได้มีท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย เขายังอุ้มเด็กชายไว้พร้อมพูดหยอกล้อกับขิมอย่างเป็นกันเองทั้งสามคนดูสนิทสนมกันมาก สนิทสนมจนคนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ อย่างอัศนัยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนนอกที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปอยู่ในภาพนั้น
เขาไม่รู้ว่าทำไมขิมถึงกลับมาเมืองไทยพร้อมแม็กซ์ไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเพียงแค่ได้เห็นเธออีกครั้ง ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองจัดการมันไปหมดแล้วถึงกลับมาปั่นป่วนได้มากขนาดนี้
“พี่อัศนัยคะ!” ทับทิมเรียกอีกครั้ง ก่อนจะหันมองตามสายตาของเขา
“มองอะไรอยู่เหรอคะ?” อัศนัยชะงัก ก่อนจะละสายตากลับมาอย่างช้า ๆ
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมไม่ตอบทับทิมเลยล่ะคะ?”
“ขอโทษครับ พอดีผมเห็นคนรู้จัก”
ทับทิมหันไปมองทางที่เขามองเมื่อครู่ แต่รถของแม็กซ์กำลังเคลื่อนออกจากจุดรับผู้โดยสารพอดี เธอจึงเห็นเพียงท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
“คนรู้จักเหรอคะ?”
“ครับ” อัศนัยตอบสั้น ๆ ก่อนจะมองตามรถคันนั้นจนลับสายตา
เขายังจำภาพขิมที่ยืนอยู่ข้างแม็กซ์ได้ชัดเจน และยิ่งจำได้ชัดเท่าไร ความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเด็กชายตัวเล็กคนนั้นเป็นใคร? แล้วทำไมแม็กซ์ถึงดูแลเด็กคนนั้นราวกับเป็นคนในครอบครัว? อัศนัยขบกรามแน่น ก่อนจะบังคับตัวเองให้หันกลับมาเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องสนใจชีวิตของขิมอีกแล้ว
“พี่อัศนัยคะ เรากลับกันเถอะค่ะ”
ทับทิมเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม แม้แววตาจะยังมีความกังวลจากบทสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อครู่อัศนัยพยักหน้า ก่อนเดินตามเธอไปยังรถ
