บทที่ 4 ลูกที่พ่อไม่เคยสนใจ
ตอนที่ 4. ลูกที่พ่อไม่เคยสนใจ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องพักโรงแรมช่วงค่ำ ขณะที่ขิมกำลังนั่งอยู่บนโซฟาข้างเตียง เอเดนเพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังนอนคว่ำระบายสีอยู่บนสมุดเล่มโปรด หญิงสาวเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏขึ้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ประวิทย์ เธอปล่อยให้มันดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสายอย่างเสียไม่ได้
“ค่ะ”
“ขิม! นี่แกคิดจะทำอะไรของแกกันแน่!”
เสียงตะคอกดังขึ้นทันทีที่รับสาย จนขิมต้องขยับโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย
“อะไรคะพ่อ?”
“ถามมาได้ว่าอะไร! พรุ่งนี้ก็งานหมั้นน้องสาวแกแล้ว แต่แกยังไม่กลับบ้านสักที นี่แกคิดจะให้ฉันขายหน้าคนอื่นหรือไง!”
ขิมหลุบตามองมือของตัวเอง สีหน้าเรียบเฉยราวกับคุ้นชินกับน้ำเสียงแบบนี้ดี
“หนูบอกแล้วนี่คะว่าจะไปงาน”
“แล้วทำไมไม่กลับมานอนที่บ้าน? บ้านก็มี ห้องก็มี แกจะไปพักโรงแรมให้เปลืองเงินทำไม!”
“หนูสะดวกพักที่นี่ค่ะ”
“สะดวกหรือแกตั้งใจจะประชดฉันกันแน่!”
ขิมสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามระงับความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้น เธอเพิ่งกลับมาถึงประเทศไทยได้ไม่นาน ยังต้องจัดการเรื่องงาน ที่พัก และเรื่องของเอเดนอีกหลายอย่าง แต่แทนที่พ่อจะถามไถ่ว่าเธอเดินทางเหนื่อยหรือไม่ กลับโทรมาเพื่อหาเรื่องตั้งแต่ประโยคแรก
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอวางสายก่อนนะคะ เอเดนกำลังจะนอน”
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงของประวิทย์ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฉันถามจริง ๆ เถอะ แกจะทำตัวมีปัญหาไปถึงไหนกัน งานหมั้นน้องสาวตัวเองแท้ ๆ แค่กลับบ้านก่อนวันงานมันยากเย็นนักหรือไง!”
“หนูรับปากแล้วว่าจะไปค่ะ พ่อไม่ต้องโทรมาตามหลายรอบก็ได้”
“ขิม!”
“คะ?”
“หรือว่าแกอาย?”
ขิมขมวดคิ้วทันที “อายอะไรคะ?”
“ก็อายที่ตัวเองมีลูกไม่มีพ่อน่ะสิ!”
ทุกอย่างในห้องเงียบลงในชั่วพริบตา มือที่ถือโทรศัพท์ของขิมแข็งค้าง ใบหน้าสวยร้อนวูบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของตัวเองจะกล้าพูดคำนี้ออกมา
ไม่คิดว่าเขาจะหยิบเรื่องของเอเดนขึ้นมาเป็นอาวุธเพื่อทำร้ายเธอได้อย่างหน้าตาเฉย
“พ่อพูดอะไรออกมารู้ตัวไหมคะ!” น้ำเสียงของขิมสั่นด้วยความโกรธจนต้องกำโทรศัพท์แน่น
“ฉันก็ถามตามที่เห็น! แกกลับมาพร้อมลูก แต่ไม่มีใครเห็นพ่อของเด็ก แล้วจะให้ฉันคิดยังไง!”
“เรื่องของหนูกับลูกไม่เกี่ยวกับพ่อค่ะ!”
“ฉันเป็นพ่อแกนะ!”
ขิมหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด ทว่าดวงตากลับร้อนผ่าว
“พ่อเหรอคะ?” เธอทวนคำช้า ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นจัด
“ไม่ค่ะ ขิมไม่อายเลย เพราะขิมเองก็กำพร้าพ่อมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน”
ปลายสายเงียบกริบ
ขิมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับอยู่ในอก ความเจ็บปวดที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้มานานถูกกระชากออกมาเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำจากผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ควรเป็นคนปกป้องเธอแต่กลับเป็นคนที่ทำให้เธอไม่อยากเชื่อในคำว่าครอบครัวอีกเลย
“ขิม แกอย่ามาพูดจาประชดประชันฉันนะ!”
“หนูไม่ได้ประชดค่ะ หนูพูดความจริง”
ขิมเช็ดหางตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหลือบมองเอเดนที่ยังคงระบายสีอยู่บนเตียง เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงดังจากโทรศัพท์
หญิงสาวจึงพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ ก่อนจะหันกลับมาคุยกับปลายสาย
“ยังไงก็ส่งพิกัดสถานที่จัดงานมาให้หนูด้วยนะคะ หนูจะไปให้ตรงเวลา”
“แกนี่มัน...”
“แล้วก็อีกเรื่องค่ะ” ขิมพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ประวิทย์จะเริ่มต่อว่าเธออีกครั้ง
“ในงานเขาแต่งธีมสีอะไรกันคะ หนูจะได้เลือกชุดให้เหมาะสม”
ปลายสายเงียบไปสองวินาที ก่อนประวิทย์จะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ไม่ต้องมาถาม! อยากใส่อะไรก็ใส่มา!” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนทิ้งท้ายอย่างประชดประชัน
“ขอแค่อย่าแก้ผ้ามาก็พอ!”
ขิมหลับตาลงช้า ๆ เธอไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้กับคำพูดของผู้ชายคนนี้ดี สุดท้ายหญิงสาวจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูจะเลือกชุดเอง”
“แล้วพรุ่งนี้อย่าสายก็แล้วกัน!”
“ค่ะ” ขิมกดวางสายทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรต่อ
เธอลดโทรศัพท์ลงบนตัก ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ดวงตาแดงก่ำและริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อกลั้นความรู้สึกที่กำลังปะทุขึ้นมาเธอไม่เคยต้องการให้ใครมาสงสารเอเดน ไม่เคยคิดว่าการที่ลูกไม่มีพ่ออยู่ข้างกายจะเป็นเรื่องน่าอับอาย เพราะตั้งแต่วันที่เอเดนลืมตาดูโลก เธอก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกขาดความรักเลยแม้แต่วันเดียวแต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุด คือการที่พ่อของตัวเองกลับเป็นคนหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำร้ายเธอ
“คุณแม่ครับ...” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากบนเตียง
ขิมรีบหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเอเดนวางสีเทียนลงแล้ว เด็กชายกำลังมองเธอด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
เพียงได้ยินคำถามนั้น ความโกรธที่มีอยู่ในอกของขิมก็พลันอ่อนลงเธอรีบเช็ดหางตา ก่อนจะยิ้มให้ลูกชาย
“แม่ไม่เป็นไรครับ”
เอเดนมองหน้าแม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกจากเตียงแล้วเดินเข้ามาหา เด็กชายยื่นมือเล็ก ๆ ขึ้นแตะแก้มของเธออย่างเบามือ
“แต่คุณแม่หน้าแดงนะครับ”
ขิมชะงัก
“เหรอครับ?”
“ครับ แล้วตาก็แดงด้วย” เอเดนขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะกางแขนเล็ก ๆ ออก
“เอเดนกอดคุณแม่นะครับ”
ขิมเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะดึงลูกชายเข้ามากอดทันที
“ขอบคุณครับคนเก่ง”
“คุณแม่ไม่ต้องร้องไห้นะครับ เอเดนอยู่ตรงนี้แล้ว”
คำพูดไร้เดียงสาทำให้ขิมหลับตาลง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาอย่างเงียบงัน เธอกอดลูกชายแน่นขึ้นราวกับต้องการย้ำกับตัวเองว่าอย่างน้อยในชีวิตนี้ เธอก็ยังมีใครอีกคนที่รักเธอโดยไม่มีเงื่อนไข
“แม่ไม่ได้ร้องไห้ครับ แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“งั้นเอเดนจะอยู่กับคุณแม่จนกว่าคุณแม่จะหายเหนื่อยเลยครับ!”
ขิมหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่
“เด็กดีของแม่” เอเดนยิ้มกว้าง แล้วปีนขึ้นมานั่งบนตักเธออย่างคุ้นเคย
“คุณแม่ครับ พรุ่งนี้เราไปไหนกันเหรอครับ?”
ขิมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบผมนุ่มของลูกชาย
“พรุ่งนี้แม่มีธุระนิดหน่อยครับ”
“เอเดนไปด้วยไหมครับ?”
“ไปครับ แต่เอเดนต้องอยู่กับแม่ดี ๆ นะ”
“ได้เลยครับ!”
เด็กชายรับคำเสียงใส ก่อนจะซบหน้าลงกับอกแม่แล้วกอดเธอไว้แน่น
ขิมก้มลงจูบหน้าผากลูกชาย ก่อนเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโซฟา
พรุ่งนี้เธอจะต้องไปเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวที่เธอพยายามเว้นระยะห่างมาตลอดหลายปี
เธอไม่รู้ว่างานหมั้นครั้งนี้จะต้องพบเจอกับอะไรบ้างแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอตัดสินใจไว้แล้ว
เธอจะไม่ยอมให้ใครใช้เอเดนเป็นเครื่องมือทำร้ายเธออีก
ไม่ว่าใครก็ตาม...แม้คนคนนั้นจะเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอเองก็ตาม
