บทที่ 5 วันที่เราได้พบกันอีกครั้ง

ตอนที่ 5.วันที่เราได้พบกันอีกครั้ง

เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านม่านสีครีมเข้ามาภายในห้องพักโรงแรม ขิมยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนเรียบหรู เส้นผมยาวถูกม้วนปลายอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าสวยแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น

วันนี้เธอต้องไปงานหมั้นของน้องสาวต่างแม่ งานที่เธอไม่ได้อยากมา แต่สุดท้ายก็รับปากไปแล้วว่าจะเข้าร่วม

“คุณแม่ครับ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง

ขิมหันไปมอง ก่อนจะเห็นเอเดนในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีน้ำตาลอ่อน เด็กชายยืนกอดตุ๊กตาตัวโปรดอยู่ข้างเตียง ดวงตากลมโตมองแม่อย่างชื่นชม

“คุณแม่สวยจังเลยครับ”

ขิมยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในเช้าวันนี้ “จริงเหรอครับ?”

“จริงครับ สวยที่สุดเลย!”

เด็กชายเดินเข้ามาหา ก่อนจะยกมือขึ้นจับชายกระโปรงของแม่เบาๆ

“แล้ววันนี้เอเดนหล่อไหมครับ?”

“หล่อที่สุดเลยครับลูกแม่”

“เย้!” เอเดนยกมือขึ้นดีใจ ก่อนจะวิ่งกลับไปหยิบกระเป๋าใบเล็กที่ขิมเตรียมไว้ให้ แต่ระหว่างที่แม่กำลังหันกลับไปตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง เด็กชายกลับหยิบโทรศัพท์เครื่องที่แม็กซ์เคยตั้งค่าไว้ให้ขึ้นมาอย่างเงียบ ๆเขาเลื่อนหารายชื่อที่คุ้นเคย ก่อนกดโทรออกทันที รอสายไม่นาน ปลายสายก็รับ

“ฮัลโหลครับ เจ้าตัวเล็ก?” เสียงของแม็กซ์ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี

เอเดนรีบยกโทรศัพท์แนบหูแล้วกระซิบ

“คุณลุงครับ”

“ว่าไงครับ ทำไมวันนี้เสียงเบาจัง แอบทำอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”

“เอเดนมีเรื่องจะบอกครับ” น้ำเสียงของเด็กชายจริงจังขึ้นจนแม็กซ์เริ่มเงียบฟัง

“เมื่อคืนคุณตาด่าคุณแม่ครับ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของแม็กซ์ค่อย ๆ จางลง “หืม? คุณตาด่าว่าอะไรครับ?”

เอเดนก้มหน้าลง มือเล็ก ๆ บีบสายกระเป๋าของตัวเองแน่น

“คุณตาบอกว่าลูกคุณแม่ไม่มีพ่อ...มันคืออะไรเหรอครับคุณลุง?”

ปลายสายเงียบไปทันทีเด็กชายยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงใสซื่อ โดยไม่รู้เลยว่าคำถามของตัวเองกำลังทำให้คนฟังรู้สึกอย่างไร

“แล้วคุณแม่ก็เสียงดังด้วยครับ เอเดนได้ยินคุณแม่พูดกับคุณตา แล้วตอนวางสายคุณแม่ก็ร้องไห้ด้วย”

แม็กซ์หลับตาลงช้า ๆ มือที่ถือโทรศัพท์กระชับแน่นขึ้นเขารู้จักขิมดีพอจะรู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ให้ใครเห็นง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว

แต่เมื่อคืนเธอกลับต้องร้องไห้เพราะคำพูดของคนที่ควรจะเป็นพ่อของตัวเอง

“เอเดนครับ” แม็กซ์พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“หนูไม่ต้องคิดมากนะครับ เรื่องที่ผู้ใหญ่พูดกันบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าหนูทำอะไรผิดเลย”

“แต่เอเดนไม่มีพ่อจริง ๆ เหรอครับ?” คำถามนั้นทำให้แม็กซ์นิ่งไปอีกครั้ง

เขาไม่อยากตอบอะไรที่เกินกว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ก็ไม่อยากให้เด็กชายต้องเก็บคำพูดร้าย ๆ ของผู้ใหญ่ไปคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของความเสียใจทั้งหมด

“เอเดนฟังลุงนะครับ หนูไม่ได้ผิดอะไรเลย แล้วหนูก็ไม่ต้องรู้สึกไม่ดีกับตัวเองเพราะคำพูดของใคร เข้าใจไหมครับ?”

“ครับ...” เสียงเล็ก ๆ ตอบกลับมาอย่างแผ่วเบา

แม็กซ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนถามต่อ

“แล้วตอนนี้หนูกับคุณแม่กำลังจะไปไหนครับ?”

“ไปงานที่คุณตาจัดครับ คุณแม่บอกว่าเป็นงานหมั้น”

“อ๋อ...” แม็กซ์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวลุงไปหา”

“จริงเหรอครับ!” น้ำเสียงของเอเดนสดใสขึ้นทันที

“จริงสิครับ แต่ก่อนอื่นลุงขอถามอะไรหน่อย จำสัญญาที่เราเคยคุยกันไว้ได้ไหมครับ ว่าถ้าเราอยู่นอกบ้านแล้วมีเรื่องไม่สบายใจ เราต้องทำยังไง?”

เอเดนพยักหน้าหงึกหงัก แม้จะรู้ว่าแม็กซ์มองไม่เห็นก็ตาม

“จำได้ครับ!”

“ไหนลองบอกลุงสิครับ”

“ถ้าเอเดนไม่สบายใจ เอเดนต้องบอกคุณแม่หรือคุณลุง แล้วก็ต้องอยู่ใกล้คุณแม่ ห้ามเดินไปไหนคนเดียว ห้ามตามคนแปลกหน้าไป แล้วก็ต้องโทรหาคุณลุงได้ครับ!”

แม็กซ์ยิ้มออกมาเล็กน้อย “โอเค เก่งมากครับคนเก่งแล้วอีกเรื่องล่ะที่เราเคยพูดกันไว้ เวลาแอบไปกินไอศกรีมต้องพูดยังไง ?”

“เอเดนจำได้หมดเลยครับ!”

“ลุงรู้ครับ เดี๋ยวเจอกันนะ ลุงกำลังออกไป”

“เย้! เอเดนจะรอครับ!” เสียงหัวเราะของเด็กชายดังขึ้น ก่อนสายจะถูกตัดไปแม็กซ์วางโทรศัพท์ลง หยิบกุญแจรถแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที วันนี้เขาคงปล่อยให้ขิมเผชิญหน้ากับครอบครัวเพียงลำพังไม่ได้แล้ว

ไม่กี่นาทีต่อมา ขิมหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาสะพาย ก่อนจูงมือเอเดนเดินออกจากห้องพัก

“พร้อมหรือยังครับ?”

“พร้อมแล้วครับคุณแม่!” เด็กชายตอบเสียงใส แต่สายตากลับคอยมองไปทางลิฟต์เป็นระยะ

“เป็นอะไรครับ มองหาอะไรอยู่?”

“เปล่าครับ” เอเดนรีบส่ายหน้า แล้วจับมือแม่แน่นขึ้น

ขิมไม่ได้คิดอะไรมาก เธอพาลูกชายลงไปยังล็อบบี้ของโรงแรม ก่อนจะเดินออกไปยังบริเวณหน้าทางเข้าเพื่อเรียกรถทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดตรงหน้าเสียก่อน

กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของแม็กซ์ที่ยิ้มกว้างอยู่หลังพวงมาลัย

“ขึ้นรถครับคุณผู้หญิง!”

ขิมเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “แม็กซ์? นายมาทำอะไรที่นี่?”

“ก็มารับไงครับ ถามได้”

“ฉันไม่ได้บอกให้นายมารับสักหน่อย”

“ฉันรู้ แต่เอเดนบอกว่าพวกเธอกำลังจะไปงานหมั้น ฉันก็เลยคิดว่าควรไปด้วย”

ขิมขมวดคิ้ว “ไม่ต้องหรอก ฉันไปเองได้”

“ขิม” แม็กซ์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“ฉันไม่ได้มาถามว่าเธอไปเองได้ไหม ฉันแค่อยากไปด้วย”

ขิมนิ่งไปเล็กน้อย แม็กซ์เปิดประตูลงจากรถ ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วก้มลงมองเอเดน

“แล้วอีกอย่าง ฉันรับปากเจ้าตัวเล็กไว้แล้วว่าจะไปหา จะให้ลุงผิดสัญญากับหลานได้ยังไงล่ะครับ?”

เอเดนรีบพยักหน้าหงึกหงักทันที “ใช่ครับคุณแม่! ลุงแม็กซ์สัญญากับเอเดนแล้ว!”

แม็กซ์ยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะย่อตัวลงจัดปกเสื้อให้เด็กชาย

“วันนี้เราจะไปงานด้วยกันนะครับ ถ้าใครทำให้เอเดนไม่สบายใจ บอกลุงได้เลย”

“ครับ!”

ขิมมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะถอนหายใจอย่างยอมแพ้

เธอรู้ดีว่าแม็กซ์เป็นคนแบบไหน หากตัดสินใจแล้วก็คงไม่มีทางเปลี่ยนใจง่าย ๆ

“ก็ได้ แต่ห้ามก่อเรื่องนะ”

แม็กซ์ยกมือขึ้นทำท่ารับคำสั่ง “รับทราบครับคุณแม่”

“แม็กซ์!”

“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้วครับ ขึ้นรถกันเถอะ เดี๋ยวไปสาย”

ขิมส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนพาเอเดนขึ้นรถ โดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของแม็กซ์ในวันนี้จะทำให้ใครบางคนต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

งานหมั้นถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูใจกลางเมือง ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและสีทองอย่างประณีต

แชนเดอเลียร์ระยิบระยับห้อยลงมาจากเพดานสูง โต๊ะอาหารถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่ทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี

เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังคลอไปกับดนตรีบรรเลงเบา ๆ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความหรูหรา สมฐานะของสองครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ที่กำลังจะเกี่ยวดองกัน

แม็กซ์จอดรถบริเวณทางเข้า ก่อนจะลงมาเปิดประตูให้ขิมกับเอเดน

“โห...โรงแรมใหญ่จังเลยครับ!”

เอเดนเงยหน้ามองอาคารสูงด้วยดวงตาเป็นประกาย

“คุณแม่ครับ วันนี้เรามานอนที่นี่เหรอครับ?”

ขิมหัวเราะเบา ๆ “เปล่าครับ เรามาร่วมงานเฉย ๆ”

“อ้าว แล้วทำไมต้องแต่งตัวสวย ๆ ด้วยล่ะครับ?”

“ก็เพราะเป็นงานสำคัญไงครับ”

“สำคัญเหมือนวันเกิดเอเดนไหมครับ?”

“ประมาณนั้นเลยครับ”

เด็กชายพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะยื่นมือไปหาแม็กซ์

“งั้นลุงแม็กซ์จับมือเอเดนไว้นะครับ คนเยอะมากเลย”

แม็กซ์ยิ้มแล้วจับมือเล็ก ๆ เอาไว้ “ได้เลยครับ ลุงจะไม่ปล่อยมือหนูแน่นอน”

ขิมมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินเข้าไปในงานพร้อมกับทั้งสองคนเธอไม่รู้ว่าภายในงานจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แต่ในเมื่อรับปากแล้วว่าจะมา เธอก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น แล้วกลับไปใช้ชีวิตของเธอกับลูกตามเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใครมากไปกว่านั้น

ภายในห้องจัดเลี้ยง แขกเหรื่อจำนวนมากกำลังนั่งประจำที่ ขณะที่บริเวณด้านหน้าเวทีมีคู่หมั้นทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ

ทับทิมสวมชุดเดรสสีขาวงาช้างที่ช่วยขับให้ใบหน้าสวยดูอ่อนหวาน ส่วนอัศนัยอยู่ในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต ท่าทางสง่างามและใบหน้าเรียบนิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คน

พิธีกรกำลังกล่าวถึงความยินดีของทั้งสองครอบครัว ก่อนเชิญผู้ใหญ่ขึ้นมาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสวมแหวนหมั้น

ทับทิมยื่นมือออกไปให้อัศนัย ชายหนุ่มหยิบแหวนขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง ก่อนค่อย ๆ สวมลงบนนิ้วนางของหญิงสาว เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง ทับทิมยิ้มอย่างมีความสุข ขณะที่อัศนัยเพียงยกมุมปากเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะหันไปจับมือคู่หมั้นเพื่อให้ช่างภาพบันทึกภาพสำคัญ

ในจังหวะนั้นเอง

“พี่ขิม!” เสียงเรียกของทับทิมดังขึ้นจากบนเวที หญิงสาวหันไปทางประตูทางเข้าด้วยความดีใจ เมื่อเห็นพี่สาวเดินเข้ามาในงานพร้อมกับแม็กซ์และเด็กชายตัวเล็ก

“พี่ขิม! มาทางนี้สิคะ!”

ทับทิมโบกมือเรียกอย่างตื่นเต้น ก่อนหันกลับไปหาอัศนัย

“พี่อัศนัยคะ นี่ไงคะ พี่สาวของทับทิม!”

อัศนัยที่กำลังยืนถือมือคู่หมั้นอยู่ชะงักไปทันทีเขาค่อย ๆ หันไปตามทิศทางที่ทับทิมชี้ และในวินาทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า...

มือที่จับมือทับทิมอยู่ก็แข็งค้าง ขิมเองก็หยุดเดินราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง

เมื่อเห็นผู้ชายที่ยืนอยู่บนเวทีในชุดสูทสีเข้ม พร้อมแหวนหมั้นบนนิ้วนางของทับทิม

ผู้ชายคนนั้นคืออัศนัย ส่วนผู้หญิงที่กำลังยืนจับมือเขาอยู่ก็คือทับทิม...น้องสาวต่างแม่ของเธอ

ขิมยืนนิ่ง ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ก้าวเดียวขณะที่อัศนัยเองก็นั่งนิ่งอยู่ในความรู้สึกช็อกไม่ต่างกัน

เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า...ผู้หญิงที่ทับทิมเรียกว่า ‘พี่สาว’ คือขิม

และผู้หญิงที่เขากำลังจะสร้างอนาคตร่วมด้วย ก็คือน้องสาวของผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืมได้เลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป