บทที่ 7 เด็กคนนั้นเหมือนใคร

ตอนที่ 7. เด็กคนนั้นเหมือนใคร

หลังจากเหตุการณ์ชวนให้คนทั้งโต๊ะตกตะลึงผ่านไป ทุกคนก็ทยอยกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ขิมเลือกนั่งข้างแม็กซ์ โดยมีเอเดนนั่งอยู่บนตัก ส่วนอัศนัยกลับไปนั่งข้างทับทิมตามเดิม

งานหมั้นยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น เสียงพิธีกรกล่าวแสดงความยินดีดังคลอไปกับเสียงพูดคุยของแขกเหรื่อ ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในโต๊ะของสองครอบครัวกำลังมีคนอย่างน้อยสองคนที่แทบไม่มีสมาธิอยู่กับงานตรงหน้า

ขิมหันไปมองแม็กซ์ด้วยหางตา ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบเสียงลอดไรฟัน

“นายทำอะไรลงไปรู้ตัวไหม?”

แม็กซ์หันมามองเธอ ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“ทำอะไร?”

“ยังจะมาถามอีก! นายให้เอเดนเรียกนายว่าพ่อทำไม!”

ขิมแทบอยากจะเอาเมนูอาหารฟาดหัวเพื่อนเสียตรงนั้น แต่ก็ทำได้เพียงรักษารอยยิ้มไว้ เพราะไม่อยากให้คนอื่นสังเกตเห็นความผิดปกติ

แม็กซ์วางแก้วลง แล้วโน้มตัวเข้ามากระซิบตอบ

“ก็กอบกู้ศักดิ์ศรีของเธอไง”

ขิมชะงัก ก่อนหันขวับมองเขา “ศักดิ์ศรีบ้าบออะไรของนาย!”

“ก็พ่อเธอเกือบจะพูดประจานอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าฉันไม่แทรกขึ้นมาก่อน ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อหน้าแขกอีกบ้าง”

แม็กซ์เหลือบมองประวิทย์ที่กำลังพูดคุยกับแขกโต๊ะข้าง ๆ แล้วลดเสียงลงอีก

“ฉันไม่ชอบที่เขาพูดกับเธอแบบนั้น ขิม เธอไม่จำเป็นต้องยืนรับคำพูดพวกนั้นอยู่คนเดียว”

ขิมเม้มริมฝีปากแน่น ความโกรธที่มีอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ ลดลงเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท

เธอรู้ดีว่าแม็กซ์ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่การให้เอเดนพูดออกไปแบบนั้นก็ทำให้เธอแทบตั้งตัวไม่ทัน แม็กซ์ถอนหายใจ ก่อนจะหันมาสบตาเธออย่างจริงจัง

“ขิม ฟังฉันนะ ไม่มีใครที่นี่รู้ความสัมพันธ์ของพวกเราอยู่แล้ว ฉันเป็นคนสนิทของเธอ เป็นคนที่ช่วยเลี้ยงเอเดนมาตลอด จะให้ฉันช่วยรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

“แต่เอเดนเรียกนายว่าพ่อ”

“เด็กห้าขวบจะพูดอะไรออกมาเพราะอยากปกป้องแม่ตัวเองก็ได้ อีกอย่าง ฉันก็ไม่ได้คิดจะปล่อยให้ใครมาดูถูกเธอกับลูกต่อหน้าคนอื่น”

แม็กซ์เว้นจังหวะ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“ถือว่าทำเพื่อเอเดนก็แล้วกัน เพราะปกติเวลาฉันกับเอเดนไปไหนด้วยกันเราก็เรียกกันแบบนี้อยู่แล้ว”

“อะไรนะ ? ”

“เอาน่ายิ้มเข้าไว้ขิมยิ้มเข้าไว้ทุกคนกำลังมองเราอยู่”

ขิมก้มลงมองลูกชายที่กำลังนั่งเล่นนิ้วมือของตัวเองอยู่บนตัก

 เธอใช้นิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเล็ก ๆ ให้เข้าที่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

“คราวหลังอย่าทำอะไรโดยไม่บอกฉันก่อนอีกนะ”

“ครับคุณแม่” แม็กซ์ตอบเสียงเบาอย่างยียวน จนขิมต้องหันไปถลึงตาใส่

“แม็กซ์!”

“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้วครับ”

เขายกมือขึ้นยอมแพ้ ก่อนจะหันไปสนใจอาหารบนโต๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขิมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าให้เพื่อนเบา ๆ

อย่างน้อยแม็กซ์ก็ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการสร้างปัญหา เขาเพียงไม่อยากให้เธอถูกประจานต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะในวันที่เธอต้องฝืนกลับมาพบครอบครัวที่ตัวเองไม่อยากเข้าใกล้

แต่สิ่งที่ทั้งสองคนไม่รู้ก็คือ...ทุกการกระทำของพวกเขาอยู่ในสายตาของอัศนัยตลอดเวลา ชายหนุ่มนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้จะทำทีเป็นสนใจบทสนทนาของทับทิม แต่สายตากลับเผลอมองไปทางขิมครั้งแล้วครั้งเล่า

เขาเห็นแม็กซ์โน้มตัวไปกระซิบกับเธอ เห็นขิมหันไปถลึงตาใส่อีกฝ่าย เห็นแม็กซ์ยกมือยอมแพ้ ก่อนที่ขิมจะพยักหน้าให้เขาในที่สุดทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติราวกับคนสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานจนรู้ใจกันแทบทุกเรื่อง

อัศนัยกำช้อนในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ภาพนั้นทำให้เขาไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปขิมมีคนอยู่ข้างกายแล้วจริง ๆ ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่เดินทางกลับประเทศไทยมาพร้อมเธอ แต่เป็นคนที่รู้จักเธอดี

 รู้ว่าเธอไม่ชอบอะไร และพร้อมจะปกป้องเธอแม้ในสถานการณ์ที่คนอื่นกำลังจะทำให้เธออับอาย

ส่วนเขา...เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้างเพราะในสายตาของขิม เขาคงไม่ต่างจากคนแปลกหน้าคนหนึ่ง

“พี่อัศนัยคะ” เสียงของทับทิมเรียกให้เขาหันกลับมา

“คะ...ครับ?”

“ทับทิมถามว่าพี่อยากทานอะไรเพิ่มไหมคะ เห็นพี่นั่งเงียบตั้งนานแล้ว”

อัศนัยก้มมองจานอาหารตรงหน้า ก่อนตอบเรียบ ๆ

“ไม่เป็นไรครับ ผมอิ่มแล้ว”

“แต่พี่แทบไม่ได้ทานอะไรเลยนะคะ”

“พอดีผมไม่ค่อยหิวครับ”

ทับทิมมองเขาอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เธอเพียงตักอาหารใส่จานให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างกัน

อัศนัยจึงมีโอกาสเหลือบมองขิมอีกครั้ง เด็กชายตัวเล็กบนตักของเธอกำลังอ้าปากรับอาหารที่แม่ป้อนอย่างว่าง่าย ขณะที่แม็กซ์คอยหยิบแก้วน้ำและส่งกระดาษเช็ดปากให้เป็นระยะภาพครอบครัวที่ดูอบอุ่นตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหนักอึ้งในอก

เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเสียใจเรื่องอะไร ทั้งที่คนที่เลือกเดินออกจากความสัมพันธ์ในวันนั้นคือเขาเอง

“คุณคะ” เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังอัศนัย

ชายหนุ่มไม่ได้หันไปมอง เพราะคิดว่ามารดากำลังคุยกับบิดาตามปกติ แต่แล้วประโยคถัดมากลับทำให้เขาชะงักมือที่กำลังจะหยิบแก้วน้ำ

“เด็กคนนั้นน่ารักมากเลยนะคะ เหมือนตาอัศตอนเด็ก ๆ เลย ว่าไหมคะ?”

คุณหญิงมารดาของอัศนัยเอ่ยขึ้นพลางมองเอเดนด้วยรอยยิ้มเอ็นดูผู้เป็นสามีหันไปมองตาม ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิครับ เหมือนมากจริง ๆ โดยเฉพาะดวงตากับรูปหน้า”

อัศนัยนิ่งไปแก้วน้ำในมือหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

“ถ้าไม่เห็นว่าพี่สาวของหนูทับทิมมีสามีแล้วนะ ผมคงคิดว่าลูกชายเราไปมีลูกทิ้งไว้ที่ไหนแน่นอน”

บิดาของเขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ คิดว่าเป็นเพียงการหยอกล้อกันระหว่างสามีภรรยา แต่คนที่ได้ยินกลับไม่อาจหัวเราะตามได้เลยแม้แต่น้อย อัศนัยค่อย ๆ วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ

เสียงกระทบของแก้วกับจานรองเบาจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ทว่าภายในหัวของเขากลับเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้นพร้อมกัน

เหมือนเขาตอนเด็ก ๆ อย่างนั้นเหรอ? ชายหนุ่มหันไปมองเอเดนอีกครั้ง

เด็กชายกำลังหัวเราะคิกคักกับแม็กซ์ ก่อนจะเอียงหน้าซบไหล่ขิมอย่างออดอ้อน ดวงตากลมโต จมูกโด่งเล็ก ๆ และรูปหน้าที่เริ่มมีเค้าโครงชัดเจน เมื่อครู่เขามองเด็กคนนี้ด้วยความสงสัยแต่ตอนนี้กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กคนหนึ่งจะทำให้เขารู้สึกสับสนได้ถึงขนาดนี้

“คุณพ่อครับ” อัศนัยเอ่ยขึ้นเบา ๆ จนบิดาของเขาหันมามอง

“หืม? ว่าไงลูก?” ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด

“คุณพ่อคิดว่า...เด็กคนนั้นเหมือนผมจริง ๆ เหรอครับ?”

บิดาของเขาหัวเราะเบา ๆ

“ก็ใช่น่ะสิ แกลองมองดี ๆ ดูสิ เหมือนแกตอนห้าขวบไม่มีผิด”

มารดาของเขาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสริมขึ้นอย่างเอ็นดู

“แม่เห็นครั้งแรกยังตกใจเลยค่ะ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นลูกของพี่สาวหนูทับทิม แม่คงคิดว่าเป็นหลานตัวเองไปแล้ว”

อัศนัยไม่ตอบ เขาหันกลับไปมองเด็กชายอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาจับอยู่ที่ใบหน้าของเอเดนนานกว่าทุกครั้ง เด็กชายอายุประมาณห้าขวบ ขิมกลับประเทศไทยหลังจากหายไปจากชีวิตเขาหลายปี และเขาเองก็ไม่เคยรู้เลยว่าเธอใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงเวลาที่ไม่ได้พบกัน

ความคิดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในหัว แต่เขาพยายามกดมันลงไป เพราะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

เป็นไปไม่ได้หรอก...เขาบอกตัวเองซ้ำ ๆ

ขิมคงมีครอบครัวของเธอไปแล้วจริง ๆ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมเด็กคนนั้นถึงมีบางอย่างเหมือนเขามากขนาดนี้? ทำไมมารดากับบิดาของเขาถึงสังเกตเห็นความคล้ายคลึงนั้นได้ทันที?

และทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนกำลังมองตัวเองในวัยเด็กผ่านใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน? อัศนัยกำมือใต้โต๊ะจนเส้นเลือดปูดขึ้นเขาไม่รู้ว่าควรเชื่อสิ่งที่เห็น หรือเชื่อเหตุผลที่ตัวเองพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องหัวใจ

“คุณแม่ครับ” เสียงเล็ก ๆ ของเอเดนดังขึ้นอีกครั้ง

ขิมก้มลงมองลูกชาย “ครับคนเก่ง?”

“เอเดนอยากเข้าห้องน้ำครับ”

“งั้นเดี๋ยวแม่พาไปนะครับ”

เธอหันไปบอกแม็กซ์ ก่อนจะลุกขึ้นอุ้มเอเดนลงจากตัก

“เดี๋ยวฉันพาลูกไปห้องน้ำก่อนนะ”

“ได้ เดี๋ยวฉันรอตรงนี้” แม็กซ์ตอบรับ ก่อนจะหันไปหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม

ขิมจูงมือเอเดนเดินออกจากโต๊ะไป โดยไม่ได้หันกลับมามองคนที่กำลังนั่งมองตามเธออยู่เลย อัศนัยมองแผ่นหลังของทั้งคู่จนกระทั่งลับสายตาในหัวของเขายังคงมีคำพูดของบิดามารดาดังก้องอยู่ซ้ำๆ

เหมือนตาอัศตอนเด็ก ๆ ชายหนุ่มหลุบตามองแหวนหมั้นบนนิ้วของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ กำมือแน่น

เขาไม่รู้ว่าความสงสัยนี้จะนำไปสู่อะไร แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่อัศนัยรู้สึกหวาดกลัวคำตอบของคำถามบางอย่าง

เพราะถ้าสิ่งที่เขากำลังคิดเป็นความจริง...เด็กชายที่เขาเพิ่งพบในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงลูกของผู้หญิงที่เขาเคยรัก

แต่อาจเป็นลูกของเขาเองและถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ...

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาพลาดอะไรไปบ้างกันแน่?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป