บทที่ 8 หัวใจของคนเป็นแม่
ตอนที่ 8.หัวใจของแม่
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการหมั้นหมายระหว่างอัศนัยกับทับทิม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างทยอยกันไปรับประทานอาหารและพูดคุยแสดงความยินดีกับคู่หมั้นทั้งสองคน บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าบริเวณโต๊ะอาหารของทั้งสองครอบครัวกลับมีบางอย่างที่ทำให้ขิมรู้สึกอึดอัดจนแทบกลืนอาหารไม่ลง
“ทับทิมนี่โชคดีจริง ๆ นะคะที่ได้หมั้นกับคุณอัศนัย ครอบครัวเขามีหน้ามีตาในสังคม แถมตัวคุณอัศนัยเองก็เก่งกาจขนาดนี้ ต่อไปไม่ต้องห่วงเลยว่าลูกสาวของฉันจะลำบาก”
คุณหญิงราตรี แม่ของทับทิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ พลางหันไปยิ้มให้ว่าที่ลูกเขยของตัวเอง
“คุณป้าก็ชมผมเกินไปครับ” อัศนัยตอบอย่างสุภาพ
“ไม่ได้ชมเกินจริงสักหน่อยค่ะ คนเก่งก็ต้องชมสิคะ ใช่ไหมคะคุณประวิทย์”
ประวิทย์พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหันไปมองลูกสาวคนเล็กด้วยแววตาชื่นชม
“ทับทิมเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เล็ก เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัว”
คำพูดนั้นไม่ได้มีอะไรผิดปกติสำหรับคนอื่น แต่สำหรับขิมกลับรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนหยิบเข็มเล็ก ๆ มาทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอก้มหน้าตักอาหารใส่จานของเอเดน ไม่คิดจะร่วมวงสนทนา เพราะรู้ดีว่าหากเธอเปิดปากพูดอะไรออกไป บรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุขคงพังลงในเวลาไม่ถึงนาที
“แล้วขิมล่ะคะ” ราตรีหันมาถามด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร หากแววตากลับไม่ได้แสดงความอบอุ่นตามไปด้วย “กลับมาอยู่เมืองไทยคราวนี้ มีแผนจะทำอะไรต่อหรือยังจ๊ะ หรือว่าจะกลับไปต่างประเทศอีก”
“ขิมกลับมาทำงานค่ะ”
“อ้อ ทำงานสินะ” อีกฝ่ายลากเสียงเล็กน้อย “ก็ดีเหมือนกัน ผู้หญิงเราควรมีงานมีการทำ จะได้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องคอยพึ่งพาคนอื่น”
ขิมชะงักมือเพียงนิด ก่อนจะวางช้อนลงอย่างใจเย็น
“ค่ะ ขิมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“แต่ถ้าทำงานอย่างเดียวก็คงเหนื่อยหน่อยนะ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกอีก แม่คนเดียวคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
คราวนี้คนที่นั่งอยู่ข้างขิมอย่างแม็กซ์ถึงกับขมวดคิ้ว เขาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะแล้วเหลือบมองราตรีอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ขณะที่ทับทิมเองก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของบทสนทนา
“คุณแม่คะ...” ทับทิมเรียกเบา ๆ คล้ายต้องการเตือน
แต่ราตรีกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน
“จริงสิ แล้วคุณแม็กซ์ล่ะคะ” หญิงวัยกลางคนหันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างขิม “ไม่คิดจะจัดงานแต่งกับขิมให้เป็นเรื่องเป็นราวบ้างเหรอคะ ไหน ๆ ก็มีลูกด้วยกันแล้ว”
ช้อนในมือขิมหยุดนิ่ง แม็กซ์เองก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ขิมกลับเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ไม่จำเป็นค่ะ” เสียงของเธอไม่ได้ดังมากนัก แต่หนักแน่นพอจะทำให้คนบนโต๊ะหันมามองพร้อมกันขิมเงยหน้าสบตาราตรีตรง ๆ
“ขิมกับแม็กซ์อยู่ด้วยกันเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะต้องการให้ใครยอมรับทางสังคม แล้วขิมก็ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของเราไม่จำเป็นต้องมีพิธีการมายืนยันว่ารักกันมากแค่ไหนด้วยค่ะ”
รอยยิ้มของราตรีค่อย ๆ จางลง
“ป้าก็แค่ถามดี ๆ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วยล่ะจ๊ะ”
“ถ้าเป็นคำถามธรรมดา ขิมก็คงไม่ต้องตอบอะไรขนาดนี้หรอกค่ะ”
“ขิม!” ประวิทย์เอ่ยปรามเสียงเข้ม “พูดกับผู้ใหญ่ให้มันดี ๆ หน่อย”
ขิมหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย
“ขิมก็พูดดีแล้วนี่คะพ่อ หรือพ่ออยากให้ขิมนั่งเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ใครพูดอะไรก็ได้เหมือนที่ผ่านมา”
“อย่ามาทำให้เสียบรรยากาศในงานของน้อง!”
“ขิมไม่ได้เป็นคนเริ่มนะคะ”
“พอเถอะครับ” แม็กซ์แทรกขึ้น น้ำเสียงยังสุภาพแต่จริงจังกว่าเดิม “วันนี้เป็นวันสำคัญของคุณทับทิม ผมว่าเราคุยเรื่องอื่นกันดีกว่าครับ”
เขาหันไปมองขิมเล็กน้อย คล้ายบอกให้เธอใจเย็นลง ขิมจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเบือนหน้าหนี ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้ตัวเองต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้
“นั่นสิคะ อย่าทะเลาะกันเลย” ทับทิมรีบพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะหันไปหาพี่สาวด้วยรอยยิ้มประหม่า “พี่ขิมคะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ทับทิมขอโทษแทนคุณแม่ด้วยนะคะ”
ขิมไม่ได้ตอบ เธอเพียงยื่นมือไปจัดผ้าเช็ดปากให้เอเดนที่นั่งอยู่ข้างตัว
“กินอีกนิดไหมครับคนเก่ง” เธอถามลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กชายส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มจนตาหยี
“เอเดนอิ่มแล้วครับคุณแม่ แต่เค้กอร่อยมากเลย”
“เค้กเหรอครับ” แม็กซ์หันมาถาม “กินไปกี่ชิ้นแล้วเนี่ยเรา”
“สองชิ้นครับ!” เอเดนตอบอย่างภาคภูมิใจ แล้วยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้วประกอบคำพูด “ชิ้นแรกอร่อย ชิ้นที่สองก็อร่อยเหมือนกัน เอเดนเลยกินหมดเลย”
“เจ้าตัวแสบ” แม็กซ์ยีผมเด็กชายเบา ๆ “แล้วได้ถามพนักงานหรือยังว่าเค้กมีอะไรบ้าง”
เอเดนส่ายหน้า “เอเดนเห็นมันน่ากินนี่ครับ”
แม็กซ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เด็กชายที่นั่งอยู่ข้างขิมก็เริ่มขยับตัวอย่างผิดปกติ
“คุณแม่ครับ...” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นแผ่วเบา
ขิมหันไปมองทันที “ว่าไงครับเอเดน” เด็กชายยกมือขึ้นแตะบริเวณหน้าอก ใบหน้าเริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เอเดน...หายใจไม่ค่อยออกครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของขิมหายไปในทันที “เอเดน?”
เธอรีบประคองลูกชายให้หันมาหา มือบางแตะลงบนแก้มที่เมื่อครู่ยังมีสีเลือดฝาด แต่ตอนนี้กลับซีดเผือด เด็กชายพยายามสูดลมหายใจ ทว่ากลับหายใจได้อย่างยากลำบาก
“ลูกเป็นอะไรครับ เอเดน มองหน้าแม่นะลูก”
“คุณแม่...เจ็บหน้าอกครับ...”
เสียงสั่นเครือของลูกชายทำให้หัวใจขิมแทบหยุดเต้น เธอรีบปลดกระดุมเสื้อบริเวณคอให้ลูกเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น แต่เด็กชายกลับเริ่มกระสับกระส่ายและมีผื่นแดงปรากฏขึ้นตามลำคอ
“เอเดน! ลูกแม่!”
ขิมร้องเรียกด้วยความตกใจจนมือสั่น เธอพยายามกอดประคองลูกไว้ แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
แม็กซ์ที่เห็นอาการของเด็กชายเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที
“เดี๋ยวก่อน...หรือว่าเอเดนกินเค้กที่มีถั่ว!”
ขิมหันขวับไปมองเขา “ถั่วเหรอ?”
“เอเดนแพ้ถั่วนี่ขิม!”
เพียงประโยคนั้นก็ทำให้ขิมรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ เธอรู้ดีว่าลูกชายแพ้อะไร และรู้ดีด้วยว่าอาการแพ้รุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด
“ไม่...ไม่จริงนะเอเดน ลูกอย่าเป็นอะไรนะครับ”
แม็กซ์รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกรถพยาบาล แจ้งสถานที่และอาการของเด็กชายอย่างรวดเร็ว ขณะที่ขิมโอบลูกไว้แน่น น้ำตาเริ่มคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เอเดนครับ หายใจช้า ๆ นะลูก มองหน้าแม่ไว้ อย่าหลับนะครับ”
“คุณแม่...” เด็กชายพยายามเรียกเธออีกครั้ง แต่เสียงกลับเบาจนแทบไม่ได้ยิน
อัศนัยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที ภาพเด็กชายที่กำลังหายใจติดขัดทำให้เขาไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ได้อีกต่อไป
