บทที่ 1 จงอางหวงไข่

เสียงกุกกักของเครื่องไม้เครื่องมือในโรงเลื่อยดังเป็นจังหวะ แต่กลับฟังดูเงียบงันในโสตประสาทของ ปาริชาติ เด็กหญิงอายุสิบสองปีนั่งเหม่อมองเศษขี้เลื่อยที่ปลิวว่อนในอากาศเหมือนหิมะสีน้ำตาล ใจลอยไปไกลถึงวันที่แม่ยังอยู่ วันที่บ้านไม้หลังเล็ก ๆ ในทุ่งนาอบอวลไปด้วยกลิ่นแกงส้มและเสียงหัวเราะของพ่อ

วันเวลาผ่านมาไวเหมือนสายน้ำ พ่อจากไปไม่นานนักหลังจากแม่โดนรถชน และเห็นว่าเป็นลูกผู้มีอิทธิพลที่ยังเป็นผู้เยาว์ และทุกอย่างถูกอุดปากด้วยเงิน เรื่องการตายของแม่เธอจึงเงียบลง ทั้งที่พ่อวิ่งเต้นเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ให้กับภรรยาผู้ล่วงลับ

เด็กผู้ชายอายุสิบหกปีคงเป็นผู้เยาว์และไม่ติดคุกแต่ก็ถูกปรับเงิน ครอบครัวของเธอชีวิตของแม่เธอไม่เคยได้รับการชดใช้ แม้แต่คำขอโทษจับครอบครัวเด็กผู้ชายคนนั้นก็ไม่มี

พ่อของปาริชาติจากไปเพราะตรอมใจตายตามภรรยา เขาทำทุกวิถีทาง เพื่อเอาคนผิดเข้าคุกแต่ก็ยังคิดว่าอำนาจเงินทำได้ทุกอย่างเปลี่ยนขาวเป็นดำเปลี่ยนดำเป็นขาว หลังจากบิดาของเธอจากไปก็ทิ้งไว้ด้วยหนี้สินที่กองเป็นภูเขาเลากา จนป้าที่รับเลี้ยงต้องขายบ้านและที่ดินทิ้ง บ้านที่เคยเป็นวิมานกลายเป็นแค่ความทรงจำ

ปาริชาติกลายเป็นเพียงเด็กหญิงในความดูแลของป้าผู้ใจดีแต่ก็ยากจนข้นแค้น การขายแรงงานเป็นทางออกเดียวเพื่อประทังชีวิต เธอในวัยเพียงสิบสองปีต้องทำงานในโรงเลื่อยแลกกับค่าอาหาร และยังไม่ได้เรียนหนังสือหลังจากที่พ่อแม่ของเธอจากไป

“ปาริชาติ! อย่ามัวแต่เหม่อ! รีบเอาไม้พวกนี้ไปจัดเรียงเสีย” เสียงแหบห้าวของหัวหน้าคนงานดังขึ้น ปาริชาติสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้าก้มตาแบกไม้แผ่นใหญ่ที่หนักอึ้งอย่างทุลักทุเล มือเล็ก ๆ ทั้งสากและหยาบกร้านจนจำไม่ได้ว่าความนุ่มนวลเป็นอย่างไร

ทันใดนั้น เสียงรถยนต์คันหรูที่แล่นเข้ามาก็หยุดกึกอยู่ไม่ไกลจากที่เธออยู่ ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียว ชายรูปหล่อใส่ทองเส้นโต รูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายภูมิฐานในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ก้าวลงมาจากรถพร้อมกับคนขับ ลูกสมุนนับสิบ ขับรถตามมาอีกคัน ทุกคนในโรงเลื่อยต่างก้มหน้าก้มตาทำงานแข็งขันกว่าปกติ

ชายผู้นั้นคือ ไกรสร เจ้าของกิจการโรงเลื่อยและอีกหลายกิจการในระยอง เขาอายุ 32 ปี หล่อเหลา สูง 190 ซม. ผิวเข้ม สักยันต์อักขระไทยเต็มตัว ดูน่าเกรงขาม

ปาริชาติไม่เคยมีโอกาสได้เห็นเขาใกล้ ๆ มีเพียงเรื่องเล่าจากปากคนงานคนอื่น ๆ ที่ว่าเขาเป็นเศรษฐีใหญ่ใจดี แต่ก็มีข่าวลือหนาหูเรื่องที่เขามักจะมีสาวน้อยสาวใหญ่คอยมาบริการเรื่องบนเตียงอย่างมากหน้าหลายตา

ใคร ๆ ก็อยากเป็นเมียเศรษฐีโรงเลื่อยในยุคปี พ.ศ. 2537 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลดแล่นที่สุดและกำลังเติบโตพัฒนาคู่แข่งในการค้าก็น้อยยิ่งทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง

ในขณะที่ไกรสรเดินลงมาตรวจตราโรงเลื่อยของเขาพร้อมกับเหล่าลูกสมุนที่เดินตามหลังมานับสิบเหมือนกับเจ้าพ่อมาเฟียในยุค 90 พลันสายตาของไกรสรปรายมาที่ปาริชาติ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังทุลักทุเลกับไม้แผ่นใหญ่จนเกือบจะล้ม ด้วยความสงสารเขาจึงเดินเข้ามาหา

“ทำไมถึงให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้มาทำงานหนักขนาดนี้” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเมตตาเอ่ยถามหัวหน้าคนงานอย่างไม่พอใจนักเพราะเขาไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้มาก่อนในโรงเลื่อย

“ก็… นางไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนแล้วขอรับ” หัวหน้าคนงานอึกอักตอบ “พ่อกับแม่ก็ตายหมดแล้ว”หัวหน้าคนงานก็รีบพยายามอธิบายถึงสาเหตุที่ให้เด็กผู้หญิงที่ชื่อปาริชาติมาช่วยงาน ป้าแม้นเป็นป้าที่ใจดีที่สุดในโรงเลื่อยเห็นว่าเด็กคนนี้ไม่มีที่ไปนางจึงรับเลี้ยงแม้ไม่ใช่ญาติก็ตามแต่

คำว่า “พ่อกับแม่ก็ตายหมดแล้ว” กรีดลึกลงไปในหัวใจของไกรสร ราวกับเขากำลังมองเห็นตัวเองในอดีต เด็กชายที่เคยไร้ที่พึ่งพิงและเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว

ไกรสรหันไปมองเด็กหญิงอีกครั้ง ใบหน้าของเธอมอมแมมไปด้วยขี้เลื่อย ดวงตาคู่กลมโตเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและเหนื่อยล้า แต่ความใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอนั้นสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน 

ยิ่งมองนานเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อนความสงสารกับกินไปภายในใบหน้าที่ดูเย็นชาของไกรสรแต่หัวใจของเขาไม่ได้ด้านชาเหมือนกับด้านที่เขาแสดงออกมาเขาจึงก้าวเดินไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้น

“หนูชื่ออะไร” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ปาริชาติค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงเบาเธอที่ถือไม้ท่อนเล็กๆอยู่ในมือ ก้มหน้าก้มตาตอบไกรสรอย่างไม่กล้าสบตาเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะใจดีอย่างที่ได้ยินมาหรือไม่เด็กสาววัย 12 ปี 

ที่ดูเหมือนชีวิตจะมืดมน เธอกำพร้าพ่อแม่อาศัยบุญบารมีเก่ามีป้าใจดีชื่อป้าแม้นในโรงเลื่อยรับเลี้ยงคอยให้อาหารเธอแต่ก็ไม่สามารถส่งเธอเรียนหนังสือดี ๆ ได้ เธอจึงต้องทำงานช่วยป้าแม้นคนที่รับเลี้ยงเธอ

ไกรสรนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างตกตะลึง ปาริชาติเป็นเด็กสาวผิวขาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มปากนิดจมูกหน่อย เพียงแรกเห็นสบตาเขาก็รู้สึกถูกชะตากับปาริชาติอย่างประหลาด

หลังจากสบตากับเด็กหญิง ปาริชาติ ความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้าสู่หัวใจของไกรสรอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ความสงสารอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกที่คล้ายกับแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ 

ความน่ารักสดใสที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบความเหนื่อยล้าและขี้เลื่อยทำให้ชายผู้ไม่เคยสนใจใครอย่างจริงจังต้องหยุดนิ่งและพิจารณา เขาเคยชินกับการมีหญิงสาวมากมายรายล้อม

แต่ไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกที่อยากจะดูแลปกป้องเมื่อเขายิ่งรู้ว่าปาริชาติเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับเขาในวัยเด็ก มันยิ่งทำให้เขาอยากจะอุปการะปาริชาติมาไว้ในความดูแล

บทถัดไป