บทที่ 5 จงอางหวงไข่

"ก็พยอมบอกแล้วไงคะว่าคิดถึงคุณ คุณจะให้  พยอมบอกคุณว่ายังไงล่ะคะ" พวงพยอมที่ไม่ยอมก็เดินก้าวย่างอย่างช้าๆเข้ามาหาไกรสรแล้วใช้นิ้วเกลี่ยไปตามใบหน้าหล่อเหลาที่เธอหลงใหลอยากได้มาเป็นสามี

"ผมไม่ว่าง!" ไกร

ตอบห้วน ๆ แล้วโบกมือให้ลูกตาลเดินออกจากห้องไปส่วนปาริชาติเธอก็เดินหายลับเข้าไปในครัวเพื่อไปช่วยงานป้าหน่อยเธอไม่ได้สนใจว่าจะมีใครมาหาเศรษฐีไกรสรแต่เธออยากจะช่วยงานคนในบ้านให้ได้มากที่สุดเธอไม่อยากนั่งงอมืองอเท้าให้เป็นที่ครระหานินทา

......

หลังจากที่ไกรสรหันมาต่อว่าพวงพยอมอย่างไม่ไว้หน้า ปาริชาติก็รีบเดินหลบฉากเข้าไปในครัว เธอไม่อยากเป็นต้นเหตุของความบาดหมาง และไม่อยากได้ยินคำพูดร้าย ๆ อีกแล้ว เมื่อเข้าไปถึงในครัว ป้าหน่อยก็มองเธอด้วยสายตาที่สงสารปนเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรนะคุณหนู” ป้าหน่อยรีบเข้ามาปลอบใจ “อย่าไปสนใจเลย”

ปาริชาติพยักหน้าเบา ๆ แต่ในใจกลับไม่เป็นไปตามนั้น คำว่า “เด็กนอกคอก” และท่าทีของพยอมทำให้เธอรู้สึกราวกับเป็นตัวประหลาดในบ้านหลังนี้ ลูกตาลที่ตามเข้ามาในครัวก็แอบกระซิบกระซาบกับคนอื่น ๆ อย่างออกรสออกชาติ

“เห็นไหมล่ะ” ลูกตาลพูดด้วยเสียงที่ดังพอให้ปาริชาติได้ยิน “ขนาดคุณมณีที่เป็นตัวจริงยังไม่ยอมรับ นับประสาอะไรกับพวกเรา”

ปาริชาติเม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา เธอรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำให้รู้ว่าสถานะของเธอมันช่างไร้ค่าเพียงใด เธอคิดว่าเธอกำลังเป็นตัวถ่วงให้กับไกรสรหรือไม่ที่เธอตัดสินใจมาในครั้งนี้ทำให้เธอนึกถึงป้าแม้นและอยากจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม

ไกรสรเดินเข้ามาในครัวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันที เขาเห็นปาริชาติที่กำลังก้มหน้าก้มตาเงียบ ๆ และลูกตาลที่กำลังซุบซิบกับคนอื่น ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“ถ้ายังทำงานไม่เสร็จก็กลับไปทำงานซะ!”

ไกรสรเอ่ยเสียงดัง ลูกตาลถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบเดินหายไปทันที ไกรสรหันมามองปาริชาติด้วยสายตาที่อ่อนโยน

“อย่าไปใส่ใจคำพูดของใครเลยนะ”

ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสับสนในแววตา “หนู… หนูไม่เข้าใจค่ะ”

ไกรสรนิ่งไปชั่วครู่ เขามองเข้าไปในดวงตาที่บริสุทธิ์ของเด็กหญิงตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง “บางครั้งคนเราก็มีอดีตที่อยากลืม และบางครั้งอดีตก็กลับมาทำร้ายเราได้”

คำพูดของไกรสรไม่ได้ช่วยให้ปาริชาติเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าระหว่างเธอกับเขานั้น มีความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ และความลับนั้นก็เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดที่เธอกำลังเผชิญอยู่

เมื่อถึงยามค่ำคืน ไกรสรเดินเข้ามาในห้องของปาริชาติอย่างเงียบ ๆ เขาเห็นเธอนอนตะแคงหันหลังให้ เขาเดินไปนั่งข้างเตียงและใช้มือลูบเส้นผมของเธอเบา ๆ

“เรื่องในวันนี้… ฉันต้องขอโทษด้วย” ไกรสรเอ่ยเสียงแผ่ว “ที่ทำให้เธอต้องเจอกับเรื่องแบบนี้”

ปาริชาติพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำ "แค่ท่านเศรษฐีใจดีเมตตาปาริชาติก็มากเกินพอแล้วจ้ะ"ปาริชาติพูดจบเธอก็กอดเศรษฐีเอาไว้แน่นเหมือนกลัวว่าจะเป็นเพียงความฝันใบหน้าที่ดูเย็นชานี้แต่การกระทำแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

"เด็กดีของฉัน เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปดูโรงเรียนนะ" เศรษฐีไกรสรตั้งแต่วันแรกที่ปาริชาติก้าวเข้ามาในชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเขารู้สึกอยากจะดูแลปาริชาติให้ดีที่สุด และตลอดสัปดาห์รวมถึงวันและเวลานี้เขาก็ยังคงขึ้นมานอนกับปาริชาติและให้อ้อมกอดที่อบอุ่นกับเธอเสมอ

ไกรสรกอดตอบปาริชาติอย่างแนบแน่น กลิ่นหอมจาง ๆ ของแป้งเด็กจากตัวเธอทำให้เขารู้สึกสงบอย่างประหลาด เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากจะปกป้องเด็กคนนี้ขนาดนี้ ทั้งที่รู้จักกันได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันจริงแท้เสียจนเขาไม่อยากจะปฏิเสธมัน

เธอต้องเป็นเด็กดีของฉันและเชื่อฟังฉันนะปาริชาติเศรษฐีใช้มือลูกไปที่ปล่อยผมของปาริชาติเขาเห็นปาริชาติหลับตาพริ้ม

"พี่ตะวัน ปาริชาติคิดถึงพี่ตะวัน"คำพูดพูดละเมอออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไกรสรไล้มือไปตามกรอบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา เขารู้สึกหวงแหนปาริชาติแล้วใครกันที่ชื่อตะวัน

“มันเป็นใครกันแน่…คนที่อยู่ในใจเธอ” ไกรสรพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ เขาตัดสินใจจะขุดคุ้ยความจริงของเด็กคนนี้ และเขาก็เชื่อว่าความจริงที่กำลังจะได้รับรู้นั้นมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เช้าวันต่อมา โรงเรียนนานาชาติชื่อดังที่ไกรสรพาปาริชาติมาดูในวันนี้ ดูหรูหราอลังการเสียจนปาริชาติไม่กล้าก้าวขาเข้าไป เธอคิดว่าที่นี่คงมีแต่เด็กที่มีฐานะร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคม ส่วนเธอเป็นแค่เด็กนอกคอกที่คงไม่มีใครยอมรับ

“กลัวอะไรกัน” ไกรสรจับมือปาริชาติไว้แน่น “ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

ปาริชาติหันไปมองเขา เธอเห็นความตั้งใจจริงในดวงตาของเขาและยอมเดินตามไปแต่โดยดี หลังจากที่ไกรสรจัดการเรื่องเอกสารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เขาก็พาทัวร์ดูรอบ ๆ โรงเรียนจนครบ

“ที่นี่คงจะดีมาก ๆ เลยสินะคะ” ปาริชาติเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แววตากลับส่องประกาย ไกรสรหันมามองและส่งยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

“ใช่ ที่นี่จะทำให้เธอมีความรู้มากขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น และเธอจะได้ใช้ชีวิตเป็นของตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น”

“แต่ว่า... หนูคงจะไม่มีเพื่อนเหมือนที่ท่านเศรษฐีว่าหรอกค่ะ” ปาริชาติตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “หนูเป็นเด็กนอกคอก ไม่มีใครอยากจะคบหาด้วย”

คำพูดของปาริชาติทำให้ไกรสรชะงักไปชั่วครู่ เขามองเข้าไปในดวงตาที่เศร้าหมองของเธอ และความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว

“เธอไม่ได้เป็นเด็กนอกคอก” ไกรสรพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “อย่าไปฟังคำพูดของใครทั้งนั้น ฟังฉันคนเดียว”

“ท่านเศรษฐีหมายความว่ายังไงคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป