บทที่ 1 บทนำ

เดี๋ยวงานใหม่ผมจะช่วยดูให้นะ” คำพูดเรียบเชียบถูกเอ่ยออกมาจากผู้จัดการฝ่าย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองซองขาวเบื้องหน้าที่ถูกเลื่อนส่งมาถึงมือเขา

 ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายในการทำงาน ทั้งที่เมื่อเช้าเขาเพิ่งตั้งมั่นกับตัวเองในกระจก ว่าจะตั้งใจทำงานและไม่สนสิ่งเร้ารอบตัว โฟกัสที่การหาเงินมาใช้จ่ายเอง จะได้ไม่รบกวนป๊าและม้าอีกต่อไป 

 ล้มเหลว คือสิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในความคิดของต้นหยง เขาทราบดีว่าเหตุผลการถูกไล่ออกกลางคันมาจากสาเหตุอะไร จึงได้แต่พรูลมหายใจ ก่อนจะโคลงศีรษะเล็กน้อยให้กับคุณอู๋ที่เป็นคนมาแจ้งเรื่องนี้กับเขา

“เรื่องมันไปถึงผู้บริหาร เลยมีการสั่งตรวจสอบ...” อีกฝ่ายเว้นช่วงประโยค ขณะทอดสายตามองเขา ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“บริษัทเราเข้มงวดมาก ต้นหยงรู้ใช่ไหม” 

“ผมทราบดีครับ” 

“ขอบคุณที่เข้าใจทางเรานะ” 

ต้นหยงโคลงหัวอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาละสายตาลงมองซองขาวในมือ ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะมีบริษัทไหนอ้าแขนรับหรือเปล่า เพราะตัวเขามีอายุงานเพียงหนึ่งปี แถมยังถูกเชิญออกกะทันหันอีก 

เขาเดินออกมาจากห้องผู้จัดการ เรื่องนี้ทุกคนภายในฝ่ายคงรู้กันหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มองมาทางเขาเป็นตาเดียว ขาเรียวยาวก้าวเข้ามาที่โต๊ะทำงานของตน แล้วหยิบกล่องกระดาษขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะค่อย ๆ เก็บของใช้ลงไปอย่างเป็นระเบียบ

“เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บ” 

“ไม่เป็นไรครับ ของผมมีนิดเดียว” ต้นหยงหันไปปฏิเสธเธอด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ เพราะคนที่เสนอตัวช่วยเขาเป็นหนึ่งในหัวโจกเลยก็ว่าได้ ย้งไม่เข้าใจ..ว่าทำไมบางคนถึงสามารถตีสองหน้าได้อย่างแนบเนียน 

ในขณะที่ต้นหยงเก็บของก็ไม่มีใครเดินเข้ามาอีก ทุกคนต่างยินดีที่เขาถูกไล่ออก เพราะคิดว่าตำแหน่งที่เขาได้เลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นเพราะไปสนิทสนมกับบุคคลหนึ่ง 

แม้มีบางส่วนที่เป็นความจริง แต่ต้นหยงเชื่อมั่นในผลงานของตนเองว่าทำออกมาได้อย่างดีที่สุด และสมควรได้รับในสิ่งที่ควรได้

‘ว่าแล้วต้องมีวันนี้’

‘สมน้ำหน้าเนอะ’

ในระหว่างที่กำลังเดินออกไป เขามักจะได้ยินเสียงนินทาตามหลังมาเสมอ แม้กระทั่งตอนนี้ 

ที่ต้นหยงไม่ได้รู้สึกดิ่งมากเมื่อโดนไล่ออก อาจเป็นเพราะได้ก้าวพ้นออกจากสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่จริงใจ แม้เบื้องหน้าจะเป็นบริษัทชั้นนำ แต่บุคลากรกลับไม่ได้เจริญทางจิตใจตาม ทั้งแบ่งพักแบ่งฝ่าย นินทาว่าร้าย เขาเคยเป็นคนที่ต้องฝืนนั่งฟังคนพวกนี้นินทากันเองมาตลอด จนกระทั่งหลายเดือนมานี้กลับเป็นต้นหยงเสียเองที่กลายเป็นหัวข้อสนทนา

ต้นหยงเดินตรงไปยังลิฟต์ พยายามไม่ใส่ใจคำซุบซิบที่ไล่ตามหลัง ในขณะที่กำลังจะกดปุ่มปิด กลับมีมือหนาของใครบางคนแทรกกลางพร้อมสอดตัวเข้ามาภายใน 

ต้นหยงเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร อีกฝ่ายเองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน แค่คนละความรู้สึก

“ต้นหยง พี่บอกให้รอก่อน พี่กำลังคุยให้” ธีรวิชญ์เดินเข้ามาคว้าแขนของต้นหยง พร้อมบีบเอาไว้แน่นหมายรั้งเขาเอาไว้ 

“พี่วิชปล่อยครับ” 

“ทำไมดื้อแบบนี้ฮะ” วิชดันต้นหยงเข้าไปด้านใน แล้วหันไปกดปิดประตูลิฟต์ก่อนจะมีใครมาเห็น 

“ผมดื้อเรื่องอะไรครับ”

“พี่บอกแล้วใช่ไหม ว่าให้รอพี่ก่อนค่อยเข้าไปพบผู้จัดการ” วิชขมวดคิ้ว ไม่ยอมปล่อยข้อมือเล็ก แม้รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มเจ็บแล้วก็ตาม

“ผมคิดจะลาออกอยู่แล้วครับ”

“พูดอะไร!?” วิชตะคอกใส่ทันทีหลังได้ยินประโยคนั้น

“ปล่อยครับ!” ต้นหยงสะบัดตัวออก พร้อมผลักอกอีกฝ่ายให้ห่างจากตัว 

“พี่ควรเลิกยุ่งกับผม แล้วกลับไปสนใจภรรยาตัวเอง” 

“ก็บอกแล้วไง ว่าพี่จะหย่ากับขิม!” 

“ต่อให้พี่หย่า ก็ไม่ได้ความว่าผมจะยอมเป็นอะไรกับพี่”

“ต้นหยง!!” ธีรวิชญ์ตะคอกออกมาเสียงดัง เขาอุตส่าห์ตามจีบตั้งนานและให้หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง ทว่าพอต้นหยงรู้ความจริงว่าเขาแต่งงานแล้วกลับตีตัวออกหาก ทั้งยังปฏิเสธทุกอย่างที่เขามอบให้ไม่เหมือนที่ผ่านมา

ต้นหยงถอนหายใจ ข่าวลือยังไงก็มีมูล ตั้งแต่เขารู้ความจริง ต้นหยงก็แทบไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย แต่ธีรวิชญ์กลับตามติดแจ ทำให้พนักงานภายในเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ และเริ่มเอาไปพูดคุยแถมเติมแต่งเรื่องราวเข้าไปอีก ต้นหยงไม่สามารถห้ามปากคนได้ เลยต้องกลายเป็นคนตกงานอยู่นี่ไง 

“เลิกยุ่งกับผม” เขาบอกน้ำเสียงเด็ดขาด เป็นเวลาเดียวกันกับที่ลิฟต์เปิดออก ต้นหยงดันอีกฝ่ายแล้วเบี่ยงตัวเดินหนีออกมาทันที 

เขาหลีกเลี่ยงทางออกด้านหน้า แล้วมาทางประตูหลังแทน เมื่อพ้นตัวบริษัทแล้วถึงได้ชะลอฝีเท้าลง 

“....” ต้นหยงถอนหายใจขณะทอดสายตามองถนนเบื้องหน้า หรือเขาควรกลับบ้านไปพักใจก่อนเริ่มหางานใหม่ ป๊าม้าเองก็คอยโทรมาถามไถ่ทุกวันว่าจะกลับเมื่อไร แต่พอมีเรื่องนี้เข้ามา ต้นหยงกลัวจะหลุดปากพูดออกไปจนทำให้ท่านทั้งสองเป็นห่วง 

ร่างสูงโปร่งเดินคอตกมาตามข้างทาง อยากใช้เวลานี้ในการคิดทบทวนว่าควรเอาอย่างไรต่อดี เขาอยากแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน กระทั่งมาหยุดยืนหน้าร้านกาแฟ

บางทีถ้าได้กินของหวาน ๆ อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง คิดได้ดังนั้นจึงดันประตูกระจกเข้าไป 

“Latte หวานห้าสิบครับ..แล้วก็เค้กส้มหนึ่งชิ้นครับ” พอจะได้กินของที่ชอบ เขาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย 

Americano ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว แก้วหนึ่ง” 

ต้นหยงที่กำลังกดโทรศัพท์ขณะยืนรอออเดอร์ของตนเองต้องย่นคิ้วกับประโยคเมื่อครู่ จนต้องเหลือบมองคนข้างกาย 

“....” เขาชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยพบคนหน้าตาดีมากในระแวกนี้สักเท่าไร ไหนจะความสูง ใบหน้าคมหล่อเหลา จมูกโด่งเป็นสันเด่นชัด ผิวขาวเนียนตัดกับผมสีควันบุหรี่โคนดำ ทำให้ดูน่าค้นหาแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน

“เดี๋ยวผมสั่งให้ดีกว่าไหมครับ”

“ไม่ต้อง เรื่องแค่นี้ฉันทำเองได้” 

ต้นหยงรีบดึงสติตัวเองกลับมา หลังจากได้ยินคนข้างกายและใครอีกคนเริ่มสนทนากัน แถมทั้งคู่ดูเหมือนไม่ใช่คนธรรมดา จากชุดแต่งกายและการวางมาด

แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีกครั้ง เขาอยากมีส่วนสูงและสัดส่วนใบหน้าให้ได้ครึ่งแบบนี้จัง แต่เหมือนจะเผลอสำรวจนานไปเสียหน่อย ทำให้คนข้างกายที่รู้ตัวหันมาย่นคิ้วใส่และจ้องกลับมาบ้าง จ้องในแบบที่ทำให้คนเผลอเสียมารยาทอย่างเขาเลิ่กลั่กทันที

“ออเดอร์ที่ 44 ได้แล้วค่ะ” 

ต้นหยงเบนสายตาไปทางอื่น แล้วรีบรับออเดอร์ของตัวเองมาถือเอาไว้ ก่อนจะปลีกตัวไปนั่งที่โต๊ะมุมประจำ 

ต้นหยงผ่อนลมหายใจ เกือบมีเรื่องแล้วไหมล่ะ สายตาของบุคคลเมื่อครู่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครสักเท่าไรเลย เขานั่งดื่มกาแฟและกินเค้กรสชาติโปรดเพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ ในระหว่างนั้นก็ใช้เวลาว่างหางานไปพลาง ๆ 

ทว่าความรู้สึกแปลก ๆ ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมา และพลันสบเข้ากับนัยน์ตาคมดวงหนึ่งพอดิบพอดี 

“....” ต้นหยงกลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้ขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปม แถมจ้องหน้าเขาอีก 

ต้นหยงกระแอมในลำคอรีบก้มหน้าลงแกล้งกดโทรศัพท์ทันที เขาสาบานเลยว่าเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อย ท่าทางอย่างกับมาเฟียในหนังไม่มีผิด ต้นหยงรีบกินเค้กรวมถึงกาแฟให้หมดแล้วลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังร้านทันที

แต่เพราะกินกาแฟทีเดียวหมดแก้ว เลยทำให้ต้องวนกลับมาแวะเข้าห้องน้ำของทางร้านอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งใช้เวลาพอสมควร 

จริง ๆ ถ้าไม่ถูกมองหน้าเหมือนหาเรื่องเขาคงจะนั่งเล่นสักชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ยิ่งอุณหภูมิสามสิบสี่องศาทำเขาไม่อยากเดินทางกลับหอตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็รีบเดินออกทางหลังร้าน เพราะมีตรอกซอยหนึ่งให้ใช้เป็นทางลัดไปป้ายรถเมล์ได้ แต่แดดก็แรงเปรี้ยงปร้างเสียจนต้องหยีตาและก้มหน้าลงเล็กน้อย เขาก้าวเดินเร็วจนไม่ได้คำนึงถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ปึก!!

“อ๊ะ ขอโทษครับ” ต้นหยงแสดงสีหน้าเหลอหลาทันทีที่เขาไม่ทันระวังแล้วไปเดินชนใครเข้า

ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีชามองมวนบุหรี่ของตนที่ตกอยู่บนพื้น 

อ่า เวรเอ้ย

 คำสบถจากเสียงทุ้มแผ่วเบาทำย้งขนลุกวาบ เพราะคนที่เขาชนดันเป็นคนเดียวกันกับในร้านกาแฟ

“ขะ..ขอโทษจริง ๆ ครับ ผมไม่คิดว่าจะมีคนเดินอยู่แถวนี้” ต้นหยงรีบก้มลงเก็บบุหรี่ขึ้นมา แล้วทำท่าจะส่งมันคืนให้เจ้าของ หากไม่เห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของอีกฝ่ายจนชะงักไปเสียก่อน

“ตกพื้นแล้วคิดว่าจะสูบได้หรือไงวะ?” 

ต้นหยงกะพริบตาปริบ เชยสายตาขึ้นมองบุคคลตรงหน้าที่กำลังเสยผมสีเทาขึ้นลวก ๆ 

“ผมไม่ได้ตั้งใจ..” ต้นหยงกล่าวเสียงอ่อย ทำคนที่กำลังหงุดหงิดและไม่ได้สนใจคู่กรณีต้องละสายตาขึ้นมามอง ร่างสูงใหญ่นิ่งไปชั่วครู่ มือหนาหยิบบุหรี่อีกมวนขึ้นมาจุดสูบ แล้วเบนสายตาไปทางอื่น ก่อนจะกลับมาทิ้งสายตาไว้ที่ต้นหยง ซึ่งเป็นอย่างนี้สลับกันหลายครั้ง จนต้นหยงตัวเกร็งเพราะไม่กล้าเดินออกไปเฉย ๆ 

“มุกเห่ย ๆ ดูละครมากไปหรือเปล่า”

“ครับ?” 

ต้นหยงกะพริบตาปริบ ไม่เข้าใจคำถามนั้นสักเท่าไร อีกฝ่ายหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่ และดูเหมือนการแสดงออกทางสีหน้าของเขาจะทำให้ผู้ชายตรงหน้าร้อง ‘ฮึ’ ออกมาในลำคอ 

“เดี๋ยวผมชดใช้ค่าบุหรี่ให้ ซองเท่าไรเหรอครับ” ต้นหยงรีบรูดซิบกระเป๋าผ้า แล้วหยิบกระเป๋าเงินใบเล็กออกมา ทำหล่นแค่มวนเดียว แต่เขาอุตส่าห์ใจป้ำชดใช้ให้ทั้งซอง อีกฝ่ายคงไม่ติดใจหรือคิดทำอะไรเขาหรอก..ใช่ไหม

“ฉันไม่เอาของแทนตัวของใคร”

“....” ต้นหยงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าบ่งบอกว่างงกับประโยคที่เอ่ยออกมาของอีกฝ่ายจริง ๆ 

แค่จะเอาเงินให้เป็นค่าเสียหาย..

“คุณสองครับ ผมว่า..” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งข้างกายเหมือนพยายามจะพูดอะไรออกมา

“หยุดเลย นายก็เข้าใจดีว่าเป็นจิตวิทยาที่ทำให้ฉันจดจำและนึกถึง” 

มือหนายกขึ้นปรามมือขวาของตนเอง ก่อนปรายตามองคู่กรณีที่กำลังยืนอ้าปากค้าง 

ต้นหยงมองร่างสูงใหญ่ที่คาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง 

สมถุยกางร่มซิ” 

เสียงทุ้มแหบใช้ช่องว่างจากปากอีกฝั่งที่ไม่ได้คาบบุหรี่หันไปสั่งมือขวาของตน ก่อนคนที่ชื่อ‘สมถุย?’ จะรีบกางร่มสีดำสนิท นัยน์ตาคมหันกลับมาที่ย้งอีกครั้ง ก่อนช่วงขายาวจะก้าวเยื้องวนรอบตัวต้นหยงช้า ๆ 

เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ต้องทำเหมือนสำรวจเขาด้วย ในเมื่อเรื่องทุกอย่างมันเกิดจากการเดินชน และบุหรี่ตกเพียงแค่มวนเดียว 

“ก็พอใช้ได้” พอเดินวนครบสามรอบ อีกฝ่ายถึงกลับมายืนตรงหน้าเขา ใบหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นเล็กน้อย รวมถึงนัยน์ตาคมกริบที่กดลงมองมาด้วยเช่นกัน นิ้วเรียวยาวคีบมวนบุหรี่ออกจากปากแล้วปล่อยกลุ่มควันสีขาว จนต้นหยงต้องเบี่ยงตัวหนี 

เอาเบอร์มาสิ

“ครับ?” ต้นหยงเอียงคอ รู้สึกคันยุบยิบที่ศีรษะทันที 

เขาพลาดอะไรตรงไหนไปหรือเปล่า? เป็นคำถามที่คิดอยู่ภายในใจซ้ำ ๆ

บทถัดไป