บทที่ 6 ตอนที่ 5
ในระหว่างที่เขากำลังยืนจ้องตากับคุณชวิศอยู่ กลับมีผู้ชายท่าทางภูมิฐานหลายคนเดินเข้ามา อีกฝ่ายสบตากับคุณชวิศแล้วพยักหน้า ก่อนจะเดินไปดูพวกที่นอนสลบอยู่บนพื้น
กระเป๋าสีดำซึ่งเป็นต้นเหตุถูกเปิดออก ของในนั้นทำต้นหยงที่มองตามชะงัก ไม่แปลกเลยที่เขาจะโดนคนพวกนั้นทำร้ายเพื่อปิดปาก หากไม่ได้คุณชวิศมาช่วยเอาไว้ ก็ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร
“นายกลับไปทำแผลก่อนชวิศ ฉันน่าจะได้ของกลางแล้วแต่เป็นของชิ้นเล็ก ไม่รู้ล็อตใหญ่พวกมันซ่อนเอาไว้ตรงไหน”
“อืม” ชวิศตอบ ก่อนปรายตามองคนข้างกายที่กำลังแสดงสีหน้าหวั่น ๆ อยู่
“ผมขอจ่ายค่าทำแผลนะครับคุณชวิศ” ต้นหยงเดินเข้าไปหาท่านประธาน พลางช้อนสายตาขึ้นมองคุณชวิศ
“แผลแค่นี้ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล” เขาตอบเสียงเรียบแล้วหมุนตัวกำลังเดินไปขึ้นรถ ต้นหยงมองตามแผ่นหลังแกร่ง ขืนปล่อยอีกฝ่ายไปเฉย ๆ เขาต้องรู้สึกผิดมากแน่ ๆ
“คุณชวิศครับ” ต้นหยงเดินตามเข้าไปยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนคนตัวสูงกว่าจะหันกลับมาพร้อมเลิกคิ้ว
“....”
“งั้นผมขอทำแผลให้ได้ไหมครับ”
ชวิศสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง มองร่างโปร่งตรงหน้าเพียงครู่
”ขึ้นรถ” ชวิศเพยิดหน้า ก่อนจะเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง ส่วนต้นหยงเพียงสูดลมหายใจเข้า แล้วรีบอ้อมไปอีกฝั่ง
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถแล้วมันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเกร็ง เขาไม่เคยนั่งรถหรูขนาดนี้ แถมคนด้านข้างยังเป็นคุณชวิศอีก
“ท่านประธานขับรถจะดีเหรอครับ แขนคุณมัน...” เขาเบาเสียงลงเมื่อถูกหางตาคมเหลือบมอง
“ไกลหัวใจ”
“ครับ..” เป็นคำตอบที่ไม่คาดคิดเหมือนอย่างเคย
ต้นหยงเม้มริมฝีปาก มองบาดแผลบนแขนก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่อยู่
“เดี๋ยวผมห้ามเลือดให้นะ” ต้นหยงล้วงมือหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ออก ความตกใจที่ถาโถมเมื่อครู่จางหายลงไปบ้าง หลงเหลือเพียงความห่วงใยที่มีต่อคุณชวิศ
เมื่อรถจอดติดสัญญาณไฟแดง เขาถึงค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปพันผ้ารอบแผลด้วยท่าทีระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยสมาธิ จนไม่ทันรู้ว่ากำลังถูกดวงตาคมคู่นั้นเฝ้ามองอยู่ กระทั่งความอุ่นของลมหายใจแผ่วเบาเป่ารดลงบนศีรษะ ทำให้เขาเงยหน้าขึ้น และต้องผงะไป เมื่อพบว่าใบหน้าของคุณชวิศอยู่ใกล้เสียจนได้กลิ่นบุหรี่เจือจาง
“....” ต้นหยงไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ขยับออก แต่การได้สบตากันในระยะห่างเพียงคืบแบบนี้ทำเอาตัวแข็งทื่ออย่างควบคุมไม่ได้ ทว่ากลับต้องชะงัก เมื่อคุณชวิศปิดเปลือกตาลง ทั้งหัวคิ้วที่ย่นเล็กน้อย เหมือนรอคอยอะไรบางอย่างที่ต้นหยงอาจคาดไม่ถึง
ปิ๊ด!!
เสียงแตรรถจากด้านหลังดังแทรกขึ้น ทำเอาคนทั้งสองสะดุ้งราวกับถูกมือใครดึงออกจากห้วงความคิด ชวิศรีบผละออกกลับมามองตรง แล้วกลับมาแสดงสีหน้านิ่งเฉยราวกับเมื่อครู่ไม่มีเกิดอะไรขึ้น
รถคันหรูเคลื่อนจอดบริเวณลานจอดรถ ต้นหยงมองรอบข้างอย่างไม่เข้าใจ เพราะคิดว่าคุณชวิศจะพาเขาแวะคลินิกเพื่อซื้ออุปกรณ์ทำแผล ทำไมตนถึงได้มานั่งหน้าสลอนอยู่ในลานจอดรถของคอนโดหรูอันดับต้น ๆ ด้วย
ในเมื่อพูดอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณชวิศบาดเจ็บ เลยได้แต่เดินตามอีกฝ่ายไปเงียบ ๆ
ลิฟต์เคลื่อนตัวส่งเขาและคุณชวิศไปยังชั้นบนสุด ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพนท์เฮ้าส์ ต้นหยงเลยเริ่มรู้สึกเกร็ง เพราะเขาไม่เคยชินกับสถานที่หรูหราสักเท่าไร
พอบานประตูเปิดออกจากระบบคีย์การ์ด ปรากฏร่างของคนที่เขามักเห็นอยู่เคียงข้างคุณชวิศบ่อย ๆ คราวนี้อีกฝ่ายก้าวเดินเข้ามาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล
“คุณอำนาจโทรมาบอกผมแล้วครับ แผลเป็นยังไงบ้าง” สมชายรีบเดินเข้าไปดูแผลบนแขนของคุณชวิศ ที่ตอนนี้ถูกห้ามเลือดโดยผ้าเช็ดหน้าของใครบางคน เขาไม่น่ายอมให้คุณชวิศออกไปคนเดียวเลย
“ไม่เป็นไร” ชวิศค่อย ๆ ชักแขนออก ก่อนปรายตามองต้นหยงที่กำลังยืนตัวเกร็ง
“นายกลับไปนอนเถอะสมถุย ดึกมากแล้ว”
เขาหันกลับมาบอกคนสนิทของตัวเอง สมชายที่มองเลยไปยังคนด้านหลังถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้ารับคำสั่งของนายตน
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองคน ต้นหยงก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เขาเลยเดินไปใกล้ ๆ คนที่กำลังยืนสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง
”คุณชวิศ ไปนั่งรอก่อนนะครับ” เขาเอ่ยบอกอีกฝ่าย ก่อนหยิบกล่องขึ้นมาเพื่อเช็กอุปกรณ์ ร่างสูงตระหง่านจึงหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาเนื้อดี
เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด สูดนิโคตินเข้าลึกก่อนปล่อยให้ลอยคลุ้งในอากาศ แขนแกร่งพาดไปบนพนักโซฟาอย่างไม่แยแสว่ามันจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่แขนหรือเปล่า
ต้นหยงเดินมาแล้วค่อย ๆ นั่งลงด้านข้าง เขาหยิบอุปกรณ์ทำแผลมาวางรวมกันบนโต๊ะ เมื่อครู่ตอนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นฝนกระหน่ำตกลงมาจนลืมไปว่าวันนี้มีแจ้งเตือนพายุเข้า
“คุณชวิศถอดเสื้อตัวนอกออกได้ไหมครับ”
ชวิศทำตามอย่างว่าง่าย เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดออกจากตัว ทว่าเสื้อตัวในยังเป็นเชิ้ตแขนยาวอยู่
“ตัวนี้ด้วยนะครับ” ต้นหยงบอกออกไป ชวิศหันมาย่นคิ้วใส่ แต่ก็ยอมปลดกระดุม แล้วค่อย ๆ ถอดเสื้อออก ต้นหยงแอบผ่อนลมหายใจ เมื่อคุณชวิศยังมีเสื้อกล้ามสวมใส่อยู่
แต่สิ่งที่ดึงสายตาให้เผลอมองซ้ำ คือกล้ามแขนที่เป็นมัดแน่นชัดเจน ไหนจะรอยสักรูปมังกรซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ดึงดูดสายตา เขาเคยอยากมีกล้ามแบบนี้ แต่ไม่เคยออกกำลังกายเกินห้านาทีเลยสักครั้ง
ต้นหยงดึงสายตาออกมาก่อนคุณชวิศจะรู้ตัวว่าเขาเสียมารยาท มองบาดแผลของมีด ก่อนค่อย ๆ เช็ดเลือดออกแล้วเริ่มทำแผลอย่างตั้งใจ
ต้นหยงไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของตนเอง กำลังถูกแอบมองจากคนข้างกาย
“เสร็จแล้วครับ แต่คุณต้องกินยากันเอาไว้ก่อนนะครับ” ต้นหยงหยิบยาออกมาจากกล่อง อ่านดูแล้วนำมาวางเรียงกัน ส่วนใหญ่เป็นแบบหลังอาหาร
“ผมขอเข้าครัวได้ไหมครับ”
“อืม” ชวิศพยักหน้าก่อนเอนหลังพิงพนักโซฟา ต้นหยงเลยลุกขึ้นเดินหาโซนครัว เขาไม่รู้ว่าในตู้เย็นมีอะไรบ้างที่สามารถพอทำเป็นอาหารได้ เพราะจากการคาดเดาภายนอกแล้ว ดูคุณชวิศเป็นคนไม่น่าซื้อของสดมาเก็บไว้เท่าไร
ทว่าพอเปิดตู้เย็นดู กลายเป็นเขาที่คิดผิดไปเองมากกว่า เพราะของสดเต็มตู้ ต้นหยงนึกเมนูเพียงครู่เดียว จึงตัดสินใจว่าจะทำข้าวต้มหมูร้อน ๆ
เขามายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว จัดการเรียงอุปกรณ์ก่อนเริ่มทำให้เรียบร้อย
.
.
กลิ่นน้ำซุปหอมโชยไปทั่วบริเวณห้องครัว เป็นข้าวต้มง่าย ๆ สูตรของแม่ที่สอนเขาทำ
“ในห้องคุณชวิศมีพริกไทยไหมนะ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางหมุนกายจะไปหา ทว่าต้องหยุดชะงัก เมื่อแผงอกกว้างของใครบางคนมายืนขวางกั้นเอาไว้ และเมื่อเงยหน้าขึ้นต้องเบิกตาอย่างตกตะลึง ไม่ทันรู้เลยว่าคุณชวิศมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร พอเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาคมที่กำลังหรี่มองเขาอย่างจับจ้อง
“คะ..คุณชวิศ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“แอบใส่อะไรลงไปหรือเปล่า”
ชวิศสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนเดินต้อนคนตัวเล็กกว่า จนต้นหยงต้องใช้มือเท้าเคาน์เตอร์ด้านหลังเอาไว้เพราะหมดทางหนี
“ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกครับ”
“จริงเหรอ ฉันหล่อขนาดนี้อะนะ?”
“ครับ?”
ต้นหยงชะงักงันกับคำพูดนั้น ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะเอื้อนเอ่ย แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
“เธอนี่มันร้ายจริง ๆ แต่งตัวก็โป๊ เหลือแค่ทาปากแดง”
“....” ต้นหยงกะพริบตาปริบ เขาอยากถามว่าคุณชวิศดูละครมากไปหรือเปล่า ทำไมถึงได้คิดเป็นตุเป็นตะขนาดนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนตรงหน้าจะเป็นถึงท่านประธาน
“ผมไม่มีความคิดแบบนั้น” ต้นหยงเปล่งถ้อยคำออกไปอย่างมั่นใจ ดวงตาแน่วแน่ไม่ละไปจากสายตาคู่นั้นที่กำลังหรี่ลงราวกับกำลังจับผิดเขาอยู่ทุกขณะ
พอชวิศเห็นอย่างนั้นถึงได้เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยอมล่าถอย เขาจะยอมเชื่อก็แล้วกัน
พอคุณชวิศเดินออกไป เขาถึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเปิดตู้ชั้นบน แล้วควานหาของที่ต้องการ
ข้าวต้มร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่ว เรียกให้คนที่เอนกายพาดขาบนโต๊ะต้องลืมตาขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ข้าวต้มครับ” ต้นหยงวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ แล้วหันไปหยิบยาที่ต้องให้คุณชวิศกินมาวางรวมกัน
“ยาหลังอาหารนะครับ”
ต้นหยงเดินมานั่งลงบนโซฟาอีกด้าน เพราะเขาอยากรอให้คุณชวิศกินอิ่มจะได้ล้างจานต่อให้เสร็จ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายมากที่ช่วยชีวิต
ชวิศจ้องข้าวต้มไม่วางตา ก่อนค่อย ๆ ตักขึ้นมาชิม ข้าวเม็ดนุ่มกับน้ำซุปที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น ความอุ่นร้อนจากน้ำซุปทำให้เขารู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ อร่อยเสียจนหลับตาลงรับรสชาติ แม้เป็นข้าวต้มที่ไม่ได้ทำขายอย่างจริงจัง แต่กลับทำให้ชวิศรู้สึกเหมือนได้เข้ามากินในร้านอาหารหรู
ต้นหยงมองคุณชวิศที่ตักคำใหญ่ ผ่านไปไม่นานก็หมดชามอย่างไม่น่านึกเชื่อ
“เติมให้ฉันอีก” ชวิศเลื่อนชามมาตรงหน้าของต้นหยง
“สักครู่นะครับ”
ต้นหยงรับชามมาถือไว้ในมือ ก่อนลุกไปเติมข้าวต้มในหม้อให้ใหม่ พอกลับมานั่งลงก็เห็นคุณชวิศก้มหน้ากินคำโตไม่ต่างจากเดิม จึงอดคิดไม่ได้ว่าบางทีอีกฝ่ายคงยังไม่ได้รับประทานอะไรมาก่อน
ต้นหยงละสายตามาดูเวลา เพราะคุณชวิศขอต่อชามที่สาม มันเลยเวลานอนของเขามาหลายชั่วโมง ถึงแม้จะเป็นวันหยุด แต่ต้นหยงไม่เคยนอนดึกเลยสักครั้ง เขาเหลือบมองท่านประธานที่ยังคงกินข้าวต้มอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเอนตัวพิงเล็กน้อย ตั้งใจจะพักสายตาเพียงสองสามนาที
ชวิศหลังจากกินอิ่ม พลันเงยหน้าขึ้นมาจากชาม เห็นคนตรงข้ามกำลังนอนเปิดปากหวอ เขาหยิบทิชชูมาเช็ดริมฝีปากตนเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาร่างโปร่งซึ่งไม่รู้ว่าหลับลงไปตอนไหน ดวงตาคมทอดมองใบหน้าจิ้มลิ้มพอตัว ก่อนไล่สายตามายังเรียวขาขาว เผลอทิ้งสายตาไว้นานเสียจนต้องกระแอมในลำคอ เขาหยิบเสื้อสูทของตัวเองมาปิดขาเด็กคนนี้เอาไว้
ปล่อยให้นอนบนโซฟาแบบนี้ มีหวังตื่นเช้ามาคงได้ไข้กินแน่ โดยเฉพาะบรรยากาศภายนอกคลอด้วยสายฝนเย็นเฉียบ
แขนแข็งแรงสอดประคองใต้ร่างโปร่ง ยกอีกฝ่ายขึ้นแนบอกอย่างง่ายดาย อ้อมแขนที่มั่นคงทำให้รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นเสียจนคนหลับสัมผัสได้ จึงขยับซุกใบหน้าเข้าหาอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคมลดลงมองใบหน้าที่หลับพริ้มแนบลงกับแผงอกเขา ลมหายใจสม่ำเสมอของจิรายุทำให้แรงที่โอบค่อย ๆ คลายลงราวกับไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว
ไม่รู้ว่าเขามองดวงหน้านี้นานเท่าไร กระทั่งรู้สึกตัวจึงเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนแขกด้วยแผ่นหลังที่ตระหง่านตรง
ต้นหยงยกนิ้วขึ้นขยี้ตาขณะพลิกตัวหนีแสงแดดจากภายนอก ใบหน้าแนบไปกับหมอนนุ่มทั้งยังซุกเข้าหาไม่หยุด ความอ่อนโยนโอบล้อมตัวเขาราวกับกำลังถูกกอด หมอนนุ่มรองรับศีรษะได้พอดิบพอดี ทำไมวันนี้เตียงของเขาถึงเหมือนกับกำลังนอนอยู่บนปุยเมฆเลยล่ะ
กระทั่งสมองเริ่มทำงานเต็มที่ ต้นหยงดีดตัวขึ้นมาจากเตียงพร้อมกราดมองไปทั่วห้อง เมื่อคืนเขาเผลอหลับบนโซฟา แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มานอนอยู่ในห้องกว้างขวาง
ต้นหยงสลัดผ้าห่มออก ก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากห้อง
“เมื่อคืนเรารบกวนคุณชวิศอีกแล้วเหรอเนี่ย” ต้นหยงยกมือขึ้นนวดขมับ ไม่น่าเผลอหลับเลยจริง ๆ
ร่างสูงโปร่งเดินไปทั่วเพนท์เฮ้าส์เพื่อตามหาคุณชวิศ ก่อนฝีเท้าจะค่อย ๆ ชะลอลงเมื่อได้ยินเสียงออกมาจากห้องออกกำลังกาย
“คุณชวิศครับ”
ต้นหยงชะโงกหน้าเข้าไป แต่กลับต้องชะงักงัน เมื่อสายตาปะทะเข้ากับแผ่นหลังกว้างเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ร่างสูงกำยำยกดัมเบลขึ้นลงอย่างมั่นคง กล้ามเนื้อเป็นสัดส่วนขับเน้นให้ดูแข็งแรงดุดัน จนเขาเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ต้นหยงเม้มริมฝีปากรู้สึกร้อนหน้าแปลก ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมาเห็นท่านประธานในมุมแบบนี้ เขาพรูลมหายใจออกมาแล้วเดินเข้าไป
“คุณชวิศครับ”
“อืม” คำตอบรับราบเรียบ ที่ไม่แม้แต่จะหันมอง
“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอโทษที่รบกวนด้วยครับ” ต้นหยงก้มหัวลงเล็กน้อย เมื่อวานเพิ่งได้แผลมา ทำไมถึงยังยกดัมเบลขึ้นอีกนะ
ระหว่างนั้น สายตาครู่หนึ่งกำลังหรี่จ้องมองทั้งสองอย่างพิจารณา สมชายยกแขนขึ้นกอดอก ขณะที่เด็กคนนั้นเดินออกจากห้องไป ดัมเบลบนมือเจ้านายร่วงลงพื้น ขาแกร่งสั่นพั่บ ๆ อย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกบ่นเหนื่อย แล้วสั่งให้สมชายไปชงกาแฟ แต่พอกลับมา กลับเห็นเด็กคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง และคุณชวิศยังคงยกดัมเบลราวกับความเหน็ดเหนื่อยนั้นไม่มีอยู่จริง
ขาสั่นพั่บ ๆ นั้นดูเหมือนจะพยายามฝืนทุกอย่างเพียงเพื่อโชว์ให้ใครสักคนเห็น..
ชวิศเดินออกจากห้องออกกำลังกายตรงไปยังครัว เขาเปิดฝาหม้อออกพบว่าข้างในว่างเปล่า พลันใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงทันที ก่อนจะกระแทกปิดฝาหม้อลงด้วยความหงุดหงิด
“เวร หมดตอนไหนวะ” ชวิศพึมพำ ก่อนจะเดินฮึดฮัดมานั่งลงบนโซฟา แขนแกร่งยกขึ้กอดอก ทอดสายตาทิ้งไปที่วิวนอกหน้าต่าง
สมชายที่ยืนอยู่มุมห้องแอบสังเกตอาการคุณชวิศมาสักพัก เดี๋ยวลุกขึ้นเดิน เดี๋ยวนั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดราวกับกำลังประมวลอะไรอยู่ในใจ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” สมชายที่อดทนไม่ไหวจึงเดินเข้าไปเอ่ยถาม ชวิศเหลือบมองคนสนิทก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอีกครั้งพร้อมจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
“น่าจะยืนคุมตอนทำ” ชวิศพึมพำออกมา ทั้งเรียวคิ้วที่ขมวดเป็นปม แต่คงไม่เท่าสมชายที่รอฟัง
“....”
“แอบใส่ยาเสน่ห์ลงไปตอนไหนวะ”
“อะไรนะครับ?” สมชายถึงกับเงี่ยหูฟังอีกครั้ง
“ร้ายจริง ๆ แม่ศรีเรือนคนนี้ เผลอเป็นไม่ได้”
=.=
(สมชาย)
