บทที่ 10 ตอนที่6 องค์รัชทายาท 1

ไม่นานต่อมา...

เมื่อความชัดเจนบังเกิดในใจด้านมืดดำจนไม่สนใจความถูกต้องในทุกสิ่ง ไม่เห็นแล้วว่าเรื่องใดควรมิควร ขอเพียงบุตรสาวสุดที่รักผู้อ่อนหวานบอบบาง ไม่ต้องมีชีวิตที่ลำบากด้วยมีสามีมากภรรยาทั้งยังโหดเหี้ยมเย็นชาน่าสะพรึง

วั่นหรงจึงแอบเคี่ยวกรำโม๋เอ๋อร์เป็นพิเศษโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือระแคะระคาย

เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมา ฮูหยินใหญ่แห่งจวนโหวก็ดูแลสาวใช้คนสนิทของบุตรีผู้นี้อย่างดีเสมอมา

ยามฝึกฝนทุกสิ่งที่สตรีพึงมี ทั้งหยู่เสวี่ยและโม๋เอ๋อร์ก็ได้ร่ำเรียนด้วยกันอยู่แล้ว จึงไม่แปลกอันใดทั้งนั้น

ท่ามกลางการถูกฝึกหนักให้เป็นสตรีดีพร้อม โม๋เอ๋อร์ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูของฮูหยินใหญ่ตลอดเวลาว่า

“โม๋เอ๋อร์เด็กดี ต่อให้เจ้าดีดพิณไม่เก่ง วาดภาพไม่งาม ร่ายกลอนไม่ไพเราะ แต่ขอเรื่องเดียว เจ้ายั่วยวนให้มากหน่อย  ร่ายมารยาเข้าไป ใส่เสน่ห์เข้าไว้ มีจริตเป็นที่สุด ทำให้ชายผู้นั้นหลงใหลเจ้าให้ได้ แล้วเจ้าจะปลอดภัย ทุกสิ่งจะลงตัว เจ้ามีอำนาจมากพอที่จะสามารถปกป้องหยูเสวี่ยได้ เพียงแค่เท่านี้    ข้าก็นอนตายตาหลับแล้ว...”

ถึงแม้ว่าโม๋เอ๋อร์จะไม่ค่อยจะเข้าใจนัก หากแต่เรื่องสมสู่ระหว่างเพศเมียและเพศผู้ เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปอยู่แล้วตามธรรมชาติ ไม่นับว่าเป็นอันใด

นางจึงแย้มยิ้มพยักหน้าหงึกหงักตอบรับทุกสิ่งไม่มีดื้อดึง

พระราชวังหลวงของต้าหมิงนับได้ว่าใหญ่โตมากนัก

มีตำหนักขององค์จักรพรรดิที่งดงามใหญ่โตกินพื้นที่กว้างขวาง ประกอบได้ด้วยตำหนักน้อยใหญ่และเรือนอีกมากมายล้อมรอบ

ทว่าที่ห่างออกมาจากพระราชวังชั้นในส่วนพระองค์ก็ใหญ่โตและกว้างขวางไม่แพ้กันก็คือทิศบูรพาของพระราชวัง

ภายในตำหนักบูรพา ลึกเข้าไปยังเรือนหลักของตำหนัก หมิงเสียงกง หนึ่งในสถานที่ส่วนพระองค์ของรัชทายาทหมิงเฉิง

บนที่นั่งอันโออ่าลวดลายประณีตสีทองอร่าม มีเรือนร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทแผ่บารมีของผู้สูงศักดิ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

เขาเพียงนั่งนิ่งๆ ไร้การเคลื่อนไหว ทว่าท่าทางทรงพลังน่าเกรงขามกลับแผ่กลิ่นอายสังหารเป็นวงกว้างอยู่รอบด้าน สร้างความหวาดหวั่นสั่นสะพรึงให้เหล่าบริวารเกินพรรณนา

ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยไรหนวดเขียวครึ้ม เสริมให้เกิดความดำทะมึนหนาวเหน็บปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ดวงตาเรียวดำลึกล้ำทอประกายเฉียบคมตลอดเวลา ยามมองกราดเพียงแวบเดียวก็แผ่รังสีชั่วร้ายออกมา บ่งบอกได้ถึงอันตรายไร้ขีดจำกัด ทำเอาบ่าวไพร่พากันขนลุกเสียวสันหลังวาบ

หมิงเฉิงโบกมือเบาๆ เพื่อไล่ขันทีออกไปอย่างไม่ใส่ใจ หลังจากฟังคำรายงานเกี่ยวกับการส่งอนุหลายนางเข้าวังมา ในยามที่เขามิได้อยู่ประจำตำหนักบูรพา อีกทั้งยังมีราชโองการแต่งชายาเอกในอีกสามเดือนข้างหน้า

ชายหนุ่มได้ฟังก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์อันใดออกมาเลยแม้แต่น้อย

สตรีที่ถูกส่งเข้ามาให้เขาล้วนแล้วแต่เป็นเบี้ยทางการเมือง หาได้มีค่าอันใดทั้งสิ้น ไม่ต่างอันใดจากตัวประกันเพื่อคุมเชิงมิให้หลายสกุลใหญ่กล้าเหิมเกริมก็เท่านั้น

แค่มดปลวก จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไม่นับเป็นอะไร!

เมื่อขันทีและเหล่านางกำนัลออกไปแล้ว พลันมีหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งย่างกรายนวยนาดเข้ามาด้วยกิริยาแช่มช้อย

นางสวมอาภรณ์บางพลิ้วชวนวาบหวามหวิวใจไม่เบา เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของรัชทายาทหนุ่ม แล้วยอบกายระหงลงต่ำเผยเนินเนื้ออวบอิ่มที่โผล่พ้นสาบเสื้อกว้างอย่างจงใจล่อลวง พลางเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ

“หม่อมฉันเซียงเซียง พร้อมปรนนิบัติพระองค์เพคะ”

เจ้าของร่างงามสง่าเพียงปรายหางตามองนางนิ่งๆ

เซียงเซียงช้อนตามองอีกฝ่ายอย่างยั่วยวน ดวงตาของนางหยาดเยิ้มชวนหลงใหล ริมฝีปากแต้มชาดบนใบหน้าราวเทพธิดาคลี่ยิ้มได้งดงามจับตาละมุนละไม นางกล่าวอย่างออดอ้อนอีกคราว่า “ขอพระองค์ทรงเกษมสำราญเพคะ”

จบคำก็ขยับกายหอมกรุ่นเดินอ้อมมาหยุดอยู่เบื้องหลังร่างแกร่งแล้วเอื้อมมือเรียวเสลานุ่มนิ่มราวไร้กระดูกขึ้นมาตรงไหล่กว้างที่มีเนื้อตึงแน่น แล้วนวดคลึงเบาๆ อย่างยั่วเย้ายวนใจ ริมฝีปากนิ่มชื้นก็กระซิบเสียงหวานเจือกระเส่าที่ข้างหูรัชทายาทหนุ่มว่า

“ทรงถอดเสื้อออกดีหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะได้...อ๊ะ!”

เอ่ยยังไม่ทันหมดประโยค ร่างอ้อนแอ้นก็ถูกวงแขนล่ำสันข้างหนึ่งโอบเอวบาง ฝ่ามือหนาอีกข้างก็จับกระชับตรงหน้าอกอวบตึงหยุ่นนุ่มล้นทะลักเอาไว้มั่น จากนั้นอาภรณ์บางเบาก็ถูกฉีกดังแควก เปิดเปลือยเนื้อนวลขาวเนียนจนสิ้น

เซียงเซียงผุดรอยยิ้มสมใจแล้วกัดเม้มริมฝีปากทำตาปรือหมายยั่วยวนอย่างลึกซึ้ง

ทว่าเสี้ยวเวลานั้น ร่างของนางกลับลอยละลิ่วเพราะแรงเหวี่ยงอย่างไร้ปรานีไปที่หน้าประตูห้อง กระทั่งบั้นท้ายงามงอนตกกระแทกพื้นเสียงดังตุบ กลิ้งขลุกขลักอีกสองตลบ หมดสภาพสาวงาม

“กรี๊ด!” หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียง ตกใจอย่างมาก ผิดคาดไปหมด

ทันใดนั้น ทหารก็พุ่งพรวดเข้ามา “รัชทายาท!”

“ลากนางออกไป!” หมิงเฉิงคำรามเสียงต่ำ สายตาคมดำสาดประกายคมกริบราวกับจะปลิดชีพผู้คนได้

“พ่ะย่ะค่ะ!” ทหารก้มหัวรับคำแล้วรีบลากร่างเกือบเปลือยของเซียงเซียงไปในสภาพอนาถยากขายได้ต่อ

“ไม่นะเพคะ ...ไม่!” เซียงเซียงดิ้นรนขัดขืนด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด “หม่อมฉันถูกส่งตัวมาจากขุนนางสกุลมู่นะเพคะ”

ร่างสูงยืนตระหง่านไม่ไหวติง ดวงตาสงบนิ่ง หาได้สนใจ

แน่นอนว่าสกุลมู่เป็นตระกูลใหญ่ แต่ตำหนักบูรพาก็มีสาวงามจากสกุลมู่แล้วหนึ่งคนมิใช่หรือไร?

ส่งมาเพื่อการใดอีก!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป