บทที่ 8 ตอนที่4 บ้านใหม่ 2
“เกิดสิ่งใด? พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”
โหวเซินเดินมาเห็นลูกรักถูกรังแกจึงเอ่ยถามทันที เขาตรงมาที่หยูเจวียนทันใด สายตาส่งผ่านความห่วงใยไม่ปิดบัง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสตรีอันเป็นที่รักมักตกเป็นรอง และลูกรักก็ต้องตกเป็นรองเช่นกัน เขาจับไหล่บอบบางของบุตรสาวตัวน้อยเบาๆ อย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยถามเสียงขรึมเผยคำตำหนิในแววตาชัดเจนมาทางหยูเสวี่ย
“เจ้าทำอันใดน้อง เสวี่ยเอ๋อร์”
นายท่านโหวเป็นชายที่มีจิตใจเอนเอียงจริงอย่างมิต้องสงสัย หยูเสวี่ยย่อมรู้ดีแก่ใจ นางจึงยืนเงียบไปไม่พูดจา เอาแต่ก้มหน้าด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม
ส่วนหยูเจวียนได้ทีจึงรีบเงยหน้าหมายจะฟ้องร้องใส่ร้ายอีกฝ่ายให้มากที่สุด
แต่ทว่า สิ่งไม่คาดคิดพลันบังเกิด
จู่ๆ เด็กสาวก็จุกที่ทรวงอก เจ็บที่ลำคอ ปวดแสบปวดร้อนไปหมด ทำให้ไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้ อยากฟ้องสิ่งใดก็ได้แต่นิ่งไป ยิ่งกว่านั้นยังยิ้มแย้มออกมาแล้ววิ่งอย่างร่าเริงคล้ายร่ายระบำจากไปเสียอย่างนั้น
“...!?”
โหวเซินถึงกับยืนนิ่งจ้องมองบุตรสาวสุดที่รักด้วยอาการอึ้งงัน ก่อนจะเดินจากไปอย่างฉงน ไม่คิดสืบสาวอันใดอีก ด้วยเห็นว่าเด็กๆ ก็มักจะเป็นเช่นนี้ ซุกซนเข้าใจยาก
หยูเสวี่ยเองก็งุนงงไม่ต่างกัน เด็กสาวไม่รู้นางคิดไปเองหรือไม่ ว่าระยะนี้น้องสาวของนางเปลี่ยนไป ดูไม่ค่อยจะจริงจังในการกลั่นแกล้งนางเหมือนเมื่อก่อน
น่าแปลกยิ่ง!
ท่ามกลางความไม่รู้แจ้งของทุกคน มีเพียงโม๋เอ๋อร์เท่านั้นที่รู้ดีกว่าใคร แต่คำสั่งของบิดายังคงรัดรึงอยู่ในใจ
‘พลังวิเศษใดๆ ล้วนนำภัย จงเก็บงำเอาไว้มิอาจเผย’
นำภัยหรือเปล่านางไม่รู้ แต่แน่นอนว่านางมิอาจเปิดเผย
นางแค่ส่งกระแสปราณพลังจิตชนิดหนึ่งสั่นคลอนประสาทของหยูเจวียนก็เท่านั้น
ทุกครั้งนางก็แค่แอบทำ หึหึ!
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วประหนึ่งสายธาราเชี่ยวกราก
โม๋เอ๋อร์ปีนี้อายุครบสิบห้าปี หยูเสวี่ยก็เช่นกัน บัดนี้สตรีทั้งสองเติบโตเต็มวัยเป็นสาวงามสะพรั่งสะคราญโฉมยิ่ง
โม๋เอ๋อร์มีดวงตากลมโตใสกระจ่าง ผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าเรียวเล็ก รอยยิ้มพริ้มเพรา ท่าทางใสซื่อ นิสัยซุกซน
หยูเสวี่ยมีดวงตาเรียวงาม ใบหน้าขาวพิสุทธิ์ผุดผ่อง ท่าทางบอบบาง กิริยาอ่อนหวาน นิสัยเรียบร้อย จิตใจดี
หลังจากพ้นพิธีปักปิ่นของบุตรสาว เรื่องที่วั่นหรงหวาดหวั่นมาโดยตลอดก็มาเยือน นั่นก็คือสมรสพระราชทาน
สกุลโหวเป็นตระกูลใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขามากมายไปทั่วแคว้น ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งนักในราชสำนัก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับหนุนหลังเชื้อพระวงศ์
คราก่อนบุตรสาวคนโตของวั่นหรงต้องเดินทางไกลไปแต่งให้อ๋องหนุ่มที่มีอนุชายาอยู่แล้วถึงสามคน ครานี้บุตรสาวคนรองของนางต้องแต่งให้องค์รัชทายาท ที่มีอนุชายาอยู่แล้วจนเต็มตำหนักบูรพา ในภายภาคหน้าก็ยังจะต้องขึ้นเป็นฮองเฮาเมื่อสวามีขึ้นเป็นฮ่องเต้ รับสนมอีกนับร้อยพันในทุกสามปี
เช่นนี้จะไม่ให้วั่นหรงเป็นห่วงหยูเสวี่ยผู้อ่อนโยนบอบบางได้อย่างไร
องค์รัชทายาทแห่งต้าหมิงผู้นี้ได้รับฉายาว่าไท่จื่อทมิฬ มีประวัติอันหยาบช้าที่น่าหวาดผวากริ่งเกรงยิ่ง
หมิงเฉิงผู้นี้ มิได้เป็นโอรสที่แท้จริงของฮองเฮา หากแต่เป็นโอรสของลูกพี่ลูกน้องของฮองเฮาที่เป็นหวงกุ้ยเฟย เมื่อครั้งที่หมิงเฉิงในวัยเยาว์สิ้นมารดาก็มาอยู่ในการดูแลของฮองเฮา จากนั้นยังเป็นอสรพิษแว้งกัดอย่างเลือดเย็น เมื่อฮองเฮาทรงตั้งครรภ์บุตรของตนเองและทรงให้กำเนิดโอรสในที่สุด แต่สุดท้ายโอรสน้อยก็สิ้นชีพไปตั้งแต่แบเบาะ เรื่องนี้เป็นที่ครหาไปทั่ว หากแต่กลับไร้ซึ่งหลักฐานเอาผิด
หมิงเฉิงผู้นี้จึงลอยนวลอย่างไม่สะทกสะท้านอันใดทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยิ่งนานวันเข้าก็ไม่มีผู้ใดกล้าเคลือบแคลงสงสัยหากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสงบสุข
หมิงเฉิงมักจะยกพลถล่มพวกต่างแคว้นรอบชายแดนจนล่มสลาย กำราบเผ่าป่าเถื่อนอย่างโหดร้ายยิ่งกว่าพญามัจจุราช ประหนึ่งนักรบอาบโลหิตที่ผุดออกมาจากขุมนรกก็ไม่ปาน
เขาเป็นบุรุษสูงศักดิ์ที่ถูกขนานนามได้น่ากลัวถึงเพียงนั้น ทั้งโหดเหี้ยมและเย็นชา ไร้ความปรานีแม้แต่สตรี จักเป็นชายที่รักหยกถนอมบุปผาได้อย่างไร ถึงแม้จะรูปงามท่าทางองอาจกร้าวแกร่งเปี่ยมเสน่ห์ แต่แล้วอย่างไรเล่า! ในเมื่อเขามีสตรีวังหลังมากมายยิ่งกว่าสามีของนางเสียอีก
โหวเซินนั้น ถึงแม้จะเจ้าชู้และไม่รักนางที่เป็นภรรยาเอก แต่เขาก็ให้เกียรติเสมอมา เขาเป็นอัครเสนาบดี ทำงานฝ่ายบุ๋น ท่าทางสุขุมนุ่มนวลเป็นบัณฑิตทรงภูมิ แม้ไม่รักแต่ก็ไม่เคยรังแก
วั่นหรงให้นึกปวดใจนัก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าบุตรสาวของตนคงไม่พ้นแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ แต่เหตุใดไม่แต่งกับองค์ชายผู้อ่อนแอ หรืออ๋องนอกสายตา ทำไมต้องแต่งกับบุรุษใจทมิฬอย่างรัชทายาทหมิงเฉิงกันเล่า?
