บทที่ 1 พบกันกลางโรงเตี๊ยม

“เถ้าแก่ เอาสุราชั้นดีมาอีกไหหนึ่ง แล้วก็เนื้อวัวตุ๋นสองจาน!”

เสียงเรียกอย่างอารมณ์ดีดังมาจากโต๊ะริมหน้าต่างของโรงเตี๊ยมรุ่งอรุณ ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ขาข้างหนึ่งพาดอยู่บนม้านั่ง มือขวาหมุนจอกสุราเล่น ส่วนมือซ้ายวางอยู่ใกล้ด้ามกระบี่ที่เหน็บไว้ข้างเอว

เขามีใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคม ดวงตาเรียวยาวเป็นประกายแพรวพราว ริมฝีปากมักประดับรอยยิ้มราวกับโลกใบนี้ไม่มีเรื่องใดทำให้เขากลัดกลุ้มได้เกินครึ่งวัน

ชายผู้นี้มีนามว่า กู้ฉางเฟิง

หากถามคนในยุทธภพว่ารู้จักเขาหรือไม่ คำตอบที่ได้คงแตกต่างกันไป บ้างบอกว่าเขาเป็นจอมยุทธ์พเนจรฝีมือสูงส่ง บ้างว่าเป็นคุณชายเสเพลที่ใช้เงินสุราราวกับน้ำเปล่า และบางคนถึงกับยืนยันว่าเขาไม่เคยเดินทางไปที่ใดโดยปราศจากสตรีงามข้างกาย

ทุกคำกล่าวล้วนมีส่วนจริงอยู่บ้าง

กู้ฉางเฟิงชอบสุรา ชอบทิวทัศน์งดงาม ชอบอาหารรสเลิศ และยิ่งชอบพูดคุยกับสตรีหน้าตาสะสวยเป็นที่สุด

สิ่งที่เขาไม่ชอบมีอยู่ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือคนขัดใจ สองคือการตื่นแต่เช้า และสามคือการถูกบังคับให้ทำเรื่องที่ตนไม่อยากทำ

โดยเฉพาะข้อสุดท้าย เขาถึงขั้นยอมเดินทางข้ามเมืองเพื่อหลีกหนีมันได้อย่างหน้าตาเฉย

“คุณชายกู้ ท่านสั่งสุราไหที่สามแล้วนะขอรับ” เถ้าแก่ยกไหสุรามาวางบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยเตือนอย่างเกรงใจ “หากดื่มมากกว่านี้ เกรงว่าท่านจะเดินทางไม่ไหว”

“เหลวไหล” กู้ฉางเฟิงยกนิ้วขึ้นโบก “สุราสามไหจะนับเป็นอะไรได้ ข้ายังดื่มได้อีกสามไหโดยไม่ต้องให้ใครประคองด้วยซ้ำ”

“เช่นนั้นหรือขอรับ?”

“แน่นอน หากข้าเมาจนเดินไม่ไหว เจ้าก็ให้คนแบกข้าไปส่งที่ห้องพักได้เลย”

เถ้าแก่หัวเราะแห้ง ๆ “แล้วผู้ใดจะเป็นคนจ่ายค่าห้องพักล่ะขอรับ?”

“ก็ข้าน่ะสิ”

“คราวก่อนท่านก็พูดเช่นนี้ แต่สุดท้ายกลับให้ข้าตามทวงเงินจากสำนักกระบี่เมฆาคราม”

กู้ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกจอกขึ้นจิบอย่างสง่างาม

“เถ้าแก่ เจ้าจำเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นไปทำไม คนเราควรมองไปข้างหน้า มิใช่หรือ?”

“แต่หนี้เก่าของท่านยังไม่ได้จ่ายนะขอรับ!”

“นั่นยิ่งต้องมองไปข้างหน้าเข้าไปใหญ่ เพราะหากหันกลับไปมอง ข้าคงปวดใจจนดื่มสุราไม่ลง”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากโต๊ะข้าง ๆ ลูกค้าหลายคนที่ได้ยินบทสนทนาต่างส่ายหน้า บางคนถึงกับยกนิ้วให้กับความหน้าด้านของชายหนุ่ม

กู้ฉางเฟิงหาได้สนใจไม่ เขารินสุราลงจอกใหม่อย่างสบายใจ ทว่าในจังหวะที่กำลังจะยกดื่ม เสียงฝีเท้าเบา ๆ จากหน้าประตูโรงเตี๊ยมกลับทำให้สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนผู้หนึ่ง

สตรีในชุดขาวอมฟ้าก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

นางสวมผ้าคลุมบางสีขาวเงิน ผมดำยาวถูกรวบครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นเงินเรียบง่าย อีกครึ่งปล่อยสยายลงมาตามแผ่นหลัง ใบหน้างดงามสงบนิ่ง ดวงตาคู่นั้นเย็นใสราวกับผิวน้ำในฤดูหนาว

นางไม่ได้แต่งกายหรูหรา ไม่มีเครื่องประดับล้ำค่า และไม่มีท่าทีต้องการให้ผู้ใดหันมาสนใจ

แต่ยิ่งนางไม่เรียกร้องสายตา ผู้คนกลับยิ่งอดมองไม่ได้

กู้ฉางเฟิงหมุนจอกสุราในมือช้าลง รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้นอย่างที่เถ้าแก่เห็นแล้วต้องถอนใจ

มาอีกแล้ว

อาการเช่นนี้ของคุณชายกู้หมายความว่า เขากำลังพบสิ่งที่น่าสนใจ และสิ่งที่น่าสนใจในสายตาของเขามักสร้างความวุ่นวายให้ผู้อื่นเสมอ

“เถ้าแก่” เขาเรียกเสียงเบา

“ขอรับ?”

“เจ้าว่าแม่นางผู้นั้นมาดื่มสุราหรือมาซื้อกระบี่?”

เถ้าแก่มองตาม ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าเห็นนางถือกระบี่ คงมาพักกินอาหารระหว่างทางกระมังขอรับ”

“ผิดแล้ว”

“ผิดอย่างไรขอรับ?”

“นางมาทำให้โรงเตี๊ยมของเราสว่างไสวขึ้นต่างหาก”

เถ้าแก่ถึงกับยกมือกุมหน้าผาก

“คุณชาย ท่านเพิ่งถูกคุณหนูสกุลหลิวไล่ออกจากงานชมดอกไม้เมื่อวาน เหตุใดวันนี้ยังไม่รู้จักเข็ดอีกขอรับ?”

“นั่นเรียกว่าเรื่องของเมื่อวาน” กู้ฉางเฟิงยิ้ม “ส่วนวันนี้เป็นเรื่องของวันนี้ คนเราจะเอาความผิดพลาดในอดีตมาขัดขวางความสุขในอนาคตไม่ได้”

“ท่านถูกไล่ออกมาเพราะไปชมสตรีอีกคนว่างดงามกว่าคุณหนูหลิวมิใช่หรือ?”

“เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว”

“ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์นี่ขอรับ!”

กู้ฉางเฟิงไม่ตอบ เขาวางจอกสุราลงแล้วลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าอย่างเรียบร้อย ก่อนเดินตรงไปยังโต๊ะว่างข้างหน้าต่าง ซึ่งสตรีชุดขาวเพิ่งนั่งลง

นางกำลังวางกระบี่ไว้ข้างตัว แล้วสั่งบะหมี่หนึ่งชามกับน้ำชาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองคนรอบข้าง

กู้ฉางเฟิงหยุดยืนตรงข้ามโต๊ะ ส่งรอยยิ้มที่เคยทำให้หญิงสาวนับไม่ถ้วนใจอ่อนให้แก่นาง

“แม่นาง ข้าขอนั่งด้วยได้หรือไม่?”

“ไม่ได้”

คำตอบสั้นกระชับจนเขายังไม่ทันนั่งก็ต้องชะงัก

“แม่นาง ข้ายังไม่ได้บอกเหตุผลเลย”

“ไม่จำเป็น”

“บางทีเราอาจเป็นสหายร่วมทางที่เข้ากันได้ดี”

“ข้าไม่ต้องการสหายร่วมทาง”

“เช่นนั้นสหายร่วมดื่มสุราเล่า?”

“ไม่ดื่ม”

“สหายร่วมกินอาหาร?”

“ไม่ต้องการ”

“สหายร่วมชมทิวทัศน์?”

สตรีชุดขาวเงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาเย็นชาคู่นั้นมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ท่านมีธุระอะไรกับข้ากันแน่?”

กู้ฉางเฟิงยกมือแตะคาง ทำทีครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“เดิมทีข้าตั้งใจจะชวนแม่นางดื่มสุรา แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าเจ้า ข้ากลับรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับคนงามสักสองสามประโยคเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่า”

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ควรไปพูดคุยกับคนงามคนอื่น”

“แต่ตอนนี้คนงามที่ข้าอยากคุยด้วยมีเพียงเจ้า”

“น่าเสียดาย” นางตอบเรียบ ๆ “สายตาของท่านคงมีปัญหา”

กู้ฉางเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

น่าสนใจ!

นางไม่เพียงไม่หวั่นไหวต่อคำชม แต่ยังย้อนกลับมาได้อย่างเจ็บแสบ เขาเดินทางผ่านเมืองน้อยใหญ่มามากมาย พบสตรีมาหลายรูปแบบ ทว่าน้อยคนนักจะตอบโต้เขาโดยไม่เสียสีหน้าแม้แต่น้อย

“แม่นางกล่าวได้ตรงใจข้ายิ่งนัก” เขาลากเก้าอี้ออกมาเอง “ข้าก็คิดว่าตนมีปัญหาทางสายตาเช่นกัน เพราะตั้งแต่เห็นเจ้า ข้าก็มองสิ่งอื่นไม่ค่อยชัดแล้ว”

“หากไม่อยากมองสิ่งอื่น ก็หลับตาเสีย”

“หากหลับตาแล้วจะมองเห็นเจ้าได้อย่างไร?”

“ท่านนี่ช่าง”

“หน้าด้าน?” เขาช่วยต่อประโยคให้ “ข้าได้ยินบ่อยแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ”

สตรีชุดขาวสูดลมหายใจช้า ๆ คล้ายกำลังเตือนตนเองไม่ให้ชักกระบี่ออกมาตัดบทสนทนา

นางหันไปเรียกเสี่ยวเอ้อร์ “บะหมี่ของข้าได้หรือยัง?”

“มาแล้วขอรับ!”

เสี่ยวเอ้อร์รีบยกชามบะหมี่มาวางให้ ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศประหลาดระหว่างคนทั้งสอง

กู้ฉางเฟิงไม่ยอมแพ้ เขานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต หยิบจอกชาของตนมาวางไว้ข้างโต๊ะ แล้วเอ่ยอย่างเป็นกันเอง

“ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย ข้ามีนามว่ากู้ฉางเฟิง ไม่สังกัดสำนักใดเป็นพิเศษ ชอบเดินทางไปทั่วหล้า ดื่มสุรา และผูกมิตรกับผู้คน”

“ข้าไม่ได้ถาม”

“ข้ารู้ แต่ข้ากลัวแม่นางจะเสียโอกาสรู้จักคนดี ๆ ไป”

“เช่นนั้นข้าคงโชคดีที่ไม่ถาม”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะจนไหล่สั่น

นางปากร้ายกว่าที่คิดเสียอีก

“แล้วแม่นางมีนามว่าอะไร?”

“ไม่จำเป็นต้องรู้”

“อย่างน้อยก็ให้ข้ารู้ชื่อ เพื่อจะได้เรียกอย่างถูกต้อง”

“เรียกแม่นางก็พอ”

“แต่หากวันหนึ่งข้าคิดถึงแม่นาง แล้วอยากเรียกชื่อขึ้นมาเล่า?”

ตะเกียบในมือนางหยุดนิ่ง

“ท่านคิดว่าตนเองจะมีวันนั้นหรือ?”

“ย่อมมี” เขาตอบโดยไม่ลังเล “ข้าเป็นคนจดจำใบหน้าสตรีได้ดี โดยเฉพาะใบหน้าที่ทำให้ข้าถูกปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ”

“เช่นนั้นท่านคงมีเรื่องให้จดจำมากมาย”

“ไม่หรอก ส่วนใหญ่พวกนางมักตอบตกลงตั้งแต่ครั้งแรก”

ไป๋รั่วหลีเหลือบตามองเขา สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

“นั่นคงเป็นเพราะพวกนางยังไม่รู้จักท่านดีพอ”

คราวนี้คนที่นั่งโต๊ะใกล้ ๆ หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

กู้ฉางเฟิงหันไปมองพวกเขาอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย ก่อนหันกลับมาหาสตรีตรงหน้า

“แม่นาง เจ้าเห็นหรือไม่? พวกเขากำลังหัวเราะเยาะข้า”

“ข้าเห็นว่าพวกเขากำลังมีความสุข”

“เจ้าไม่คิดปลอบใจข้าสักหน่อยหรือ?”

“ไม่”

“แม้แต่คำเดียว?”

“กินบะหมี่ของท่านไปเสีย”

กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นยอมแพ้ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางลงเลยแม้แต่น้อย

เขาเริ่มรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเทาก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม คนหนึ่งสะพายดาบ อีกสองคนเหน็บกระบี่ไว้ข้างเอว พวกเขามีท่าทีกร่างและส่งเสียงดังจนลูกค้าหลายโต๊ะต้องหลีกทางให้

“เถ้าแก่! เอาสุรามา!”

ชายร่างใหญ่ที่สุดตบโต๊ะเสียงดัง “แล้วจัดที่นั่งดี ๆ ให้พวกข้าด้วย!”

เถ้าแก่รีบเดินออกมาต้อนรับ “เชิญท่านทั้งสามนั่งก่อนขอรับ วันนี้โรงเตี๊ยมคนค่อนข้างมาก—”

“ข้าบอกให้หาที่นั่งดี ๆ ไม่ได้ยินหรือ?”

ชายคนนั้นผลักเถ้าแก่จนเซไปชนโต๊ะ เสียงถ้วยชาตกแตกดังลั่น ลูกค้าหลายคนรีบก้มหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ชายอีกคนกวาดตามองรอบโรงเตี๊ยม ก่อนหยุดสายตาที่โต๊ะของไป๋รั่วหลี

“ตรงนั้นยังมีที่ว่าง”

เขาเดินตรงเข้าไปโดยไม่สนใจเจ้าของโต๊ะ

“แม่นาง ลุกไปนั่งที่อื่นเสีย พวกข้าจะใช้โต๊ะนี้”

ไป๋รั่วหลีคีบบะหมี่เข้าปากอย่างไม่รีบร้อน

“โต๊ะนี้ข้ามาก่อน”

“แล้วอย่างไร?” ชายผู้นั้นยิ้มเยาะ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็นใคร?”

“ไม่รู้ และไม่อยากรู้”

“เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือ?”

“ข้าพูดไปแล้ว ท่านฟังไม่เข้าใจหรือ?”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง กู้ฉางเฟิงยกจอกชาขึ้นปิดริมฝีปาก พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

ดูเหมือนวันนี้เขาจะได้พบแม่นางที่ไม่เพียงไม่กลัวคน แต่ยังไม่คิดเสียเวลาสนใจคนที่ไม่คู่ควรอีกด้วย

ชายชุดเท่าหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขายื่นมือหมายคว้าข้อมือนาง ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสตัวสตรีชุดขาว มือของเขากลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

ไม่มีผู้ใดเห็นว่านางขยับอย่างไร

รู้เพียงว่านิ้วเรียวสองนิ้วของนางจับข้อมือเขาไว้พอดี

“ปล่อยข้า!” ชายผู้นั้นตวาด

“ท่านต่างหากที่ควรปล่อยมือ” นางกล่าว

“นังสารเลว!”

เขาใช้มืออีกข้างชักกระบี่ออกจากฝัก ฟันลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ไป๋รั่วหลีเพียงเอียงตัวหลบเล็กน้อย ใบกระบี่เฉียดผ่านชายแขนเสื้อไปไม่ถึงครึ่งชุ่น

นางพลิกข้อมือ กระแทกนิ้วลงบนจุดชีพจรของเขา

กระบี่หลุดจากมือดังเคร้ง!

ก่อนชายผู้นั้นจะทันตั้งตัว ร่างของเขาก็ถูกผลักถอยหลังไปชนสหายจนล้มระเนระนาด

ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ

กู้ฉางเฟิงค่อย ๆ วางจอกชาลง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความขี้เล่นมีประกายสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การเคลื่อนไหวเมื่อครู่รวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าฝีมือของนักยุทธ์ทั่วไป นางไม่ได้ใช้กำลังมาก แต่เลือกโจมตีตรงจุดที่ทำให้คู่ต่อสู้เสียการควบคุมอาวุธ

คนที่เหลืออีกสองคนชักกระบี่ออกมาทันที

“เจ้ากล้าทำร้ายพี่ใหญ่ของพวกข้า!”

ไป๋รั่วหลีวางตะเกียบลงอย่างสงบ

“พวกท่านเป็นคนหาเรื่องก่อน หากยังไม่รู้จักจำ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสอนเพิ่ม”

“ปากดีนัก!”

ชายทั้งสองพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน

คราวนี้นางลุกขึ้นยืน มือซ้ายจับฝักกระบี่ มือขวาวางบนด้ามอาวุธ ท่าทางไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย

แต่ก่อนที่การปะทะจะเริ่มขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ กู้ฉางเฟิงกลับลุกจากเก้าอี้ เดินไปยืนข้างโต๊ะของนางอย่างสบายอารมณ์

“ช้าก่อน พี่ชายทั้งสอง”

เขายกมือขึ้นห้ามพร้อมรอยยิ้ม

“โรงเตี๊ยมเป็นสถานที่กินดื่ม มิใช่สนามประลอง หากพวกท่านอยากประลองจริง ๆ ข้างนอกมีพื้นที่กว้างขวาง ข้ายินดีช่วยชี้ทางให้”

ชายร่างใหญ่หันขวับมามองเขา

“แล้วเจ้าเป็นใคร?”

“คนผ่านทางธรรมดา”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไสหัวไป!”

กู้ฉางเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“คำแนะนำของท่านมีเหตุผล ข้าก็คิดว่าตนเองควรอยู่ห่างจากเรื่องยุ่งยากเช่นกัน”

ไป๋รั่วหลีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง คล้ายไม่คาดคิดว่าบุรุษที่พูดมากผู้นี้จะยอมถอยง่าย ๆ

ทว่ากู้ฉางเฟิงยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงรื่นเริง

“เพียงแต่ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี แม่นางตรงหน้าท่านอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก หากพวกท่านทำให้นางโมโหขึ้นมา เกรงว่าจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกลับไปกินข้าวด้วยมือของตนเองได้”

“เจ้ารนหาที่ตาย!”

ชายร่างใหญ่ยกดาบขึ้นฟันใส่เขาโดยไม่เตือน

กู้ฉางเฟิงถอนหายใจราวกับกำลังเสียดายสุราที่เหลืออยู่บนโต๊ะ ก่อนเอนตัวหลบคมดาบเพียงครึ่งก้าว

ดาบฟันพลาดลงบนอากาศ

เขาใช้ปลายนิ้วดีดไปบนสันดาบเบา ๆ เสียงโลหะสั่นสะเทือนดังใสกังวาน ชายร่างใหญ่รู้สึกว่ามือชาไปทั้งแขนจนต้องถอยหลังสองก้าว

รอยยิ้มบนใบหน้ากู้ฉางเฟิงยังคงเดิม

“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าอย่าทำให้นางโมโห”

“เจ้า!”

ชายอีกคนพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง กระบี่แทงตรงไปยังหัวไหล่ของกู้ฉางเฟิง

คราวนี้ชายหนุ่มไม่หลบในทันที เขาเพียงขยับเอวเล็กน้อย ปล่อยให้ปลายกระบี่ผ่านชายเสื้อไป จากนั้นใช้นิ้วจับสันกระบี่แล้วบิดเบา ๆ

อาวุธในมือคู่ต่อสู้พลันเบนทิศ กระแทกเข้ากับโต๊ะว่างจนถ้วยชาหล่นแตก

กู้ฉางเฟิงใช้ฝ่ามือแตะหน้าอกอีกฝ่ายเพียงครั้งเดียว ชายผู้นั้นก็เซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนล้มลงนั่งกับพื้นอย่างหมดท่า

ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผลร้ายแรง แต่ทั้งสองกลับไม่กล้าเข้ามาอีก

ผู้คนในโรงเตี๊ยมเริ่มกระซิบกระซาบ

“ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นใครกัน?”

“ดูเหมือนไม่ได้ชักกระบี่เลยด้วยซ้ำ”

“ฝีมือเช่นนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่!”

กู้ฉางเฟิงปัดแขนเสื้อให้เข้าที่ ก่อนหันไปมองสตรีชุดขาวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจเล็กน้อย

“แม่นาง ข้าช่วยเจ้าแล้ว คราวนี้เจ้าคงติดค้างน้ำใจข้าอยู่บ้างกระมัง?”

ไป๋รั่วหลีมองเขาอย่างไร้อารมณ์

“ข้าจัดการเองได้”

“ข้ารู้”

“เช่นนั้นท่านเข้ามายุ่งทำไม?”

“เพราะข้าอยากช่วย”

“ข้าไม่ได้ขอ”

“น้ำใจเป็นสิ่งที่มอบให้กันได้โดยไม่ต้องรอคำขอ”

นางจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบกระบี่ขึ้นมาพาดไว้ข้างเอว

“เช่นนั้นข้าก็ขอคืนให้ท่าน”

“คืนอย่างไร?”

“อย่ามายุ่งกับข้าอีก”

กล่าวจบ นางก็หยิบเงินวางไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปโดยไม่หันกลับมา

กู้ฉางเฟิงยืนมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ห่างออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างอยู่ชั่วขณะ

เถ้าแก่เดินเข้ามาตบไหล่เขาเบา ๆ

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับคุณชาย?”

“อะไร?”

“ท่านเพิ่งช่วยนางจากคนพาล นางกลับไม่ขอบคุณสักคำ”

กู้ฉางเฟิงส่ายหน้า ก่อนยิ้มออกมาอีกครั้ง

“เถ้าแก่ เจ้าคิดผิดแล้ว”

“ผิดอย่างไรขอรับ?”

“นางไม่ได้ไม่ขอบคุณ นางเพียงยังไม่รู้ว่าควรขอบคุณข้าอย่างไรต่างหาก”

เถ้าแก่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว

“ข้าว่าท่านควรไปหาหมอเสียหน่อย”

“เหตุใด?”

“ข้าเกรงว่าท่านจะป่วยหนัก”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะ พลางหยิบกระบี่ขึ้นสะพายหลังแล้วเดินไปยังประตูโรงเตี๊ยม

เขาไม่ได้คิดจะตามเกี้ยวสตรีทุกคนที่พบระหว่างทางเสมอไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกคน แต่ไป๋รั่วหลีแตกต่างออกไป นางไม่สนใจชื่อเสียง ไม่สนใจคำชม และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่คนทั่วไปใช้เอาชนะใจสตรี

ยิ่งไปกว่านั้น ฝีมือกระบี่ของนางยังทำให้เขาอยากรู้จักมากขึ้น

“แม่นางไป๋...” เขาพึมพำ ก่อนชะงักแล้วหัวเราะกับตัวเอง “จริงสิ ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางชื่ออะไร”

เขาเดินพ้นประตูไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นร่างในชุดขาวอมฟ้ายืนอยู่ใต้ต้นหลิวริมถนน

นางกำลังตรวจดูสายรัดฝักกระบี่ที่หลวมเล็กน้อย พอเห็นเขาตามออกมา ดวงตาก็เย็นลงทันที

“ท่านตามข้ามาทำไม?”

กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นทั้งสองข้าง แสดงว่าไม่ได้คิดจะหาเรื่อง

“บังเอิญ ข้าก็จะไปทางนี้”

“ถนนสายนี้มีทางแยกสามทาง”

“ช่างบังเอิญเสียจริง ข้าก็ชอบทางแยกตรงนี้พอดี”

“ท่านกำลังโกหก”

“แม่นางฉลาดยิ่งนัก”

ไป๋รั่วหลีมองเขาอย่างหมดความอดทน ก่อนหันหลังเดินไปทางตะวันออก

กู้ฉางเฟิงเดินตามห่าง ๆ โดยไม่เร่งรัด

“ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย”

“ไม่จำเป็นต้องรู้”

“เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าแม่นางกระบี่ดีหรือไม่?”

นางไม่ตอบ

“หรือแม่นางน้ำแข็ง?”

ยังคงไม่มีคำตอบ

“หรือแม่นางคนงาม?”

ไป๋รั่วหลีหยุดเดินกะทันหัน กู้ฉางเฟิงเกือบชนแผ่นหลังของนาง แต่หยุดได้ทันเวลา

นางหันกลับมา มือจับด้ามกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย

“หากท่านยังพูดไม่หยุด ข้าจะทำให้ท่านพูดไม่ได้อีกสามวัน”

กู้ฉางเฟิงยกมือปิดปากทันที จากนั้นพยักหน้ารัว ๆ อย่างว่าง่าย

ไป๋รั่วหลีหันกลับแล้วเดินต่อ

เขารออยู่สามอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวว่านางจะได้ยิน

“สามวันก็นานเกินไปหน่อยนะ...”

นางชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งชุ่น

กู้ฉางเฟิงรีบเงียบกริบ

ลมจากหุบเขาพัดผ่านถนน กลีบใบหลิวปลิววนอยู่รอบคนทั้งสอง เส้นทางเบื้องหน้าทอดยาวไปสู่เมืองถัดไป ที่นั่นกำลังจะมีงานชุมนุมยุทธ์ขนาดเล็กจัดขึ้น และผู้คนจากหลายสำนักต่างมุ่งหน้าไปเข้าร่วม

ไป๋รั่วหลีมีเหตุผลของนางที่ต้องไปเมืองนั้น ส่วนกู้ฉางเฟิงเพียงต้องการหาสุรารสดีและสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่

จุดหมายเดียวกันอาจเป็นเพียงความบังเอิญ

แต่สำหรับกู้ฉางเฟิง เขากลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้เริ่มน่าสนใจขึ้นทุกที

เพราะในที่สุด เขาก็พบสตรีที่ไม่สนใจคำหวานของเขาแม้แต่น้อย

และเขาตั้งใจแล้วว่าจะทำให้นางยิ้มให้ได้สักครั้ง

ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

แน่นอนว่า หากเขารู้ล่วงหน้าว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยการถูกไล่ ถูกดุ และถูกกระบี่จ่อคออยู่บ่อยครั้ง เขาอาจต้องกลับไปคิดทบทวนความตั้งใจของตนเองเสียใหม่

แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต

ส่วนตอนนี้ กู้ฉางเฟิงเพียงยิ้มกริ่ม เดินตามสตรีชุดขาวไปอย่างไม่รีบร้อน พร้อมคิดในใจว่าคืนนี้เขาควรหาสุราดี ๆ สักไหมาเลี้ยงฉลองให้กับการพบพานที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายเดือน

โดยไม่รู้เลยว่า แม่นางกระบี่ไร้ใจที่เดินอยู่ข้างหน้า กำลังคิดหาวิธีสลัดบุรุษน่ารำคาญผู้นี้ให้พ้นทางอยู่เช่นกัน

บทถัดไป