บทที่ 10 สุราจอกสุดท้าย
ไป๋รั่วหลีวางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะไม้ ก่อนหันไปมองชายที่นั่งเอนหลังอยู่ข้างหน้าต่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้าจะนั่งตรงนั้นอีกนานแค่ไหน”
กู้ฉางเฟิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน “ข้ากำลังรอคำพูดบางอย่างจากแม่นาง”
“คำพูดอะไร”
“เช่น ‘คุณชายกู้ ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี เช่นนั้นเราสองคนเดินทางไปเมืองหลินอันด้วยกันเถิด’ อะไรทำนองนี้”
ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่สองอึดใจ ก่อนหยิบถั่วลิสงบนโต๊ะขึ้นมาหนึ่งเม็ดแล้วดีดใส่หน้าผากเขา
เป๊าะ!
“นี่คือคำตอบของข้า”
กู้ฉางเฟิงยกมือกุมหน้าผาก ทำสีหน้าเจ็บปวดราวกับถูกฝ่ามือของยอดฝีมือระดับตำนานฟาดเข้าใส่ “แม่นางช่างใจร้าย ข้าเพียงอยากได้รับคำชมสักคำ กลับต้องเจ็บตัวแต่เช้า”
“ถ้าเจ้ายังพูดมาก ข้าจะเปลี่ยนจากถั่วลิสงเป็นถ้วยชา”
“ถ้วยชามีน้ำหนักมากกว่า ข้าขอรับคำชมแทนก็แล้วกัน”
“ฝันต่อไปเถอะ”
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางถ้วยลงในที่สุด
เมื่อครู่ทั้งสองเพิ่งกลับจากการพูดคุยกับเจ้าของร้านค้าในหมู่บ้านชิงเหอ และตกลงกันว่าจะเดินทางไปเมืองหลินอันเพื่อสอบถามเรื่องการขนส่งสินค้ากับสำนักงานสกุลเฝิง พวกเขายังไม่มีหลักฐานมากพอจะกล่าวหาผู้ใด แต่ปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบก็ไม่อาจปล่อยทิ้งไว้โดยไม่หาทางแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทางยังมีเรื่องหนึ่งที่ไป๋รั่วหลีต้องจัดการ
“หลัวจิ้งอยู่ที่ไหน”
“น่าจะอยู่กับเกวียนของเขา ข้าเห็นเขาออกไปตรวจล้อเมื่อครู่” กู้ฉางเฟิงตอบ “แม่นางเป็นห่วงเขาหรือ”
“ข้าจะถามว่าเขายังเดินทางไหวหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าเขายังหายใจอยู่หรือเปล่า”
“อ้อ เช่นนั้นข้าค่อยโล่งใจ”
“เจ้าโล่งใจเรื่องอะไร”
“ข้านึกว่าแม่นางจะห่วงคนอื่นมากกว่าข้าเสียอีก”
ไป๋รั่วหลีสูดลมหายใจช้า ๆ นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดบางคนจึงยอมใช้กระบี่ต่อสู้กับโจรนับสิบ แต่กลับอยากใช้กระบี่ฟันลิ้นคนตรงหน้าให้ขาดเสียมากกว่า
“กู้ฉางเฟิง”
“ข้าอยู่นี่”
“หุบปากแล้วออกไปตรวจเกวียน”
“รับบัญชา!”
เขาลุกขึ้นอย่างว่องไว คว้าพัดพับบนโต๊ะแล้วเดินออกจากห้องด้วยท่าทางร่าเริง ทิ้งให้ไป๋รั่วหลีมองตามด้วยความรู้สึกว่าตนเองกำลังรับภาระเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางเพิ่งเดินทางร่วมกับเขาได้ไม่กี่วัน แต่จำนวนครั้งที่อยากไล่เขาไปให้ไกลที่สุดกลับเพิ่มขึ้นทุกวันอย่างน่าประหลาด
ที่สำคัญกว่านั้นคือ นางเริ่มรู้แล้วว่าหากเขาหายไปจริง ๆ เส้นทางข้างหน้าอาจเงียบเกินไปสักหน่อย
ความคิดนั้นทำให้นางขมวดคิ้ว ก่อนรีบปัดมันทิ้งทันที
เป็นเพียงความรำคาญเท่านั้น
ใช่ ต้องเป็นความรำคาญแน่นอน
บริเวณลานพักเกวียนนอกหมู่บ้าน หลัวจิ้งกำลังตรวจสายรัดสินค้าอยู่ข้างรถของตนเอง เมื่อเห็นกู้ฉางเฟิงเดินเข้ามา เขาจึงยิ้มทักทาย
“คุณชายกู้ พวกท่านจะออกเดินทางกันแล้วหรือ”
“ใช่ เราจะกลับไปเมืองหลินอัน เจ้าล่ะ ตั้งใจจะทำอย่างไรต่อ”
“ข้าต้องส่งเครื่องมือทำไร่ที่เหลือให้ร้านค้าอีกสองแห่งก่อน จากนั้นจึงกลับเมืองไปแจ้งนายจ้างเรื่องการส่งสินค้าที่ล่าช้า” หลัวจิ้งตอบพลางก้มตรวจเชือก “แต่เกวียนคันนี้คงต้องซ่อมให้ดีกว่านี้เสียก่อน แกนล้อมีรอยร้าวอยู่ ขืนฝืนเดินทางไกลอาจเกิดปัญหาระหว่างทาง”
กู้ฉางเฟิงย่อตัวลงตรวจดู เขาไม่ใช่ช่างไม้ แต่พอมีความรู้เรื่องเกวียนจากการเดินทางไปทั่วหลายเมือง
“หากเปลี่ยนแกนล้อได้วันนี้ก็คงดี เจ้าไม่ควรเสี่ยงบรรทุกสินค้าไปไกลด้วยสภาพเช่นนี้”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ช่างไม้ในหมู่บ้านบอกว่าต้องรอไม้เนื้อแข็งที่เหมาะสม อาจใช้เวลาถึงพรุ่งนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็รอเถอะ สินค้าพังยังพอหาใหม่ได้ แต่ถ้าคนขับเกวียนตกลงไปนอนใต้ล้อ ข้าไม่แน่ใจว่าจะหาคนขับคนใหม่ได้ง่ายหรือไม่”
หลัวจิ้งหัวเราะ “คุณชายพูดจาไม่เหมือนคนชอบดื่มสุราเที่ยวเล่นเลยนะขอรับ”
“คนเราย่อมมีหลายด้าน ข้าเป็นคนชอบดื่มสุรา แต่ไม่ได้ชอบให้คนอื่นเอาชีวิตไปเสี่ยงแทน”
“แล้วด้านชอบเกี้ยวสตรีเล่า” เสียงของไป๋รั่วหลีดังขึ้นจากด้านหลัง
กู้ฉางเฟิงหันไปทันที “ด้านนั้นเป็นพรสวรรค์ติดตัว ข้าไม่อาจปฏิเสธได้”
“น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเจ้าดูจะไม่เป็นที่ต้องการ”
“ยังไม่แน่ แม่นางอาจเป็นคนแรกที่ยอมรับมันก็ได้”
ไป๋รั่วหลีไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำ นางเดินไปตรวจล้ออีกด้าน ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยเศษไม้ที่ติดอยู่ใต้เพลาออกมา
“ถ้าเกวียนยังซ่อมไม่เสร็จ ก็ให้หลัวจิ้งเดินทางตามหลังเราพรุ่งนี้ ส่วนวันนี้อย่าเพิ่งบรรทุกของหนักเพิ่ม”
หลัวจิ้งพยักหน้า “ขอบคุณแม่นางไป๋ที่ช่วยคิดหาทางให้ขอรับ”
“ไม่ต้องขอบคุณ ข้าเพียงไม่อยากให้มีคนเจ็บเพราะความประมาท”
กู้ฉางเฟิงเหลือบมองนางด้วยรอยยิ้ม “แม่นางพูดเหมือนไม่สนใจใคร แต่กลับใส่ใจเรื่องของคนอื่นเสมอ”
“ข้าใส่ใจเรื่องที่ควรใส่ใจ”
“เช่นนั้นข้าเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจหรือไม่”
“เจ้าเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง”
หลัวจิ้งหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนกู้ฉางเฟิงกลับยกมือแตะอก ทำท่าราวกับถูกลูกธนูยิงเข้าอย่างจัง
“ได้ยินหรือไม่หลัวจิ้ง หัวใจข้าบาดเจ็บจนแทบเดินไม่ไหวแล้ว”
“เช่นนั้นก็เดินช้าลงหน่อย” ไป๋รั่วหลีตอบ “ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ”
คราวนี้แม้แต่หลัวจิ้งก็ต้องรีบหันหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
ทั้งสามกำลังจะกลับเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อเตรียมเสบียงสำหรับวันเดินทาง ทว่าเสียงตะโกนจากถนนด้านนอกพลันดังขึ้นเสียก่อน
“หลีกทาง! หลีกทางหน่อย!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในลานพักเกวียน เสื้อผ้าของเขาเปื้อนฝุ่น ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด เขาหยุดหอบอยู่ตรงหน้าหลัวจิ้ง ก่อนพูดอย่างร้อนรน
“พี่หลัว! เกิดเรื่องแล้วขอรับ!”
หลัวจิ้งรีบเข้าไปประคอง “เกิดอะไรขึ้น อาเซิง”
“เกวียนของร้านเครื่องมือทำไร่ถูกปล้นอยู่ตรงทางแยกด้านตะวันออก คนขับได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายกำลังขนของลงจากรถ!”
ไป๋รั่วหลีหันมองกู้ฉางเฟิงทันที ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องพูดมาก
“อยู่ตรงไหน” นางถาม
“ห่างจากหมู่บ้านไม่ถึงครึ่งลี้ขอรับ!”
“หลัวจิ้ง เจ้าช่วยพาคนไปตามผู้ใหญ่บ้านและหาคนช่วยดูแลคนเจ็บ อย่าให้ชาวบ้านเข้าไปเผชิญหน้ากับคนร้ายเอง” ไป๋รั่วหลีสั่งอย่างรวดเร็ว “กู้ฉางเฟิง ไปกันเถอะ”
“ข้ารอคำชวนนี้มานานแล้ว”
“ข้าไม่ได้ชวนเจ้าไปเที่ยว”
“ไม่เป็นไร แค่ได้เดินเคียงข้างแม่นาง ข้าก็พอใจแล้ว”
ไป๋รั่วหลีชักกระบี่ออกจากฝักเพียงเล็กน้อยจนเกิดเสียงโลหะเสียดสีกัน
“ถ้าเจ้ายังไม่หยุดพูด ข้าจะให้เจ้าเดินนำหน้า”
กู้ฉางเฟิงยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าขอเดินข้างหลังดีกว่า ด้านหลังของแม่นางปลอดภัยที่สุดแล้ว”
“กู้ฉางเฟิง!”
“ไปแล้ว!”
เขารีบออกวิ่งทันที ก่อนที่นางจะเปลี่ยนใจใช้กระบี่ฟันพัดในมือเขาให้ขาดเป็นสองท่อน
ทางแยกด้านตะวันออกมีเกวียนขนาดกลางจอดเอียงอยู่ข้างถนน ล้อหลังข้างหนึ่งจมลงในหลุมดิน คนขับวัยกลางคนกำลังนั่งพิงต้นไม้ มือกุมหัวไหล่ที่มีเลือดซึมออกมา ขณะที่ชายฉกรรจ์ห้าคนกำลังยกถุงสินค้าลงจากเกวียน
หนึ่งในนั้นถือกระบอง อีกคนมีมีดสั้นเหน็บเอว ส่วนชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากำลังตะโกนเร่งให้ลูกน้องขนของเร็วขึ้น
“รีบเข้า! ก่อนจะมีคนมาเห็น!”
“พวกเจ้ากำลังทำอะไร”
เสียงของไป๋รั่วหลีทำให้คนทั้งห้าหันกลับมา
หัวหน้ากลุ่มชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวถือกระบี่ แต่พอสังเกตว่ามีเพียงนางกับชายหนุ่มในชุดเรียบง่ายอีกคน เขาก็แค่นหัวเราะ
“เรื่องของพวกข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้า อยากมีชีวิตกลับไปก็อย่ามายุ่ง!”
กู้ฉางเฟิงมองถุงสินค้าบนพื้น ก่อนหันไปถามคนขับเกวียน “ของเหล่านี้เป็นสินค้าของร้านในหมู่บ้านชิงเหอหรือ”
คนขับพยักหน้าอย่างเจ็บปวด “ใช่ขอรับ พวกมันขวางทางแล้วบังคับให้ข้าหยุด ข้าพยายามปกป้องสินค้า แต่ถูกตีจนล้ม”
“เข้าใจแล้ว”
กู้ฉางเฟิงหันกลับไปทางชายฉกรรจ์ทั้งห้า สีหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอสงบนิ่งลงเล็กน้อย
“ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้าวางของลง แล้วเดินจากไปเสีย หากยังไม่ทำร้ายใครเพิ่ม เรื่องนี้อาจพูดคุยกันได้”
หัวหน้ากลุ่มหัวเราะลั่น “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้กล้ามาสั่งพวกข้า!”
“คนที่กำลังให้โอกาสพวกเจ้าอยู่อย่างไรเล่า”
“ฆ่ามัน!”
ชายถือกระบองพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก เขาฟาดอาวุธใส่ไหล่กู้ฉางเฟิงเต็มแรง ทว่าชายหนุ่มกลับเอียงตัวหลบเพียงครึ่งก้าว กระบองจึงฟาดลงบนอากาศ
กู้ฉางเฟิงใช้พัดที่ยังไม่กางเคาะข้อมืออีกฝ่าย เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมกับกระบองที่หลุดจากมือ
เขาหมุนตัวหลบหมัดของชายอีกคน ก่อนใช้ปลายเท้าเกี่ยวข้อเท้าจนคู่ต่อสู้ล้มก้นกระแทกพื้นอย่างจัง
“พื้นแข็งนะ ระวังเจ็บหลัง”
“สารเลว!”
ชายถือมีดสั้นพุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง แต่ยังไม่ทันถึงตัวเขา ปลายกระบี่ของไป๋รั่วหลีก็ขวางทางไว้เสียก่อน
นางไม่ได้แทงเข้าใส่ร่างกาย เพียงใช้สันกระบี่ตวัดข้อมือของอีกฝ่ายจนมือชา จากนั้นหมุนตัวเตะเข้าที่หน้าท้อง ชายคนนั้นถอยหลังไปหลายก้าวแล้วทรุดลงกับพื้น
อีกสองคนพยายามเข้าประกบจากคนละด้าน แต่กลับถูกทั้งคู่แยกกันรับมืออย่างรวดเร็ว กู้ฉางเฟิงใช้การหลอกจังหวะและการเคลื่อนไหวที่คาดเดายาก ทำให้คู่ต่อสู้เข้าทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนไป๋รั่วหลีใช้กระบี่สกัดอาวุธอย่างแม่นยำ ไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้าใกล้คนขับเกวียน
เพียงชั่วครู่ ชายฉกรรจ์ทั้งห้าก็ลงไปนอนกองอยู่บนพื้น
หัวหน้ากลุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงคว้ามีดจากเอว เตรียมฉวยโอกาสวิ่งหนี แต่กู้ฉางเฟิงกลับก้าวไปขวางหน้าไว้ก่อน
“จะไปไหนหรือ พวกเรายังไม่ได้คุยกันให้จบเลย”
“หลีกไป!”
“ข้าก็อยากหลีก แต่เจ้าถือมีดอยู่ ข้ากลัวว่าเจ้าจะสะดุดแล้วทำตัวเองบาดเจ็บ”
ชายคนนั้นคำรามแล้วฟันมีดใส่เขา กู้ฉางเฟิงเบี่ยงตัวหลบ ใช้พัดหนีบข้อมือที่ถือมีดแล้วบิดเพียงเล็กน้อย อาวุธก็หล่นลงพื้น
เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยมีดให้ไกลออกไป ก่อนกดไหล่อีกฝ่ายลงจนคุกเข่า
“พอแล้วหรือยัง”
หัวหน้ากลุ่มกัดฟัน ไม่ยอมตอบ
ไป๋รั่วหลีเดินเข้ามา มองชายทั้งห้าที่ถูกจัดการโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนหันไปตรวจดูคนขับเกวียน
“เจ้ายังขยับแขนได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ แต่เจ็บมาก”
“อย่าเพิ่งฝืนขยับ รอให้คนในหมู่บ้านมาช่วย”
นางฉีกผ้าสะอาดจากชายผ้าด้านในที่เตรียมไว้พันแผลให้เขาชั่วคราว จากนั้นจึงหันไปมองสินค้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
ถุงเครื่องมือทำไร่หลายถุงถูกเปิดออก มีจอบ เสียม และอุปกรณ์เหล็กบางชิ้นหล่นเกลื่อนถนน แต่สินค้าเหล่านั้นยังอยู่ครบ ไม่มีสิ่งใดถูกนำออกไปไกล
“พวกเจ้าต้องการสินค้าเหล่านี้ไปทำอะไร” นางถามหัวหน้ากลุ่ม
ชายคนนั้นเบือนหน้า “ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า”
“ไม่ตอบก็ได้” ไป๋รั่วหลีพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “เช่นนั้นก็รอให้ผู้ใหญ่บ้านมาถามแทน”
กู้ฉางเฟิงยิ้มพลางเสริม “ข้าคิดว่าผู้ใหญ่บ้านคงมีคำถามมากกว่าข้าอยู่หลายข้อ และเขาอาจไม่ใจดีพอจะยอมให้เจ้าตอบว่าไม่จำเป็นต้องตอบ”
ชายคนนั้นเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่น
ไม่นานนัก หลัวจิ้งก็พาชาวบ้านหลายคนมาถึงพร้อมผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาช่วยกันตรวจนับสินค้าและพาคนขับเกวียนกลับไปรักษาตัว ส่วนชายฉกรรจ์ทั้งห้าถูกควบคุมตัวไว้เพื่อรอสอบถามถึงเหตุผลที่ลงมือปล้น
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวขอบคุณทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง
“หากไม่ได้พวกท่าน สินค้าเหล่านี้คงถูกขนไปหมดแล้ว ชาวบ้านที่รอเครื่องมือทำไร่คงเดือดร้อนกันอีกมาก”
ไป๋รั่วหลีเก็บกระบี่เข้าฝัก “พวกเราผ่านมาพอดี ไม่จำเป็นต้องขอบคุณให้มากความ”
กู้ฉางเฟิงกลับยิ้มรับอย่างเต็มใจ “หากท่านอยากขอบคุณจริง ๆ ข้าขอเพียงสุราดีสักสองไหก็พอ”
ผู้ใหญ่บ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเสียงดัง “ได้เลย! ข้าจะให้คนนำสุราที่หมักเองมาให้ท่าน!”
ไป๋รั่วหลีหันขวับ “เจ้ายังกล้าขอสุราอีกหรือ”
“ข้าเพิ่งช่วยคนมา เหนื่อยก็ต้องดื่มสักหน่อย”
“เจ้าช่วยคนหรือเจ้าอยากได้สุรากันแน่”
“ทั้งสองอย่างไม่ขัดแย้งกันเสียหน่อย”
“หากเจ้าดื่มจนเดินไม่ไหว ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”
“เช่นนั้นข้าจะดื่มเพียงไหเดียว เพื่อให้แม่นางไม่ต้องลำบาก”
“ข้าบอกว่าจะให้เจ้าดื่มหรือ”
“ยังไม่ได้ให้ แต่ข้ากำลังหวังอยู่”
ไป๋รั่วหลีส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด ขณะที่ชาวบ้านรอบข้างต่างหัวเราะกับการโต้เถียงของคนทั้งคู่
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงจนถนนเริ่มมีเงาทอดยาว หลัวจิ้งจัดการฝากเกวียนไว้กับช่างไม้ในหมู่บ้าน และนัดหมายว่าจะออกเดินทางในวันถัดไป หากแกนล้อซ่อมเสร็จทันเวลา
กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีจึงกลับมายังโรงเตี๊ยมเมฆาคล้อยเพื่อพักผ่อนอีกคืน
ระหว่างทาง ทั้งคู่เดินผ่านร้านขายหมั่นโถวที่ยังเปิดอยู่ กู้ฉางเฟิงหยุดซื้อสองลูก ก่อนยื่นลูกหนึ่งให้หญิงสาว
ไป๋รั่วหลีมองของในมือเขา “ข้าไม่ได้บอกว่าหิว”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าแม่นางหิว ข้าเพียงซื้อมาเกินหนึ่งลูก”
“เจ้าซื้อสองลูกพอดี”
“เพราะข้าคาดการณ์ผิดพลาด”
“เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ”
“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ขอเพียงรับไป ข้าไม่อยากกินจนท้องแตก”
ไป๋รั่วหลีมองหมั่นโถวในมือเขา ก่อนรับอีกลูกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
“คราวหน้าไม่ต้องซื้อเผื่อข้า”
“ได้”
นางเหลือบมองเขาอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าเขาจะตอบตกลงง่ายดายเช่นนี้
กู้ฉางเฟิงกัดหมั่นโถวไปคำหนึ่ง แล้วกล่าวต่ออย่างร่าเริง “คราวหน้าข้าจะถามก่อนว่าแม่นางอยากกินกี่ลูก”
“กู้ฉางเฟิง!”
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังไปตามถนน ขณะที่ไป๋รั่วหลีกัดหมั่นโถวของตนเองอย่างแรงราวกับกำลังเคี้ยวคนตรงหน้าแทน
แต่คราวนี้นางไม่ได้โยนมันคืนให้เขา
คืนนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาพูดคุยกับหลัวจิ้งและผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับการเดินทางไปเมืองหลินอัน พวกเขาตกลงกันว่าจะออกเดินทางในอีกสองวัน หากเกวียนซ่อมเสร็จ หลัวจิ้งจะร่วมทางไปด้วยเพราะต้องนำสินค้ากลับไปส่งและรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับนายจ้าง
ส่วนกู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีจะเดินทางไปสำนักงานสกุลเฝิงก่อน เพื่อสอบถามเรื่องการขนส่งสินค้าและการบันทึกคำสั่งซื้อที่ไม่ตรงกับความจริง
เรื่องนี้อาจเป็นเพียงความผิดพลาดของผู้ดูแล หรืออาจมีคนบางกลุ่มใช้ช่องว่างในระบบขนส่งเพื่อหาประโยชน์ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐาน พวกเขาก็ไม่ควรด่วนตัดสิน
“ข้าจะไปสำนักงานสกุลเฝิงกับเจ้า” กู้ฉางเฟิงกล่าว ขณะนั่งอยู่ตรงข้ามหญิงสาวในห้องพัก “หากมีคนพยายามปัดความรับผิดชอบ อย่างน้อยก็มีข้าช่วยถามคำถาม”
ไป๋รั่วหลีเลิกคิ้ว “ข้าจัดการเองได้”
“ข้ารู้”
“แล้วเจ้าจะตามไปทำไม”
“เพราะข้าก็อยากรู้ว่าคนที่รับผิดชอบเส้นทางสินค้าทำงานกันอย่างไร อีกอย่าง ข้าไม่อยากให้แม่นางต้องเสียเวลาเถียงกับคนที่พูดจาไม่รู้เรื่องเพียงลำพัง”
“เจ้าคิดว่าตัวเองพูดรู้เรื่องนักหรือ”
“อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดพูด”
ไป๋รั่วหลีมองเขานิ่ง ๆ
กู้ฉางเฟิงยิ้มอย่างมั่นใจ “เช่นตอนนี้ ข้าควรหยุดแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าควรหยุดตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน”
“เช่นนั้นข้าจะชดเชยด้วยการไม่พูดอีกสามประโยค”
“ข้าไม่อยากฟังแม้แต่ประโยคเดียว”
“รับทราบ”
เขายกมือขึ้นปิดปากจริง ๆ ทว่าดวงตายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ไป๋รั่วหลีถอนหายใจ ก่อนหยิบแผนที่เส้นทางเมืองหลินอันออกมาคลี่บนโต๊ะ
“เราจะออกจากหมู่บ้านตามถนนสายตะวันออก ผ่านสะพานหิน แล้วตัดเข้าสู่เส้นทางการค้าหลัก หากไม่เกิดปัญหา น่าจะถึงเมืองในสองวัน”
กู้ฉางเฟิงโน้มตัวเข้ามาดูแผนที่ “ข้ารู้จักร้านสุราดีแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง”
“ข้ากำลังพูดเรื่องเส้นทาง”
“ข้าก็กำลังพูดเรื่องเส้นทางไปหาความสุข”
“ถ้าเจ้ายังคิดถึงสุราอยู่ตลอด ข้าจะเปลี่ยนเส้นทางแล้วปล่อยเจ้าไว้ที่หมู่บ้าน”
“ไม่ได้เด็ดขาด!” เขารีบกล่าว “ข้ายังมีภารกิจสำคัญต้องทำ”
“ภารกิจอะไร”
กู้ฉางเฟิงวางพัดลง แล้วมองนางด้วยแววตาที่จริงจังกว่าปกติเล็กน้อย
“ข้าต้องทำให้แม่นางไป๋ยอมรับว่าข้าไม่ได้เป็นคนไร้ประโยชน์อย่างที่นางคิด”
ไป๋รั่วหลีชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนก้มลงเก็บแผนที่ให้เรียบร้อย
“ข้าไม่เคยบอกว่าเจ้าไร้ประโยชน์”
“จริงหรือ”
“ข้าบอกว่าเจ้าพูดมาก น่ารำคาญ และชอบทำตัวเหมือนคนว่างงาน”
รอยยิ้มของกู้ฉางเฟิงกลับมาอีกครั้ง “อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ประโยชน์”
“อย่าได้ใจไป”
“ข้าจะพยายาม”
นางลุกขึ้นเตรียมกลับห้องของตน แต่ก่อนจะเดินออกจากประตู เสียงของชายหนุ่มก็ดังตามหลังมา
“ไป๋รั่วหลี”
นางหยุดฝีเท้าโดยไม่หันกลับไป “อะไรอีก”
“ขอบคุณที่วันนี้ยอมให้ข้าไปด้วยกัน”
คำพูดนั้นไม่มีการหยอกล้อ ไม่มีการหยอดคำหวาน และไม่มีท่าทางเจ้าเล่ห์เหมือนทุกครั้ง
ไป๋รั่วหลีหันกลับมามองเขาเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้ยอมให้เจ้าไปด้วย ข้าแค่เห็นว่าเจ้าพอจะช่วยงานได้”
“เช่นนั้นข้าจะถือว่าแม่นางเห็นคุณค่าในตัวข้าแล้ว”
“เจ้าจะถืออะไรก็เรื่องของเจ้า”
นางเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้กู้ฉางเฟิงมองตามด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เขารู้ดีว่าคำพูดของนางยังคงแข็งกระด้าง แต่การเดินทางร่วมกันหลายวันทำให้เขาเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเย็นชา ไป๋รั่วหลีไม่ชอบให้ใครกำหนดเส้นทางชีวิตแทน นางไม่ชอบคำสัญญาที่ปราศจากการกระทำ และยิ่งไม่ชอบคนที่ใช้กำลังข่มเหงผู้อื่น
นางอาจไม่ยอมรับน้ำใจของเขาตรง ๆ แต่ไม่เคยปล่อยให้คนที่เดือดร้อนต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
สำหรับกู้ฉางเฟิง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากรู้จักนางมากขึ้นทุกวัน
เขาไม่ได้คิดจะเร่งรัดให้นางตอบรับความรู้สึก ไม่ได้คิดจะใช้ชื่อเสียงหรือฝีมือบังคับให้นางหันมามอง สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาสที่จะได้เดินทางเคียงข้างนางต่อไป และทำให้นางเห็นด้วยตัวเองว่าเขาเป็นคนแบบไหน
ส่วนเรื่องที่นางจะชอบเขาหรือไม่…
กู้ฉางเฟิงยกพัดขึ้นปิดรอยยิ้ม
เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง
ก่อนฟ้าสางของวันถัดมา ไป๋รั่วหลีออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมสัมภาระเพียงห่อเดียว นางตั้งใจจะเดินไปซื้อเสบียงและตรวจสอบสภาพถนนก่อนออกเดินทาง ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตู ก็พบกู้ฉางเฟิงยืนรออยู่ข้างเสาไม้แล้ว
เขาสะพายห่อผ้าไว้บนบ่า มือหนึ่งถือพัด อีกมือถือตะกร้าใส่อาหารแห้ง
“เจ้ามาทำอะไรตรงนี้” นางถาม
“รอแม่นาง”
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะออกมากับเจ้า”
“ข้าทราบ แต่ข้ากลัวว่าแม่นางจะหิวระหว่างทาง จึงเตรียมอาหารมาเผื่อ”
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองตะกร้า “มีอะไรบ้าง”
“หมั่นโถว เนื้อแห้ง ผลไม้ แล้วก็ขนมถั่วแดง”
“ขนมถั่วแดง?”
“ข้าเห็นแม่นางซื้อเมื่อวาน”
นางนิ่งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น
กู้ฉางเฟิงยื่นตะกร้าให้ “หากไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน ข้าไม่ได้บังคับ”
ไป๋รั่วหลีรับตะกร้ามาถือไว้ แล้วหันหลังเดินออกจากลานโรงเตี๊ยม
“ชักช้าอยู่ได้ หากต้องการไปเมืองหลินอันก่อนค่ำ ก็รีบตามมา”
กู้ฉางเฟิงมองตะกร้าที่อยู่ในมือนาง ก่อนยิ้มจนดวงตาโค้งลง
“แม่นางรอข้าด้วย!”
“ข้าไม่ได้รอ!”
“เช่นนั้นข้าจะรีบตามให้ทัน!”
เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามถนนสายตะวันออก เส้นทางเบื้องหน้ายังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก ทั้งปัญหาการขนส่งสินค้าในหมู่บ้านชิงเหอ ผู้ดูแลเส้นทางที่ชื่อเฝิงอี้ และงานยุทธภพอีกหลายเรื่องที่อาจเข้ามาขวางทางพวกเขา
แต่สำหรับกู้ฉางเฟิง การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง
นอกจากจะช่วยคนที่เดือดร้อนแล้ว เขายังอยากหาวิธีทำให้ยอดฝีมือหญิงผู้เย็นชาเลิกมองเขาเป็นตัวน่ารำคาญเสียที
ส่วนไป๋รั่วหลีเองก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงรับตะกร้าอาหารจากเขามาโดยไม่ปฏิเสธ
นางเพียงบอกตัวเองว่าไม่ควรปล่อยให้อาหารเสียของ
และไม่ควรเสียเวลาทะเลาะกับคนที่กำลังเดินตามหลังมาอย่างอารมณ์ดี
“กู้ฉางเฟิง!”
“ขอรับ!”
“ถ้าเจ้ายังเดินตามข้ามาใกล้ขนาดนี้ ข้าจะให้เจ้าแบกสัมภาระทั้งหมด!”
“ได้เลย! หากเป็นสัมภาระของแม่นาง ข้าเต็มใจ!”
“ใครอนุญาตให้เจ้าเต็มใจ!”
เสียงเถียงกันดังต่อเนื่องไปตามถนน ท่ามกลางสายตาของพ่อค้าและชาวบ้านที่เดินทางผ่านไปมา
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนหนึ่งกำลังพยายามเข้าใกล้หัวใจที่ปิดแน่นของอีกคนอย่างอดทนเพียงใด และไม่มีผู้ใดรู้ว่าหญิงสาวผู้ไม่ยอมให้ใครกำหนดชีวิตของนาง จะค่อย ๆ เปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้ชายหนุ่มเจ้าสำราญคนนี้เข้ามาได้เมื่อไร
สิ่งเดียวที่แน่นอนในเวลานี้คือ ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหลินอันด้วยเส้นทางเดียวกัน
แม้ปากจะบอกว่าไม่เต็มใจ แต่ไม่มีใครคิดจะเดินแยกทางก่อนถึงจุดหมาย
