บทที่ 2 ร่วมทางโดยไม่เต็มใจ
เส้นทางมุ่งสู่เมืองหลินอันทอดผ่านเนินเขาสลับป่าไผ่ สองข้างทางมีร้านน้ำชาเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นระยะ ผู้เดินทางส่วนใหญ่เลือกใช้ถนนสายนี้เพราะสะดวกกว่าการอ้อมผ่านหุบเขาทางเหนือ แม้จะต้องเสียเวลาเล็กน้อยตรงสะพานไม้ที่พาดข้ามลำธารก็ตาม
ไป๋รั่วหลีเดินนำอยู่ด้านหน้า นางรักษาระยะห่างจากชายหนุ่มที่ตามหลังมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าเขาจะเร่งฝีเท้าหรือแกล้งเดินช้าลงเพียงใด ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองก็ไม่เคยลดลงจนเขาพอใจ
กู้ฉางเฟิงมองแผ่นหลังของนาง ก่อนก้มลงมองเงาของตนเองบนพื้นถนนแล้วถอนใจ
“แม่นาง เจ้าเดินเร็วเช่นนี้ไม่เมื่อยหรือ?”
ไม่มีคำตอบ
“ข้าได้ยินมาว่าการเดินทางไกลควรเดินไปพูดคุยไป จะได้ไม่รู้สึกเหนื่อย”
นางยังคงเดินต่อ
“หากเจ้าไม่อยากพูดเรื่องทั่วไป เราคุยเรื่องกระบี่ก็ได้ ข้าพอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง”
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองเขาผ่านหางตา “ท่านมีความรู้เรื่องใดบ้าง?”
กู้ฉางเฟิงยิ้มทันที ในที่สุดนางก็ยอมตอบเขาเสียที
“สุรา อาหาร กระบี่ และสตรีงาม”
“สามเรื่องแรกอาจพอเชื่อถือได้ ส่วนเรื่องสุดท้าย ข้าคิดว่าท่านประเมินตัวเองสูงเกินไป”
รอยยิ้มของเขาค้างไปชั่วขณะ
“แม่นาง คำพูดของเจ้าคมยิ่งกว่ากระบี่เสียอีก”
“ถ้าท่านรู้ว่าคม ก็อย่ายื่นคอเข้ามาใกล้”
“ข้าก็อยากทำเช่นนั้น แต่หากไม่เข้ามาใกล้ จะรู้ได้อย่างไรว่ากระบี่ของเจ้าคมจริงหรือไม่?”
นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขาเต็มตา
กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นทันที “ข้าล้อเล่น เจ้าอย่าเพิ่งชักกระบี่”
“ข้ายังไม่ได้คิดจะชักกระบี่”
“เช่นนั้นแสดงว่าข้ายังมีโอกาสพูดต่อ?”
“ท่านควรใช้โอกาสนั้นหุบปาก”
เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินตามนางต่อไปโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน
ไป๋รั่วหลีเริ่มสงสัยว่าบุรุษผู้นี้มีเส้นประสาทหนากว่าคนทั่วไปหรือไม่ ถูกปฏิเสธก็ไม่โกรธ ถูกประชดก็ยังหัวเราะ ยิ่งนางแสดงท่าทีไม่ต้อนรับ เขากลับยิ่งดูสนุกสนาน
คนเช่นนี้หากไม่ไร้ยางอายอย่างยิ่ง ก็คงมีความคิดไม่เหมือนผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
สำหรับนางแล้ว ทั้งสองอย่างล้วนชวนปวดหัวพอกัน
“ข้าขอถามสักเรื่อง” กู้ฉางเฟิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ตอบ”
“ข้ายังไม่ได้ถามเลย”
“คำตอบก็เหมือนเดิม”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะถามเรื่องอะไร?”
“หากท่านถามว่าข้าชื่ออะไร ข้าก็ไม่ตอบ หากถามว่าข้าจะไปที่ใด ข้าก็ไม่ตอบ หากถามว่าข้าต้องการสหายร่วมทางหรือไม่ คำตอบก็ยังเป็นไม่”
กู้ฉางเฟิงกะพริบตา ก่อนปรบมือเบา ๆ
“ยอดเยี่ยม! แม่นางรู้จักข้าดีขึ้นทุกทีแล้ว”
ไป๋รั่วหลีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตัดสินใจไม่พูดกับเขาอีก
แต่ความสงบที่นางต้องการกลับอยู่ได้ไม่นานนัก
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงทางโค้งก่อนถึงสะพานไม้ เสียงตะโกนเอะอะก็ดังมาจากเบื้องหน้า รถม้าขนสินค้าสามคันจอดขวางถนนอยู่ มีชายฉกรรจ์หลายคนยืนล้อมคนขับรถม้าและพ่อค้าสองสามคนเอาไว้
ตรงกลางกลุ่มมีชายร่างกำยำสวมเสื้อกั๊กหนัง ยืนถือกระบองพาดบ่า ใบหน้ามีรอยแผลยาวจากหางคิ้วลงมาถึงแก้ม เขากำลังชี้กระบองใส่พ่อค้าวัยกลางคนที่ยืนกอดถุงเงินอยู่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าบอกแล้วว่าค่าผ่านทางคนละห้าตำลึง รถม้าคันละสิบตำลึง พวกเจ้ามีสินค้าตั้งสามคัน คิดดูเองแล้วกันว่าต้องจ่ายเท่าไร!”
พ่อค้าคนนั้นหน้าซีด “ท่านหัวหน้า ก่อนหน้านี้ข้าเดินทางผ่านที่นี่หลายครั้ง ไม่เคยมีค่าผ่านทางมากถึงเพียงนี้ อีกอย่าง สะพานกับถนนก็เป็นทางสาธารณะ เหตุใดพวกข้าต้องจ่ายเงินให้ท่านด้วย?”
“เพราะตอนนี้ข้าเป็นคนดูแลเส้นทางนี้!”
ชายถือกระบองตวาดจนม้าตัวหนึ่งสะดุ้ง
“ถ้าไม่จ่ายก็อย่าหวังว่าจะผ่านไปได้!”
คนขับรถม้าคนหนึ่งทนไม่ไหว จึงก้าวออกมาโต้แย้ง “พวกท่านตั้งด่านเก็บเงินโดยไม่มีป้ายประกาศ ไม่มีคำสั่งจากทางการ นี่ไม่ต่างอะไรจากการปล้น!”
ชายถือกระบองหรี่ตา ก่อนยกเท้าเตะเขาล้มลงกับพื้น
“เจ้าว่าใครปล้น?”
คนขับรถม้ากัดฟันพยายามลุกขึ้น แต่ชายอีกสองคนกลับเข้ามาจับแขนไว้
พ่อค้าวัยกลางคนรีบยื่นมือห้าม “อย่าทำร้ายคนของข้าเลย ข้าจะจ่ายให้ แต่ขอให้ลดลงสักหน่อยได้หรือไม่?”
“ไม่มีการต่อรอง!”
ชายถือกระบองยื่นมือไปกระชากถุงเงินจากเขา
“ถ้าอยากให้คนของเจ้าเดินกลับบ้านครบสามสิบสองซี่ ก็จ่ายมาเสียดี ๆ!”
กู้ฉางเฟิงหยุดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เขามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
“ข้าคิดว่าถนนสายนี้มีทิวทัศน์ดีเสียอีก ไม่คิดว่าจะมีคนมาตั้งร้านเก็บเงินกลางทางเช่นนี้”
ไป๋รั่วหลีปรายตามองเขา “หากไม่อยากยุ่งก็เดินอ้อมไป”
“อ้อมไปทางไหน?”
“ข้ามเนินเขาด้านนั้น”
กู้ฉางเฟิงเงยหน้ามองเนินเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหินและต้นไม้หนาทึบ ก่อนหันกลับมามองนาง
“แม่นาง ข้ามีขาสองข้างไว้เดินทาง ไม่ได้มีไว้ปีนเขาโดยไม่มีเหตุผล”
“เช่นนั้นก็จ่ายเงินแล้วผ่านไป”
“ข้าไม่อยากจ่ายเงินให้คนที่ไม่สมควรได้รับ”
“แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
เขายิ้มบาง ๆ “ข้ากำลังคิดว่าจะพูดกับพวกเขาดี ๆ หรือจะใช้กำลังดี”
ไป๋รั่วหลีมองเขาราวกับกำลังประเมินว่าบุรุษตรงหน้ามีสติครบถ้วนหรือไม่
“ท่านคิดว่าคนพวกนั้นจะยอมฟังเหตุผลหรือ?”
“อาจไม่ฟัง แต่ข้าก็ยังอยากลองพูดก่อน อย่างน้อยหากต้องลงมือ ข้าจะได้มีเหตุผลที่สมควรลงมือ”
“ท่านนี่ช่างมีหลักการเสียจริง”
“ขอบคุณที่ชม”
“ข้าไม่ได้ชม”
“แต่ข้ารับไว้แล้ว”
นางไม่เสียเวลาตอบโต้ เดินตรงไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ทันที
กู้ฉางเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนยิ้มกว้างแล้วเดินตามไป
ดูเหมือนแม่นางกระบี่ไร้ใจจะไม่ชอบเห็นคนอ่อนแอถูกรังแก แม้จะบอกว่าไม่อยากยุ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกเดินเข้าไปเอง
เขาจำเรื่องนี้ไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ
“พวกท่านควรปล่อยคนเหล่านั้นไป” ไป๋รั่วหลีกล่าวเมื่อเดินเข้าไปถึง
ชายถือกระบองหันมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตาเปลี่ยนเป็นดูแคลนทันทีที่เห็นว่านางเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง
“แม่นางน้อย ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาแสดงความกล้าหาญ กลับไปเสียก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
“ข้ากำลังบอกให้พวกท่านปล่อยพวกเขา”
“แล้วถ้าข้าไม่ปล่อยล่ะ?”
ไป๋รั่วหลีวางมือบนด้ามกระบี่ “เช่นนั้นข้าก็จะทำให้ท่านปล่อยเอง”
ชายฉกรรจ์รอบข้างพากันหัวเราะเสียงดัง
“หัวหน้า ดูสิ นางคิดจะสู้กับพวกเรา!”
“หน้าตางดงาม แต่คงไม่รู้จักกลัวตาย!”
ชายถือกระบองยิ้มเหยียด ก่อนยกมือชี้ไปยังคนขับรถม้าที่นั่งอยู่บนพื้น
“ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า หากเจ้าล้มลูกน้องของข้าได้สามคน ข้าจะปล่อยพ่อค้าพวกนี้ไปโดยไม่เก็บเงินสักอีแปะ แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทิ้งกระบี่ไว้ที่นี่ แล้วเดินไปกับข้า!”
กู้ฉางเฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังส่งเสียงขึ้นมาทันที
“ข้อเสนอของท่านฟังดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร”
ชายถือกระบองหันไปมอง “แล้วเจ้าเป็นใครอีก?”
“คนที่กำลังสงสัยว่าท่านใช้สมองส่วนใดคิดข้อเสนอนี้”
เสียงหัวเราะจากพวกพ่อค้าดังขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะเงียบลงเมื่อชายฉกรรจ์หันไปถลึงตาใส่
“อยากตายนักหรือ?”
“ไม่เลย ข้ายังอยากดื่มสุราอีกหลายไห” กู้ฉางเฟิงยิ้ม “ข้าเพียงอยากแนะนำว่าหากท่านอยากเก็บเงิน ก็ควรเลือกคนที่มีเงินมากกว่าพ่อค้าที่ยังต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว”
ชายถือกระบองหัวเราะเยาะ “เจ้ามีเงินหรือ?”
“พอมีอยู่บ้าง”
“ถ้าเช่นนั้นก็จ่ายแทนพวกมันเสีย!”
กู้ฉางเฟิงก้มมองถุงเงินที่เอวตัวเอง ก่อนส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“น่าเสียดาย เงินของข้าเอาไว้ซื้อสุรา ไม่ได้เอาไว้เลี้ยงคนไร้เหตุผล”
รอยยิ้มของชายถือกระบองหายไปทันที
“จับพวกมันทั้งคู่!”
ลูกน้องสี่คนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน สองคนมุ่งตรงไปหาไป๋รั่วหลี อีกสองคนล้อมกู้ฉางเฟิงจากคนละด้าน
หญิงสาวชักกระบี่ออกจากฝักในที่สุด
ประกายเงินวาบผ่านอากาศ นางเบี่ยงตัวหลบหมัดแรก ใช้ฝักกระบี่กระแทกเข้าที่ข้อศอกของคู่ต่อสู้จนแขนตกลง ก่อนหมุนตัวเตะเข้าที่หัวเข่าของอีกคน ร่างทั้งสองทรุดลงแทบพร้อมกัน
นางไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น ปลายกระบี่เคลื่อนผ่านอาวุธของชายคนที่สามอย่างแม่นยำ กระแทกสันดาบจนหลุดจากมือ แล้วใช้ไหล่ผลักเขาให้ถอยไปชนสหายที่กำลังจะเข้ามาเสริม
ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็ว กระชับ และแทบไม่สิ้นเปลืองแรง
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ชายสามคนก็ล้มลงกองอยู่ริมถนน
อีกด้านหนึ่ง กู้ฉางเฟิงกลับดูสบายกว่านางมาก เขาไม่ได้ชักกระบี่ เพียงหลบการโจมตีด้วยท่าทางเกียจคร้านราวกับกำลังเดินเล่นในสวน
ชายคนหนึ่งฟันกระบองลงมา เขาเอียงศีรษะหลบแล้วใช้นิ้วดีดตรงข้อมือของอีกฝ่าย กระบองพลันหลุดจากมือ ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนตกลงบนพื้นตรงปลายเท้าเจ้าของมันพอดี
“อาวุธของท่านตกแล้ว” เขาเตือนด้วยความหวังดี “รีบเก็บขึ้นมาเถิด มิฉะนั้นอาจมีคนเหยียบ”
ชายคนนั้นคำรามแล้วพุ่งเข้าชนเขา กู้ฉางเฟิงหมุนตัวหลบเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้อีกฝ่ายเสียหลักวิ่งเลยไปชนต้นไม้ข้างทาง
“ระวังหน่อย” เขาส่ายหน้า “ต้นไม้ไม่เคยทำอะไรท่านเสียหน่อย”
ลูกน้องคนสุดท้ายชักกระบี่แทงเข้ามา กู้ฉางเฟิงยกแขนเสื้อขึ้นปัดข้อมือ จากนั้นใช้นิ้วสองนิ้วหนีบสันกระบี่ไว้แล้วออกแรงเพียงเล็กน้อย อาวุธก็เบนทิศจนผู้ถือแทบเสียการทรงตัว
เขาใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากอีกฝ่ายเบา ๆ
“กลับบ้านไปฝึกใหม่เถิด”
ชายผู้นั้นถอยกรูดไปหลายก้าว สีหน้าตื่นตระหนกจนพูดไม่ออก
ภาพตรงหน้าทำให้ไป๋รั่วหลีเหลือบมองกู้ฉางเฟิงอย่างสนใจขึ้นเล็กน้อย นางรู้ตั้งแต่ในโรงเตี๊ยมแล้วว่าชายผู้นี้มีฝีมือ แต่การรับมือคู่ต่อสู้หลายคนโดยไม่ชักกระบี่ แสดงให้เห็นว่าเขาควบคุมจังหวะและระยะได้ดีไม่น้อย
ทว่าแทนที่เขาจะใช้โอกาสนี้จัดการหัวหน้ากลุ่มคนร้าย กลับหันมาส่งยิ้มให้นางเสียอย่างนั้น
“แม่นาง เจ้าเห็นหรือไม่? ข้าก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
“หากท่านไม่พูดมากกว่านี้ อาจมีประโยชน์ขึ้นอีกเล็กน้อย”
“ข้าจะจำไว้”
“ข้าไม่คิดว่าท่านจะจำได้”
“เช่นนั้นข้าจะเขียนใส่กระดาษ แล้วพกติดตัวไว้ทุกวัน”
ไป๋รั่วหลีเกือบถอนหายใจออกมา แต่ยังไม่ทันตอบ ชายถือกระบองก็ยกอาวุธขึ้นแล้วพุ่งเข้ามาหานางด้วยความโกรธ
“นังตัวดี! ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง!”
กระบองหนักฟาดลงมาจากด้านบน ไป๋รั่วหลียกกระบี่ขึ้นรับ แต่แรงปะทะทำให้ฝุ่นบนถนนกระจายออกเป็นวง นางถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนหมุนข้อมือเบี่ยงกระบองออกด้านข้าง
ชายผู้นั้นมีพละกำลังมากกว่าลูกน้องทั่วไป เขาฟาดกระบองต่อเนื่องหลายครั้ง หวังใช้แรงกดดันให้นางเสียจังหวะ
ไป๋รั่วหลีไม่ฝืนรับการโจมตีตรง ๆ นางก้าวหลบสลับซ้ายขวา รอจนคู่ต่อสู้เหวี่ยงกระบองพลาดไปครั้งหนึ่ง จึงขยับเข้าใกล้แล้วใช้สันกระบี่กระแทกเข้าที่ข้อพับแขน
มือของชายร่างใหญ่ชะงัก กระบองหนักเบนลงพื้น
นางพลิกตัวไปอยู่ด้านข้าง ปลายกระบี่จ่ออยู่ตรงลำคอของเขาอย่างแม่นยำ
“พอหรือยัง?”
ชายถือกระบองแข็งค้าง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
ไป๋รั่วหลีลดกระบี่ลง
“ปล่อยพ่อค้าเหล่านี้ไป แล้วอย่ากลับมาตั้งด่านรีดไถผู้คนอีก”
ชายผู้นั้นกัดฟัน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีคนหนุนหลังอยู่?”
“ไม่สนใจ”
“หากเจ้าทำให้ข้าเสียหน้า คนที่อยู่เบื้องหลังข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“เช่นนั้นก็ให้เขามาหาข้าเอง”
คำตอบของนางเรียบง่ายจนชายผู้นั้นหมดคำจะพูด
กู้ฉางเฟิงเดินเข้ามาหยุดข้างนาง พลางก้มลงเก็บกระบองที่ตกอยู่บนพื้นแล้วส่งคืนให้เจ้าของ
“รับไปเถิด ถือเสียว่าเป็นของฝากจากข้า คราวหน้าหากคิดจะทำเรื่องไม่ดี อย่างน้อยก็อย่าทำให้คนอื่นต้องเสียเวลามาเก็บอาวุธให้ท่าน”
ชายถือกระบองรับอาวุธกลับไปด้วยสีหน้าอึมครึม ก่อนตะโกนสั่งลูกน้องให้ถอยออกจากถนน
พ่อค้าวัยกลางคนรีบเข้าไปช่วยคนขับรถม้าที่บาดเจ็บเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินมาหาทั้งสองคนพร้อมประสานมือคำนับ
“ขอบคุณจอมยุทธ์ทั้งสองที่ช่วยเหลือ หากไม่ได้พวกท่าน วันนี้ข้าคงต้องเสียเงินจำนวนมาก อีกทั้งคนของข้าอาจได้รับบาดเจ็บหนักกว่านี้”
“ไม่ต้องเกรงใจ” ไป๋รั่วหลีกล่าว “คราวหน้าหากพบคนตั้งด่านเช่นนี้ ให้แจ้งทางการในเมือง อย่าพยายามต่อรองเพียงลำพัง”
“ขอรับ ข้าจะจำไว้”
พ่อค้าหันมาหากู้ฉางเฟิง “ส่วนท่านจอมยุทธ์ ข้าขอเชิญทั้งสองท่านเดินทางไปกับขบวนของข้า ข้ามีคนดูแลรถม้าและเสบียง หากมุ่งหน้าไปเมืองหลินอันเหมือนกัน ก็จะได้ไม่ต้องเดินทางอย่างลำบาก”
กู้ฉางเฟิงหันไปมองไป๋รั่วหลีทันที
“แม่นาง เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่? ดูเหมือนสวรรค์จะจัดทางให้เราเดินร่วมกัน”
“ข้าจะเดินเอง”
“แน่นอน เจ้าจะเดินเองก็ได้ ส่วนข้าจะนั่งรถม้า”
“เช่นนั้นก็เชิญท่านนั่งไปคนเดียว”
“แต่หากเจ้าเดินจนเหนื่อยแล้วอยากนั่ง ข้าก็ยินดีแบ่งที่ให้ครึ่งหนึ่ง”
ไป๋รั่วหลีหันมาจ้องเขา
“ท่านอยากให้ข้าตัดลิ้นจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
กู้ฉางเฟิงยกมือปิดปาก ก่อนส่ายหน้ารัว ๆ
พ่อค้ามองคนทั้งสองสลับกันไปมา แล้วอดยิ้มไม่ได้ แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์น่าหวาดหวั่นมา แต่ภาพจอมยุทธ์หนุ่มที่ถูกแม่นางคนงามไล่ตะเพิดกลับทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่น้อย
สุดท้ายไป๋รั่วหลีก็ตัดสินใจเดินทางต่อด้วยตนเอง ส่วนกู้ฉางเฟิงก็ปฏิเสธการนั่งรถม้าเช่นกัน เพราะเมื่อรู้ว่านางจะเดิน เขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตนเองนั่งสบายอยู่คนเดียว
ขบวนสินค้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสะพานไม้ไปได้โดยไม่มีใครขัดขวางอีก
ระหว่างทาง พ่อค้าชื่อหานจื้อหยวนเล่าให้ฟังว่า เขาทำการค้าระหว่างเมืองหลินอันกับเมืองใกล้เคียงมาหลายปี เพิ่งพบว่ามีกลุ่มคนมาตั้งด่านเก็บเงินได้ไม่ถึงสิบวัน แต่เพราะคนของเขามีไม่มาก จึงไม่กล้าต่อสู้กับอีกฝ่าย
“คนเหล่านั้นอาจไม่ใช่โจรธรรมดา” หานจื้อหยวนกล่าว “พวกเขารู้ว่าขบวนสินค้าจะผ่านเวลาใด และรู้ด้วยว่าข้าบรรทุกอะไรมา”
ไป๋รั่วหลีตอบเพียงว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร การรีดไถผู้เดินทางก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยไว้”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่หากพวกเขากลับมาอีก ข้าคิดว่าคราวหน้าควรเรียกคนจากทางการมาช่วยด้วย จะได้ไม่ต้องให้แม่นางลงมือทุกครั้ง”
“ข้าไม่ได้รับหน้าที่คุ้มครองขบวนสินค้า”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้ารับหน้าที่ เพียงแต่เจ้ามีเมตตา ข้าจึงอดเป็นห่วงไม่ได้”
ไป๋รั่วหลีหันมามองเขา คล้ายพยายามแยกให้ออกว่าคำพูดนี้เป็นความจริงหรือเพียงคำหวานอีกประโยคหนึ่ง
“ท่านเป็นห่วงคนอื่นด้วยหรือ?”
“แน่นอน ข้าเป็นคนมีน้ำใจ”
“เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าเงินของท่านมีไว้ซื้อสุรา”
“น้ำใจกับเงินเป็นคนละเรื่องกันนี่นา”
นางส่ายหน้าแล้วหันกลับไป ไม่คิดเสียเวลาต่อปากต่อคำอีก
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ขบวนสินค้าก็มาถึงร้านน้ำชาริมทาง หานจื้อหยวนสั่งให้คนหยุดพักเพื่อให้ม้าได้กินน้ำและพักขา ส่วนตนเองเชิญทั้งสองคนเข้าไปนั่งด้านใน
กู้ฉางเฟิงเลือกโต๊ะที่มองเห็นถนนได้ชัดเจน แล้วสั่งชาร้อนกับขนมสองจาน ก่อนจะเลื่อนจานหนึ่งไปทางไป๋รั่วหลี
นางมองขนมตรงหน้า “ข้าไม่ได้สั่ง”
“ข้าสั่งให้เจ้า”
“ข้าไม่ต้องการ”
“เช่นนั้นข้ากินเอง”
เขาดึงจานกลับมาอย่างว่าง่าย แล้วหยิบขนมเข้าปากโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ท่านช่วยคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจริงหรือ?”
กู้ฉางเฟิงหยุดมือ สีหน้าขี้เล่นลดลงเล็กน้อย
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น?”
“ข้าเห็นคนในยุทธภพไม่น้อยที่ชอบแสดงตนเป็นผู้มีคุณธรรม แต่แท้จริงกลับหวังชื่อเสียง เงินทอง หรือผลประโยชน์บางอย่าง”
เขาวางขนมลงแล้วมองนางตรง ๆ
“ข้าไม่กล้าบอกว่าตนเป็นคนดีเลิศ แต่ข้าไม่ชอบเห็นคนที่ไม่มีทางสู้ถูกรังแก โดยเฉพาะเมื่อคนรังแกคิดว่าตนเองมีอำนาจมากกว่าแล้วจะทำอะไรก็ได้”
น้ำเสียงของเขายังคงผ่อนคลาย ทว่าครั้งนี้ไม่มีแววล้อเล่นอยู่ในนั้น
“ส่วนชื่อเสียงน่ะหรือ หากข้าต้องการชื่อเสียงจริง ข้าคงไม่ใช้เวลาหลายปีเดินทางไปทั่วหล้าโดยไม่สังกัดสำนักใด”
ไป๋รั่วหลีเงียบไป
คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้นางเชื่อใจในทันที แต่ก็ทำให้นางมองบุรุษผู้นี้ต่างออกไปเล็กน้อย อย่างน้อยกู้ฉางเฟิงก็ไม่ได้มีเพียงคำพูดเหลวไหลอย่างที่นางคิดในตอนแรก
“แล้วเหตุใดท่านจึงไม่เข้าสำนัก?” นางถาม
กู้ฉางเฟิงยกจอกชาขึ้นจิบ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เพราะข้าชอบอิสระ”
“เพียงเท่านั้น?”
“สำหรับข้า เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
เขาไม่ได้อธิบายต่อ และไป๋รั่วหลีก็ไม่ได้ถามซ้ำ
บางคนชอบเก็บเรื่องราวของตนเองไว้กับตัว นางเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะนางเองก็ไม่ต้องการเปิดเผยทุกอย่างให้คนที่เพิ่งพบกันรู้เช่นกัน
หานจื้อหยวนเดินเข้ามาบอกว่ารถม้าพร้อมออกเดินทางแล้ว ทั้งสองจึงลุกขึ้นจากโต๊ะ
ก่อนออกจากร้าน กู้ฉางเฟิงแวะซื้อสุราขวดเล็กจากเจ้าของร้านแล้วเหน็บไว้ข้างเอว
ไป๋รั่วหลีเห็นเข้าก็อดเอ่ยไม่ได้ “ท่านไม่กลัวเมาจนเดินไม่ไหวหรือ?”
เขาหันมายิ้ม “แม่นางเป็นห่วงข้าหรือ?”
“ข้าเพียงไม่อยากแบกคนเมา”
“เช่นนั้นข้าจะดื่มให้น้อยลง”
นางมองเขาอย่างไม่เชื่อถือ ก่อนก้าวออกจากร้านน้ำชาไปโดยไม่ตอบอะไร
กู้ฉางเฟิงเดินตามหลัง พลางหมุนขวดสุราในมือเล่น
วันนี้เขาได้เห็นฝีมือของนาง ได้เห็นว่านางไม่ทอดทิ้งคนที่ถูกรังแก และยังได้พูดคุยกับนางมากกว่าที่คิด แม้บทสนทนาส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการถูกไล่ก็ตาม
สำหรับเขา นั่นถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง
ทว่าขณะที่ขบวนสินค้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ไป๋รั่วหลีกลับหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นป้ายไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่ตรงทางแยกด้านหน้า
บนป้ายมีข้อความเขียนด้วยหมึกดำว่า
เมืองหลินอัน — อีกสิบลี้
นางมองป้ายนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนเดินต่อโดยไม่แสดงความรู้สึกใด
กู้ฉางเฟิงเดินมาหยุดข้างนางแล้วมองตาม
“ในที่สุดก็ใกล้ถึงเสียที ข้าได้ยินว่าเมืองหลินอันมีร้านสุราชื่อดังอยู่หลายแห่ง คืนนี้ข้าจะต้องลองให้ครบสักสองร้าน”
“หากท่านยังดื่มเช่นนี้ อีกไม่นานคงได้พักอยู่ในโรงเตี๊ยมเป็นเดือน”
“หากมีแม่นางไป๋คอยเตือน ข้าอาจอายุยืนขึ้นอีกหลายปี”
นางหันขวับมา
“ท่านรู้ชื่อข้าได้อย่างไร?”
กู้ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่านางเผลอเปิดเผยชื่อออกมาเอง
“อ้อ ที่แท้แม่นางชื่อไป๋รั่วหลี”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาเย็นลงทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองพลาดท่า
“ข้าไม่ได้อนุญาตให้ท่านเรียกชื่อ”
“แต่ข้าจำได้แล้ว จะให้ทำอย่างไรเล่า?”
“ลืมเสีย”
“เรื่องอื่นอาจลืมได้ แต่ชื่อของคนงามนั้นยากนัก”
“กู้ฉางเฟิง!”
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มยิ้มจนตาหยี ก่อนยกมือประสานคำนับนางอย่างมีมารยาทเกินเหตุ
“ขอรับ แม่นางไป๋”
ไป๋รั่วหลีรู้ทันทีว่าตนเองไม่ควรเรียกชื่อเขาเลยแม้แต่น้อย
นางหมุนตัวเดินต่อทันที โดยตัดสินใจแน่วแน่ว่าหากยังต้องเดินทางร่วมกับบุรุษผู้นี้อีก นางจะไม่ยอมพูดอะไรที่ไม่จำเป็นแม้แต่คำเดียว
ส่วนกู้ฉางเฟิงกลับเดินตามหลังด้วยสีหน้าเบิกบานอย่างยิ่ง
อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้รู้ชื่อของนางแล้ว
และสำหรับคนที่เพิ่งถูกไล่ให้ไปให้พ้นหน้าอยู่หลายครั้ง นี่ถือเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ที่น่ายินดีไม่น้อย
เมื่อกำแพงเมืองหลินอันปรากฏให้เห็นอยู่ไกล ๆ ทั้งสองยังคงเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีใครรู้ว่าการพบกันครั้งนี้จะทำให้ชีวิตของตนเปลี่ยนไปเพียงใด
แต่สิ่งหนึ่งที่กู้ฉางเฟิงมั่นใจได้ในตอนนี้ก็คือ
การเดินทางกับไป๋รั่วหลีสนุกกว่าการนั่งดื่มสุราอยู่คนเดียวเป็นไหน ๆ
แม้เขาจะต้องระวังไม่ให้ถูกนางใช้ฝักกระบี่ฟาดศีรษะก็ตาม
