บทที่ 3 กระบี่ที่ยังไม่ชัก
เมืองหลินอันคึกคักกว่าที่กู้ฉางเฟิงคาดไว้มาก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปตามถนน พ่อค้าแม่ขายต่างร้องเรียกลูกค้า เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นหินดังสลับกับเสียงสนทนาของชาวยุทธ์ที่เดินทางมาจากสารทิศ กลิ่นหอมจากร้านอาหารลอยปะปนกับกลิ่นสุราจากโรงเตี๊ยมจนทำให้คนรักการดื่มอย่างเขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่างคุ้มค่า
“ในที่สุดก็ถึงเสียที”
กู้ฉางเฟิงหยุดยืนกลางถนน ยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองสตรีชุดขาวอมฟ้าที่เดินอยู่ข้างกัน
“แม่นางไป๋ เจ้าว่าเราควรหาร้านอาหารดี ๆ สักแห่งฉลองการมาถึงเมืองหลินอันหรือไม่?”
ไป๋รั่วหลีไม่แม้แต่จะหันมามองเขา
“เรา?”
“ใช่ เรา” เขาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “เดินทางมาด้วยกันตั้งหลายวัน จะเรียกว่าคนแปลกหน้าก็คงไม่ถูกนัก”
“ข้าไม่เคยตกลงเป็นพวกเดียวกับเจ้า”
“เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นสหายร่วมทางชั่วคราว”
“ข้าก็ไม่ได้ตกลง”
“แม่นางไป๋ เจ้าปฏิเสธเก่งเช่นนี้ ระวังวันหน้าจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เอาได้”
“ดี ข้าจะได้มีความสงบสุข”
กู้ฉางเฟิงยกมือกุมอก ทำท่าราวกับถูกกระบี่แทงเข้ากลางหัวใจ
“คำพูดของเจ้าโหดร้ายยิ่งกว่าคมกระบี่เสียอีก”
“ถ้าเจ้ายังพูดมาก ข้าจะทำให้มันคมขึ้นอีก”
เขาหัวเราะอย่างไม่สะทกสะท้าน จากนั้นก็เดินตามนางต่อไปด้วยท่าทีอารมณ์ดี ราวกับคำขู่เมื่อครู่เป็นเพียงคำเชิญชวนให้สนทนากันมากขึ้น
ไป๋รั่วหลีขี้เกียจเสียเวลาต่อปากต่อคำ นางจึงเดินตรงไปยังแผงขายหมั่นโถวริมถนน ซื้ออาหารติดมือสองสามชิ้นแล้วเก็บลงถุงผ้า
กู้ฉางเฟิงเหลือบมองหมั่นโถวในมือนาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “กินเพียงเท่านี้จะอิ่มหรือ? ข้ารู้จักร้านอาหารแห่งหนึ่ง เนื้อย่างของพวกเขานุ่มจนแทบละลายในปาก ส่วนสุราก็หอมหวาน…”
“ข้าไม่ดื่มสุรา”
“ไม่เป็นไร ข้าดื่มแทนเจ้าได้”
“ข้าไม่ได้ถาม”
“แต่ข้าตอบเผื่อไว้แล้ว”
ไป๋รั่วหลีสูดลมหายใจลึก นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้มีความสามารถพิเศษอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือฝีมือยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา อย่างที่สองคือความสามารถในการทำให้คนอื่นอยากชักกระบี่ออกมาฟันเขาให้เงียบเสียที
น่าเสียดายที่นางยังไม่อยากเสียเวลาอยู่ในเมืองนานเกินไป
จุดหมายของนางอยู่ทางใต้ นางได้ยินข่าวว่ามีชาวบ้านหลายหมู่บ้านถูกโจรกลุ่มหนึ่งรังแกระหว่างเดินทางไปค้าขาย คนเหล่านั้นปล้นสินค้าและทำร้ายผู้ที่ขัดขืน แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ธุระของนางโดยตรง แต่นางก็ไม่ชอบเห็นผู้มีฝีมือใช้กำลังข่มเหงคนอ่อนแอ
ส่วนกู้ฉางเฟิงจะไปที่ใดก็ไม่เกี่ยวกับนาง
อย่างน้อยนางก็พยายามบอกตัวเองเช่นนั้น
“หลีกไป! อย่ามาขวางทาง!”
เสียงตวาดดังมาจากด้านหน้าร้านขายผ้า ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสำนักสีเข้มเดินแหวกผู้คนออกมา ด้านหลังมีศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคนตามติด แต่ละคนสะพายกระบี่และมีสีหน้าถือดี
ชายหนุ่มผู้นั้นหยุดตรงหน้ากระดานประกาศที่ตั้งอยู่ข้างทาง เขายกมือกระชากกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากไม้ ก่อนกวาดตามองข้อความบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
“โจรเถี่ยซาน รางวัลสามร้อยตำลึง?” เขาแค่นหัวเราะ “โจรกระจอกเช่นนี้กลับทำให้ทางการต้องประกาศรางวัลถึงสามร้อยตำลึง ช่างไร้ความสามารถเสียจริง”
ชาวบ้านที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างพากันหลบสายตา ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
กู้ฉางเฟิงหยุดเดินเมื่อเห็นจำนวนเงินบนประกาศ เขาเอียงคออ่านรายละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาไป๋รั่วหลี
“สามร้อยตำลึงเชียวนะ แม่นางไป๋ หากเรารับงานนี้ เงินรางวัลก็มากพอให้ข้าดื่มสุราได้หลายเดือน”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปจับเอง”
“ข้ากำลังคิดอยู่พอดี”
“คิดให้รอบคอบก่อนก็ดี บางทีเงินสามร้อยตำลึงอาจไม่พอจ่ายค่ารักษาตัวของเจ้า”
“แม่นางเป็นห่วงข้าหรือ?”
“ข้ากลัวเจ้าตายแล้วไม่มีใครเก็บศพต่างหาก”
กู้ฉางเฟิงยิ้มกว้าง “ถึงปากจะร้าย แต่ก็ยังนึกถึงศพของข้า ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก”
ไป๋รั่วหลีหันมาจ้องเขา “เจ้าอยากลองนอนเป็นศพตรงนี้หรือไม่?”
“ไม่ดีกว่า ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อชมความงามของแม่นางไปอีกนาน”
นางตัดสินใจไม่ตอบอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มในชุดสำนักสีเข้มก็หันมาเห็นทั้งสองคนพอดี สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กู้ฉางเฟิงซึ่งแต่งตัวเรียบง่าย มีเพียงกระบี่เก่าเล่มหนึ่งเหน็บอยู่ข้างเอว ส่วนไป๋รั่วหลีสวมชุดขาวอมฟ้า ดูสงบนิ่งแต่ไม่แสดงตราสำนักใดให้เห็น
“พวกเจ้าอยากรับงานจับโจรหรือ?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงดูแคลน
กู้ฉางเฟิงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “เจ้าถามข้าหรือ?”
“ตรงนี้ยังมีใครอีกหรือ?”
“มีคนตั้งมากมาย ข้าจึงไม่แน่ใจว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร”
ศิษย์ที่ยืนด้านหลังชายหนุ่มหัวเราะเยาะทันที
“ศิษย์พี่เหอ อย่าไปเสียเวลากับคนไร้ชื่อเสียงเลย ดูก็รู้ว่าเป็นพวกเดินทางพเนจรที่ไม่มีสำนักหนุนหลัง”
ชายหนุ่มนามเหอจิ้งเชิดหน้าขึ้น เขาเป็นศิษย์ของสำนักพยัคฆ์เหล็ก สำนักที่มีชื่อเสียงในเมืองหลินอัน แม้จะไม่ใช่สำนักชั้นนำของยุทธภพ แต่ก็มีศิษย์จำนวนมากและมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในเมือง
สำหรับเหอจิ้งแล้ว การที่ตนเองมีสำนักหนุนหลังย่อมหมายความว่าตนเหนือกว่าจอมยุทธ์ไร้สังกัดทั่วไป
“หากพวกเจ้าคิดจะรับงานนี้ ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำให้เสียชื่อสำนักพยัคฆ์เหล็ก” เขาพูดพลางตบกระบี่ที่เอว “โจรเถี่ยซานไม่ใช่คนที่ใครก็รับมือได้”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เจ้าพูดถูก คนที่รับมือไม่ได้ก็ไม่ควรฝืนตัวเอง”
เหอจิ้งยิ้มอย่างพอใจ คิดว่าอีกฝ่ายคงรู้จักกลัวแล้ว
แต่กู้ฉางเฟิงกลับพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“หากไม่ไหวจริง ๆ ก็ควรอยู่บ้านช่วยบิดามารดารดน้ำต้นไม้ ยังดีกว่าออกมาทำให้คนอื่นเดือดร้อน”
เสียงหัวเราะจากผู้คนรอบข้างดังขึ้นทันที
รอยยิ้มของเหอจิ้งแข็งค้าง ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
“เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ!”
“ข้าหรือ?” กู้ฉางเฟิงทำสีหน้าประหลาดใจ “ข้าเพียงเสนอทางเลือกที่ปลอดภัยให้เจ้าเท่านั้น”
“ดี! ในเมื่อเจ้าปากเก่งนัก ก็จงแสดงฝีมือให้ข้าดู!”
เหอจิ้งชักกระบี่ออกจากฝัก แสงเย็นวาบสะท้อนคมเหล็ก ผู้คนที่อยู่ใกล้ต่างรีบถอยห่างเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลง
ไป๋รั่วหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่ชอบคนที่ชักอาวุธข่มขู่ผู้อื่นกลางถนน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องทั้งหมดเริ่มจากคำพูดไร้สาระของบุรุษที่ยืนข้างนาง
“รับคำท้าเสีย” นางกล่าวเสียงเรียบ
กู้ฉางเฟิงหันมามองนางทันที “แม่นางไป๋ เจ้ากำลังสนับสนุนข้าอยู่หรือ?”
“ข้ากำลังอยากเห็นว่าเจ้าจะถูกตีจนหุบปากได้หรือไม่”
“เช่นนั้นข้าคงต้องทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว”
เขาก้าวออกไปยืนตรงหน้าของเหอจิ้ง แต่กลับไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงยกมือขึ้นอย่างเกียจคร้านแล้วกวักนิ้วเรียกอีกฝ่าย
“เชิญ”
เหอจิ้งรู้สึกเหมือนถูกเหยียบศักดิ์ศรี เขาคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่ทันที กระบี่ในมือแทงตรงไปยังหัวไหล่ของกู้ฉางเฟิงด้วยความเร็วที่ถือว่าไม่เลวสำหรับศิษย์รุ่นเยาว์
ทว่ากู้ฉางเฟิงเพียงเอนตัวหลบเล็กน้อย ปลายกระบี่จึงพลาดผ่านหน้าอกไปอย่างฉิวเฉียด
เหอจิ้งไม่ยอมแพ้ เขาพลิกข้อมือฟันย้อนกลับจากด้านข้าง แต่กู้ฉางเฟิงกลับหมุนตัวหลบพร้อมใช้ปลายนิ้วดีดสันกระบี่เบา ๆ จนทิศทางของอาวุธเบี่ยงออกไป
เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วเบา
“ช้าไปนิด” กู้ฉางเฟิงกล่าว
เหอจิ้งกัดฟันแล้วโจมตีต่ออีกสามกระบวนท่า กระบี่ของเขารวดเร็วและมีพลัง แต่ทุกครั้งกลับถูกหลบได้อย่างน่าหงุดหงิด บางครั้งกู้ฉางเฟิงก็เพียงขยับไหล่ บางครั้งก็ก้าวถอยหลังครึ่งก้าว ราวกับคาดเดาการเคลื่อนไหวทั้งหมดได้ล่วงหน้า
ผู้ชมเริ่มมองออกว่าการประลองครั้งนี้ไม่เป็นอย่างที่เหอจิ้งคาดหวัง
ไป๋รั่วหลียืนกอดอกมองอยู่เงียบ ๆ ดวงตาของนางจับจ้องการเคลื่อนไหวของกู้ฉางเฟิงอย่างละเอียด
บุรุษผู้นี้ไม่ได้อาศัยเพียงความเร็ว แต่ยังรู้จักทำให้คู่ต่อสู้เสียจังหวะ เขาจงใจเปิดช่องว่างบางจุดเพื่อหลอกให้อีกฝ่ายโจมตี จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งก่อนคมกระบี่จะมาถึง
เป็นวิธีต่อสู้ที่น่ารำคาญไม่น้อย
เพราะคนที่ใช้วิธีเช่นนี้มักทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกเหมือนตนเองกำลังไล่จับเงา
“พอได้แล้ว!”
เหอจิ้งตวาดเมื่อแทงกระบี่พลาดเป็นครั้งที่หก เขารวบรวมกำลังทั้งหมดไว้ที่แขนแล้วฟันลงจากด้านบน หมายบังคับให้กู้ฉางเฟิงต้องรับกระบวนท่านี้ตรง ๆ
กู้ฉางเฟิงถอนหายใจ
“ข้าบอกแล้วว่าอย่ารีบร้อน”
เขาขยับเท้าเพียงเล็กน้อย หลบคมกระบี่ไปด้านข้าง จากนั้นใช้สองนิ้วหนีบสันกระบี่ของเหอจิ้งไว้พอดี แรงที่ส่งผ่านนิ้วมือไม่ได้มากมาย แต่กลับหยุดกระบี่ทั้งเล่มไม่ให้เคลื่อนต่อได้
เหอจิ้งเบิกตากว้าง พยายามดึงกระบี่กลับ ทว่ากลับไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
“ปล่อย!”
“ได้สิ”
กู้ฉางเฟิงปล่อยมือทันที
เหอจิ้งออกแรงดึงกลับมากเกินไปจนเสียหลัก ร่างของเขาเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนกู้ฉางเฟิงจะยื่นเท้าไปขัดข้อเท้าอย่างพอเหมาะพอดี
ตุบ!
เหอจิ้งล้มก้นกระแทกพื้นต่อหน้าผู้คนทั้งถนน กระบี่ยังคงอยู่ในมือ แต่ไม่เหลือท่าทางองอาจเมื่อครู่แม้แต่น้อย
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้าน
ศิษย์สำนักพยัคฆ์เหล็กทั้งสามรีบเข้าไปประคองศิษย์พี่ของตน สีหน้าของแต่ละคนแดงก่ำไม่ต่างกัน
กู้ฉางเฟิงปัดฝุ่นที่แขนเสื้อแล้วกล่าวอย่างสุภาพ
“ขอบคุณที่ออมมือให้”
เหอจิ้งเงยหน้าขึ้นด้วยความโกรธ “เจ้า!”
“หรือเจ้าจะบอกว่าไม่ได้ออมมือ?” กู้ฉางเฟิงเอียงคอ “เช่นนั้นข้าคงต้องยอมรับว่าตนเองโชคดีมาก”
ผู้คนหัวเราะหนักกว่าเดิม
เหอจิ้งแทบอยากกระโดดขึ้นมาสู้ต่อ แต่เมื่อเห็นสายตาของคนรอบข้าง เขาก็รู้ว่าหากยังดื้อดึงต่อไป มีแต่จะทำให้ตนเองอับอายมากกว่าเดิม
เขากัดฟันลุกขึ้น ปัดเสื้อผ้าอย่างแรงแล้วชี้หน้ากู้ฉางเฟิง
“วันนี้ข้าจะจำเจ้าไว้!”
“ดีเลย” กู้ฉางเฟิงยิ้ม “แต่หากกลัวลืม ข้าสามารถเขียนชื่อให้เจ้าเก็บไว้ได้”
“เจ้าไม่มีวันได้ดีแน่!”
เหอจิ้งพาศิษย์ร่วมสำนักเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเสียงหัวเราะและสายตาสมเพชของผู้คนไว้เบื้องหลัง
กู้ฉางเฟิงมองตามไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาหาไป๋รั่วหลี
“เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าทำได้ดีหรือไม่?”
“ธรรมดา”
“ธรรมดา?” เขาทวนคำด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ข้าถึงกับไม่ชักกระบี่ ยังไม่คู่ควรกับคำชมสักคำหรือ?”
“ถ้าเจ้ามีฝีมือจริง ก็ไม่จำเป็นต้องถามหาคำชมจากคนอื่น”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอคำชมจากตัวเองก็ได้” เขายกมือแตะคาง “กู้ฉางเฟิง วันนี้เจ้าหล่อเหลาและสง่างามยิ่งนัก”
ไป๋รั่วหลีหันหลังเดินหนีทันที
“แม่นางไป๋ รอข้าด้วย!”
“อย่าตามมา!”
“แต่เรายังไม่ได้แบ่งเงินรางวัลเลยนะ!”
“เงินรางวัลอะไร?”
กู้ฉางเฟิงชี้ไปยังกระดานประกาศ “รางวัลสามร้อยตำลึงจากโจรเถี่ยซานอย่างไรเล่า แม้ข้าจะยังไม่ได้รับงาน แต่เจ้าก็เห็นแล้วว่าฝีมือข้าไม่เลว หากเราร่วมมือกัน เงินสามร้อยตำลึงย่อมอยู่ไม่ไกล”
ไป๋รั่วหลีหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเขา
“ใครบอกว่าข้าจะร่วมมือกับเจ้า?”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าตกลง ข้าเพียงเสนอให้พิจารณา”
“ไม่พิจารณา”
“แม้แต่คิดสักนิดก็ไม่ได้หรือ?”
“ไม่ได้”
“แม่นางไป๋ เจ้าช่างเด็ดขาดยิ่งนัก”
“เจ้าเพิ่งรู้หรือ?”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะ ก่อนเดินไปหยุดหน้าร้านสุราที่อยู่ไม่ไกลนัก เขามองป้ายไม้เหนือประตูแล้วสูดลมหายใจอย่างพึงพอใจ
“ในเมื่อยังไม่มีงานทำ ข้าควรเติมกำลังเสียก่อน”
“เจ้าคิดแต่เรื่องกินกับดื่มหรืออย่างไร?”
“ไม่จริงเสียทีเดียว” เขาตอบพลางยกนิ้วขึ้นนับ “ข้ายังคิดถึงการเดินทาง ความยุติธรรม และ…”
เขาหยุดพูดแล้วหันมายิ้มให้สตรีตรงหน้า
“แม่นางไป๋”
นางจ้องเขาเขม็ง “ตัดข้าออกจากความคิดของเจ้าเสีย”
“เรื่องนั้นยากกว่าจับโจรเถี่ยซานอีก”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดูว่ากระบี่ของข้าจะช่วยให้เจ้าทำสำเร็จได้หรือไม่”
กู้ฉางเฟิงยกมือยอมแพ้ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางหาย
ไป๋รั่วหลีมองเขาอย่างระอา ก่อนจะเอ่ยถึงจุดหมายของตนเอง
“ข้าจะออกจากเมืองไปทางใต้ในวันพรุ่งนี้”
“ทางใต้หรือ?” กู้ฉางเฟิงเลิกคิ้ว “ช่างบังเอิญ ข้าก็กำลังคิดจะไปทางใต้เหมือนกัน”
“เจ้ามีธุระอะไรที่นั่น?”
“ตอนนี้ยังไม่มี”
“แล้วจะไปทำไม?”
“อาจมีธุระระหว่างทางก็ได้”
ไป๋รั่วหลีมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสรุปอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าแค่ต้องการตามข้าไป”
กู้ฉางเฟิงยกมือแตะจมูก ทำสีหน้าคล้ายถูกจับได้คาหนังคาเขา
“แม่นางไป๋ฉลาดสมคำร่ำลือ”
“ข้าไม่เคยมีชื่อเสียงเช่นนั้น”
“เช่นนั้นก็ถือว่าข้าเป็นคนแรกที่มองเห็นความฉลาดของเจ้า”
“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามีความสามารถในการพูดจาไร้สาระไม่สิ้นสุด”
“หากคำพูดของข้าทำให้เจ้ายังยอมคุยด้วย ข้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จ”
ไป๋รั่วหลีไม่ตอบ นางหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดเสียเวลาถกเถียงอีก
กู้ฉางเฟิงยืนมองแผ่นหลังของนางอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มักประดับบนใบหน้าไม่ได้หายไป แต่แววตากลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย
นางไม่ใช่สตรีธรรมดาอย่างแน่นอน
แม้จะปกปิดตัวตน แต่ท่วงท่าการเดิน การวางมือใกล้ด้ามกระบี่ และสายตาที่คอยสังเกตสภาพแวดล้อม ล้วนบ่งบอกว่านางคุ้นเคยกับการเผชิญอันตรายมากกว่าคนทั่วไป
ที่สำคัญ นางไม่เคยแสดงความหวาดกลัวต่อผู้มีอำนาจหรือคนที่มีสำนักหนุนหลัง
บุรุษส่วนใหญ่อาจคิดว่านางเย็นชาและเข้าถึงยาก แต่กู้ฉางเฟิงกลับรู้สึกว่าการได้เดินทางร่วมกับสตรีเช่นนี้คงไม่ทำให้เขาเบื่อหน่ายง่าย ๆ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดเพียงเรื่องความสนุก
นางมีหลักการของตัวเอง และแม้จะไม่ยอมรับน้ำใจจากใครง่าย ๆ แต่นางก็ไม่เคยนิ่งเฉยเมื่อเห็นคนถูกรังแก
เขาอยากรู้ว่าอะไรทำให้นางกลายเป็นคนเช่นนี้
และอยากรู้ด้วยว่า หากวันหนึ่งนางยอมยิ้มให้เขาอย่างเต็มใจ รอยยิ้มนั้นจะเป็นอย่างไร
กู้ฉางเฟิงก้าวเข้าไปในร้านสุรา สั่งสุราหนึ่งไหพร้อมกับอาหารสองสามอย่าง จากนั้นจึงนั่งลงตรงโต๊ะริมหน้าต่าง
ระหว่างรออาหาร เขาหยิบประกาศจับโจรเถี่ยซานที่คัดลอกติดตัวมาจากกระดานขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
โจรกลุ่มนี้เคลื่อนไหวอยู่ตามเส้นทางภูเขาทางใต้ ปล้นรถสินค้าที่เดินทางผ่านและทำร้ายผู้ขัดขืน ชาวบ้านหลายคนได้รับบาดเจ็บ พ่อค้าบางรายถึงกับต้องหยุดเดินทางเพราะกลัวถูกดักปล้น
เงินรางวัลสามร้อยตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่าตัวเงินคือการที่คนกลุ่มหนึ่งกล้าตั้งตัวเป็นใหญ่บนเส้นทางค้าขายและข่มเหงผู้อื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย
หากปล่อยไว้ ผู้คนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายคงต้องเดือดร้อนต่อไป
กู้ฉางเฟิงวางประกาศลงแล้วรินสุราใส่ถ้วย
“ดูเหมือนการเดินทางลงใต้ครั้งนี้จะมีเรื่องให้ทำไม่น้อย”
เขายกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด ก่อนหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ
“ส่วนเรื่องแม่นางไป๋…ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปก็แล้วกัน”
นอกหน้าต่าง ผู้คนยังคงเดินผ่านไปมาอย่างคึกคัก ไม่มีใครรู้ว่าจอมยุทธ์เจ้าสำราญผู้หนึ่งกำลังจะออกเดินทางตามสตรีที่ไม่อยากพบหน้าเขา และอาจต้องเผชิญกับโจรกลุ่มหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนทางใต้
กู้ฉางเฟิงไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะนำไปสู่เรื่องใด
แต่เขามั่นใจอยู่เรื่องหนึ่ง
ต่อให้ทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย เขาก็ยังมีสุราติดตัว มีฝีมือพอปกป้องตนเอง และมีเหตุผลใหม่ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม
เหตุผลนั้นมีชื่อว่าไป๋รั่วหลี
และแม่นางผู้นั้นคงไม่ยินดีนัก หากรู้ว่าเขาคิดเช่นนี้อยู่
