บทที่ 4 วาสนากับสุราหนึ่งไห

กู้ฉางเฟิงมาถึงประตูเมืองหลินอันในยามที่ท้องฟ้าเพิ่งเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อน บนไหล่สะพายห่อผ้าใบหนึ่ง มือข้างหนึ่งถือไหสุรา ส่วนอีกข้างหิ้วหมั่นโถวร้อน ๆ สองลูกที่ซื้อจากร้านข้างทาง เขาดูไม่ต่างจากจอมยุทธ์พเนจรที่กำลังออกเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าคนที่ตั้งใจไปจัดการโจรกลุ่มหนึ่งซึ่งมีค่าหัวถึงสามร้อยตำลึง

สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดเล็กน้อยคือสตรีที่นัดหมายกันไว้โดยไม่ได้รับคำเชิญกลับมาถึงก่อนเสียอย่างนั้น

ไป๋รั่วหลียืนอยู่ใต้ต้นหลิวใกล้ประตูเมือง เสื้อคลุมสีขาวอมฟ้าพลิ้วตามลม กระบี่ประจำกายอยู่ในฝักเรียบร้อย นางสะพายห่อสัมภาระใบเล็กและกำลังตรวจสอบสายรัดถุงผ้า ท่าทางสงบนิ่งจนแทบไม่เหมือนคนที่กำลังจะเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งมีโจรอาละวาด

กู้ฉางเฟิงยิ้มทันทีที่เห็นนาง

“แม่นางไป๋ เจ้ารอข้าอยู่หรือ?”

“ข้ารอให้ประตูเมืองเปิดเต็มที่ต่างหาก”

“ช่างบังเอิญนัก ข้าก็มารอให้ประตูเมืองเปิดเช่นกัน”

ไป๋รั่วหลีเหลือบมองไหสุราในมือเขา

“ถ้ารอประตูเมือง เหตุใดเจ้าจึงซื้อสุรามาด้วย?”

“เพราะข้าเป็นคนรอบคอบ รู้จักเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง”

“สุรานับเป็นสิ่งจำเป็นด้วยหรือ?”

“สำหรับข้าแล้ว สำคัญยิ่งกว่าเสื้อผ้าเสียอีก”

นางส่ายหน้าอย่างระอาแล้วเดินไปยังประตูเมือง โดยไม่คิดถามต่อว่าหากเขาทำไหสุราตกแตกกลางทางจะเสียใจมากเพียงใด

กู้ฉางเฟิงรีบเดินตามไป

“แม่นางไป๋ วันนี้เจ้าดูอารมณ์ดีไม่น้อย”

“เจ้าดูจากตรงไหน?”

“เจ้ามองหน้าข้าแล้วไม่ได้ชักกระบี่”

“ข้ากำลังพิจารณาว่าควรชักกระบี่ดีหรือไม่”

“เช่นนั้นข้าจะถือว่ายังมีโอกาส”

“โอกาสอะไร?”

“โอกาสได้เดินทางร่วมกับเจ้าอย่างสงบสุข”

ไป๋รั่วหลีไม่ตอบ นางก้าวผ่านประตูเมืองไปโดยไม่หันกลับมามอง

กู้ฉางเฟิงมองแผ่นหลังของนาง ก่อนยกหมั่นโถวขึ้นกัดอย่างสบายอารมณ์

ไม่เป็นไร เขาคิดว่าตนเองมีความอดทนมากพอจะรับมือกับคำพูดเย็นชาของนางได้ ต่อให้ต้องเดินทางไปอีกสิบวัน นางไม่ยิ้มให้เขาสักครั้ง เขาก็ยังไม่คิดถอดใจง่าย ๆ

แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะก่อกวนนางตลอดเวลา อย่างน้อยในยามที่มีอันตราย เขาก็รู้ว่าเมื่อใดควรจริงจัง

เส้นทางลงใต้ทอดผ่านทุ่งนา เนินเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ห่างกันเป็นระยะ ยิ่งออกห่างจากเมืองหลินอัน ผู้คนบนถนนก็ยิ่งบางตา รถม้าที่สวนทางมามีเพียงไม่กี่คัน ส่วนคนเดินเท้าส่วนใหญ่ต่างเร่งฝีเท้าราวกับต้องการไปให้ถึงจุดหมายก่อนฟ้ามืด

กู้ฉางเฟิงสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ตั้งแต่เดินทางออกมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

“ช่วงนี้ทางใต้ดูเงียบผิดปกติ”

ไป๋รั่วหลีเหลือบมองเขา “เจ้าก็รู้จักสังเกตด้วยหรือ?”

“แม่นางไป๋ เจ้าคิดว่าข้ามีชีวิตอยู่มาได้อย่างไร?”

“อาศัยวาทศิลป์หลอกกินข้าวคนอื่นกระมัง”

“ข้าเคยใช้วิธีนั้นอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะหน้าตา”

“หน้าด้านของเจ้าสินะ”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะจนไหสุราในมือสั่นเล็กน้อย

“เจ้าเริ่มรู้จักข้าดีขึ้นทุกวันแล้ว”

“ข้าเริ่มรู้สึกเสียใจที่ยังไม่ปล่อยเจ้าไว้ในโรงเตี๊ยมวันนั้น”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่นางก็ไม่ได้เร่งฝีเท้าหนีเขาเหมือนก่อนหน้านี้

ทั้งสองเดินผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในช่วงสาย บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้และดิน หลังคามุงกระเบื้องเก่า มีแผงขายผักตั้งอยู่หน้าบ้านสองสามหลัง แต่ไม่มีพ่อค้าหาบเร่หรือเด็ก ๆ วิ่งเล่นตามถนนอย่างที่ควรจะเป็น

ชายชราคนหนึ่งกำลังก้มซ่อมล้อเกวียนอยู่ใต้ชายคา เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้นยืนและมองไปทางถนนด้านหลังอย่างระแวดระวัง

กู้ฉางเฟิงหยุดตรงหน้าเขา

“ท่านลุง พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ขอถามหน่อยว่าแถวนี้มีโรงเตี๊ยมให้พักระหว่างทางหรือไม่?”

ชายชรามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“มีอยู่ที่หมู่บ้านถัดไป แต่ข้าไม่แนะนำให้พวกท่านเดินทางต่อในตอนนี้”

ไป๋รั่วหลีถามทันที “เพราะเหตุใด?”

ชายชราลดเสียงลง

“ช่วงนี้มีคนกลุ่มหนึ่งคอยหยุดรถม้าและเกวียนที่ผ่านทาง พวกมันไม่ได้ปล้นทุกคัน แต่จะเลือกขบวนที่บรรทุกสินค้าเป็นหลัก บางครั้งยังบังคับให้เจ้าของสินค้าจ่ายเงินเพื่อแลกกับการเดินทางอย่างปลอดภัย”

กู้ฉางเฟิงยกคิ้ว

“โจรเถี่ยซานหรือ?”

“ข้าไม่รู้ว่าพวกมันมีชื่ออะไร แต่คนในหมู่บ้านเรียกพวกมันว่าพวกเก็บค่าทาง” ชายชราถอนหายใจ “ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีเรื่องด้วย พวกมันมีอาวุธและกำลังคนมาก หากใครขัดขืนก็อาจถูกทำร้าย”

ไป๋รั่วหลีมองชายชราอย่างจริงจัง

“พวกมันอยู่แถวไหน?”

“บริเวณทางแยกข้างลำธาร ก่อนถึงสะพานไม้เก่า ถ้าพวกท่านจะไปทางใต้ก็ต้องผ่านที่นั่น”

กู้ฉางเฟิงหมุนไหสุราในมืออย่างใช้ความคิด

“พวกมันเรียกเก็บเงินจากทุกคนหรือ?”

“ไม่ทุกคน บางครั้งก็ปล่อยชาวบ้านผ่านไป แต่หากเป็นพ่อค้าที่บรรทุกของมีราคา พวกมันจะไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ”

“แล้วทางการไม่จัดการหรือ?”

ชายชราหัวเราะอย่างขมขื่น

“พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะไปเรียกร้องอะไรได้เล่า? คนที่พอมีเงินก็เลือกอ้อมเส้นทาง ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็ต้องยอมจ่าย”

ไป๋รั่วหลีขมวดคิ้ว นางไม่ชอบคำตอบนี้เลย

ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจว่าชาวบ้านหวาดกลัว แต่เพราะคนที่มีกำลังกลับใช้ความหวาดกลัวของผู้อื่นเป็นเครื่องมือหากิน

“ขอบคุณท่านลุงที่บอกกล่าว” นางกล่าว

ชายชรารีบโบกมือ “พวกท่านอย่าได้เข้าไปยุ่งเลย หากผ่านไปได้ก็รีบผ่านไป อย่าให้พวกมันจำหน้าได้จะดีที่สุด”

กู้ฉางเฟิงยิ้มบาง ๆ “ข้าจะจำคำเตือนของท่านไว้”

เมื่อเดินพ้นหมู่บ้านมา ไป๋รั่วหลีก็เอ่ยขึ้นทันที

“ข้าจะไปดูที่สะพาน”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

นางหันมามองเขา “เจ้าจะไปทำไม?”

“เพราะข้ากำลังเดินทางไปทางใต้เหมือนกัน”

“หากไม่เกี่ยวกับเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง”

กู้ฉางเฟิงหยุดเดิน รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย

“แม่นางไป๋ เจ้าคิดว่าข้าอยากเข้าไปยุ่งเพราะต้องการแสดงฝีมือหรือ?”

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไร”

“เช่นนั้นข้าจะบอกให้ฟัง ข้าไม่ชอบเห็นคนที่มีแรงมากกว่ารังแกคนที่ไม่มีทางสู้ ต่อให้คนถูกเอาเปรียบไม่ใช่ญาติหรือสหายของข้า ข้าก็ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องยืนมองเฉย ๆ”

ไป๋รั่วหลีสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง

คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ นางเคยเห็นเขาจัดการชายฉกรรจ์ที่หาเรื่องผู้อื่น และเคยเห็นเขาช่วยพ่อค้าระหว่างทางมาแล้ว แต่ทุกครั้งเขาก็มักทำเรื่องจริงจังให้ดูเหมือนเรื่องเล่น จนนางไม่แน่ใจว่าควรเชื่อคำพูดของเขามากเพียงใด

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกมันมีกี่คน?”

“ไม่รู้”

“รู้หรือไม่ว่ามีฝีมือระดับใด?”

“ไม่รู้เช่นกัน”

“ไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วยังจะเข้าไปอีก?”

“หากรอจนรู้ทุกอย่างก่อน คนที่ถูกเอาเปรียบอาจต้องเสียเงินไปอีกหลายวัน”

ไป๋รั่วหลีเงียบไปชั่วขณะ ก่อนหมุนตัวเดินต่อ

“อย่าทำให้ข้าต้องคอยช่วยเก็บกวาดความวุ่นวายของเจ้าแล้วกัน”

กู้ฉางเฟิงยิ้มกว้างอีกครั้ง

“แม่นางเป็นห่วงข้าอีกแล้ว”

“ข้าแค่ไม่อยากเสียเวลาช่วยคนโง่”

“ข้าจะพยายามไม่ทำให้เจ้าลำบาก”

คำตอบของเขาครั้งนี้ไม่มีการหยอกล้อเพิ่มเติม นางจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

ทั้งสองเดินตามเส้นทางดินไปจนถึงทางแยกข้างลำธาร สะพานไม้เก่าพาดข้ามน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน ด้านหนึ่งของทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงกันจนบดบังทัศนวิสัย อีกด้านเป็นพื้นที่โล่งที่เกวียนสามารถหยุดพักได้

ยังไม่ทันเข้าใกล้สะพาน พวกเขาก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งตวาดขึ้นมา

“บอกแล้วว่าต้องจ่ายเงินก่อนผ่านทาง! พวกเจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร?”

กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีมองหน้ากัน ก่อนเร่งฝีเท้าไปยังต้นเสียง

บริเวณหน้าสะพานมีเกวียนบรรทุกผ้าหลายม้วนจอดขวางทางอยู่ ชายฉกรรจ์หกคนล้อมพ่อค้าสองคนเอาไว้ คนหนึ่งถือกระบอง อีกคนถือมีดสั้น ส่วนชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงกลางสะพายดาบโค้งไว้ข้างเอว

พ่อค้าวัยกลางคนยกมือประนม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“นายท่าน พวกข้าเป็นเพียงพ่อค้ารายเล็ก กำไรจากสินค้าครั้งนี้ก็ไม่ได้มาก หากต้องจ่ายอีกยี่สิบตำลึง พวกข้าคงขาดทุนจนไม่เหลือเงินกลับบ้าน”

“นั่นเป็นเรื่องของเจ้า!” ชายร่างใหญ่ตวาด “ข้าบอกให้จ่ายยี่สิบตำลึงก็ต้องจ่าย หากไม่มีเงินก็ทิ้งสินค้าครึ่งหนึ่งไว้!”

พ่อค้าหนุ่มที่ยืนข้างเกวียนทนไม่ไหวจึงก้าวออกมา

“พวกเราจ่ายค่าผ่านทางให้ด่านทางการแล้ว เหตุใดยังต้องจ่ายให้พวกท่านอีก?”

ชายร่างใหญ่หันขวับแล้วตบหน้าพ่อค้าหนุ่มจนเซถอยหลัง

“เพราะข้าเป็นคนดูแลเส้นทางนี้!”

“ท่านดูแลหรือ?” กู้ฉางเฟิงพึมพำขณะเดินเข้ามา “ข้านึกว่าท่านเป็นเจ้าของถนนเสียอีก”

ชายฉกรรจ์ทั้งหกหันมามองพร้อมกัน

หัวหน้ากลุ่มหรี่ตาเมื่อเห็นบุรุษแต่งกายเรียบง่ายกับสตรีชุดขาวอมฟ้าเดินเข้ามา เขากวาดตามองกระบี่ที่เอวของทั้งคู่ ก่อนแค่นหัวเราะ

“พวกเจ้าสองคนมาจากไหน? อยากหาเรื่องหรือ?”

กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ไม่เลย ข้าเพียงสงสัยว่าถนนเส้นนี้ขายให้ท่านตั้งแต่เมื่อใด หากซื้อมาแล้วจริง ๆ ข้าจะได้รู้ว่าต้องจ่ายเงินให้ใครตอนเดินทางกลับ”

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งสบถแล้วก้าวเข้ามา

“ปากดีนัก!”

เขายกกระบองขึ้นหมายฟาดไหล่กู้ฉางเฟิง แต่ชายหนุ่มกลับขยับตัวหลบเพียงนิดเดียว กระบองจึงหวดผ่านอากาศไปอย่างง่ายดาย

กู้ฉางเฟิงใช้มือแตะข้อศอกของอีกฝ่ายเบา ๆ ชายฉกรรจ์เสียหลักพุ่งไปข้างหน้า ก่อนสะดุดก้อนหินล้มหน้าคะมำลงกับพื้น

“ระวังหน่อย” เขากล่าวอย่างสุภาพ “ถนนไม่เรียบ เดี๋ยวจะเจ็บตัว”

คนที่เหลือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสองคนจะพุ่งเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งใช้มีดแทงจากด้านหน้า อีกคนยกกระบองฟาดจากด้านข้าง

กู้ฉางเฟิงถอนหายใจราวกับกำลังเบื่อหน่าย เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปล่อยให้มีดแทงพลาด จากนั้นหมุนตัวใช้ฝ่ามือผลักข้อมือคนถือกระบองให้เบี่ยงออก แล้วดึงแขนอีกฝ่ายให้หมุนชนเพื่อนร่วมกลุ่ม

ทั้งคู่ล้มกองกันอยู่ข้างทาง

“สามคนแล้ว” เขาพึมพำ “ข้าหวังว่าจะไม่มีใครคิดแย่งตำแหน่งคนที่สี่”

หัวหน้ากลุ่มหน้าเปลี่ยนสี เขาชักดาบโค้งออกจากฝักแล้วตวาดลูกน้องที่เหลือ

“มัวรออะไรอยู่! จัดการมัน!”

ขณะเดียวกัน ชายอีกสองคนกลับหันไปหาไป๋รั่วหลี พวกเขาคงคิดว่าสตรีที่ยืนเงียบอยู่ข้างทางจะรับมือได้ง่ายกว่าบุรุษตรงหน้า

“แม่นางคนงาม หากไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งกระบี่มาให้พวกข้า แล้วเดินไปนั่งรอด้านโน้นเสียดี ๆ”

ไป๋รั่วหลีมองทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชา

“ข้าขอเตือนพวกเจ้าเพียงครั้งเดียว หลีกทางไปเสีย”

คนถือมีดหัวเราะเยาะ “หากไม่หลีกเล่า?”

“เช่นนั้นก็อย่าร้องไห้ทีหลัง”

นางยังไม่ทันพูดจบ ชายคนแรกก็พุ่งเข้ามา กระบี่ในมือของไป๋รั่วหลีพลันออกจากฝักเพียงครึ่งคืบ แสงคมเหล็กวาบผ่านตรงหน้าเขา ก่อนฝักกระบี่จะกระแทกเข้าที่ข้อมืออย่างแม่นยำ

มีดสั้นหลุดจากมือทันที

นางหมุนตัวหลบชายอีกคนที่เข้ามาจากด้านหลัง แล้วใช้ปลายเท้าเตะข้อพับเข่าจนอีกฝ่ายทรุดลง จากนั้นกดฝักกระบี่ลงบนบ่าของเขาเพียงครั้งเดียว ร่างใหญ่ก็ล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันได้แตะชายเสื้อของนาง

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนพ่อค้าทั้งสองคนยังยืนอ้าปากค้าง

ไป๋รั่วหลีเก็บกระบี่กลับเข้าฝักแล้วกล่าวเสียงเรียบ

“ครั้งหน้าอย่าเลือกหาเรื่องกับคนที่ไม่รู้จัก”

กู้ฉางเฟิงซึ่งกำลังหลบคมดาบอยู่หันมามองพอดี

“แม่นางไป๋ เจ้ายังออมมือเช่นเดิม ไม่คิดช่วยข้าจัดการคนที่เหลือบ้างหรือ?”

“เจ้ามีมือมีเท้าอยู่ครบ จะให้ข้าช่วยทำไม?”

“ข้าเพียงอยากเห็นเจ้าชักกระบี่อีกครั้ง”

“หากเจ้ายังพูดมาก ข้าจะชักกระบี่ใส่เจ้าแทน”

“เช่นนั้นข้าคงต้องเก็บคำพูดไว้ก่อน”

เขาหลบคมดาบที่ฟันลงมา แล้วคว้าข้อมือหัวหน้ากลุ่มด้วยมือเปล่า บิดเพียงเล็กน้อยจนดาบโค้งหลุดจากมือ ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยอาวุธให้ไถลไปหยุดห่างออกไปหลายก้าว

หัวหน้ากลุ่มพยายามใช้มืออีกข้างชกใส่เขา กู้ฉางเฟิงเอียงหน้าหลบแล้วใช้ฝ่ามือแตะกลางอกอีกฝ่ายเบา ๆ

แรงที่ส่งออกไปไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้บาดเจ็บสาหัส แต่ก็เพียงพอให้ชายร่างใหญ่ถอยกรูดไปชนล้อเกวียนจนล้มลงนั่งกับพื้น

การต่อสู้จบลงในเวลาไม่นาน

ชายฉกรรจ์ทั้งหกต่างนอนกุมแขนกุมขาอยู่ข้างทาง ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาท้าทายอีก

กู้ฉางเฟิงก้มลงหยิบดาบโค้งขึ้นมา ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าหัวหน้ากลุ่ม

“เอาละ ทีนี้เรามาคุยกันดี ๆ ได้แล้วหรือยัง?”

ชายร่างใหญ่กัดฟันแน่น แต่เมื่อเห็นสายตาของกู้ฉางเฟิง เขาก็ไม่กล้าขยับตัว

“เจ้าอยากได้อะไร?”

“ข้าอยากรู้ว่าใครอนุญาตให้พวกเจ้ามาเก็บเงินจากคนเดินทาง”

“ไม่มีใครอนุญาตทั้งนั้น!”

“ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังพูดความจริงได้”

กู้ฉางเฟิงยื่นดาบคืนให้ แต่จับปลายฝักไว้ไม่ยอมปล่อยทันที

“ฟังให้ดี ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเคยทำเรื่องอะไรมาก่อน แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามเรียกเก็บเงินจากชาวบ้านและพ่อค้าที่ผ่านเส้นทางนี้โดยไม่มีเหตุผล หากใครต้องการค้าขายก็ปล่อยให้เขาทำมาหากิน หากยังมีคนถูกพวกเจ้าทำร้ายอีก ข้าจะกลับมาคุยด้วยใหม่”

หัวหน้ากลุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้กล้าสั่งพวกข้า?”

กู้ฉางเฟิงยิ้มบาง ๆ

“คนที่เพิ่งทำให้พวกเจ้าทั้งหกนอนกองอยู่บนพื้นอย่างไรเล่า”

ชายร่างใหญ่เงียบกริบ

ไป๋รั่วหลีเหลือบมองกู้ฉางเฟิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาพ่อค้าทั้งสองคน

“พวกท่านเดินทางต่อได้แล้ว อย่าหยุดอยู่ตรงนี้นานนัก”

พ่อค้าวัยกลางคนรีบก้มศีรษะขอบคุณ

“ขอบคุณจอมยุทธ์ทั้งสองที่ช่วยเหลือ หากไม่ได้พวกท่าน สินค้าของพวกข้าคงถูกยึดไปจนหมด”

กู้ฉางเฟิงโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย พวกท่านรีบเดินทางเถิด”

พ่อค้าหนุ่มที่ถูกตบหน้าเมื่อครู่ยังคงกุมแก้มอยู่ เขามองไป๋รั่วหลีด้วยแววตาชื่นชม

“แม่นางมีฝีมือสูงส่งจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นใครใช้กระบี่ได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน”

ไป๋รั่วหลีตอบสั้น ๆ “ฝึกให้มากก็ทำได้”

กู้ฉางเฟิงหันมาทันที

“แม่นางไป๋ เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว หากเพียงฝึกให้มากแล้วทำได้ทุกคน ยุทธภพคงเต็มไปด้วยยอดฝีมือจนไม่มีที่ให้ข้าอยู่แล้ว”

“เจ้ากลัวไม่มีที่ยืน หรือกลัวไม่มีคนชม?”

“ทั้งสองอย่างล้วนสำคัญ”

พ่อค้าทั้งสองหัวเราะออกมาเบา ๆ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่คลายลงในที่สุด พวกเขารีบขึ้นเกวียนแล้วเดินทางข้ามสะพานไปทางใต้

เมื่อรถเกวียนลับสายตา กู้ฉางเฟิงจึงหันกลับมามองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยังนั่งอยู่บนพื้น

“พวกเจ้ามีเวลาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่ข้าจะเดินทางกลับ หากยังเห็นพวกเจ้าอยู่ตรงนี้ข่มขู่คนอื่นอีก ข้าจะไม่พูดดีด้วยเหมือนวันนี้”

พูดจบเขาก็โยนดาบคืนให้เจ้าของ แล้วเดินจากไปพร้อมไป๋รั่วหลี

ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่นางจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

“เจ้าปล่อยพวกมันไปง่ายเกินไป”

กู้ฉางเฟิงหันมามอง “เจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร?”

“อย่างน้อยก็ควรส่งตัวพวกมันให้ทางการ”

“แล้วหากพวกมันกลับมาทำเรื่องเดิมอีก ข้าค่อยจัดการก็ยังไม่สาย”

“เจ้ามั่นใจว่าพวกมันจะไม่กลับมารังแกชาวบ้านหรือ?”

กู้ฉางเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าไม่อาจรับประกันได้ แต่ข้าไม่คิดว่าการหักแขนหักขาพวกมันจะทำให้คนที่ถูกข่มเหงปลอดภัยตลอดไปเช่นกัน”

ไป๋รั่วหลีหันมามองเขา

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”

“เราต้องรู้ก่อนว่าพวกมันเป็นเพียงกลุ่มอันธพาลที่หาเงินตามใจ หรือมีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง หากเป็นอย่างแรก คำเตือนวันนี้อาจเพียงพอให้พวกมันหยุด แต่หากเป็นอย่างหลัง การไล่ตีคนกลุ่มนี้ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหา”

นางไม่ได้ตอบทันที

คำพูดของเขามีเหตุผล การใช้กำลังจัดการคนที่อยู่ตรงหน้าอาจทำให้ปัญหาสงบลงชั่วคราว แต่ถ้ามีคนอื่นคอยสนับสนุน คนกลุ่มใหม่ก็อาจเข้ามาแทนที่ได้ไม่ยาก

“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ใช้กำลังโดยไม่คิดอะไร” นางกล่าวในที่สุด

กู้ฉางเฟิงยกมือแตะอก “นี่ถือเป็นคำชมใช่หรือไม่?”

“อย่าคิดไปเอง”

“ข้าจะจดจำวันนี้ไว้ วันที่แม่นางไป๋ยอมรับว่าข้าไม่ได้โง่เสียทีเดียว”

“ข้าจะเปลี่ยนคำพูดเดี๋ยวนี้ก็ยังทัน”

“ไม่ทันแล้ว ข้าได้ยินเต็มสองหู”

ไป๋รั่วหลีถอนหายใจแล้วเดินเร็วขึ้น ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้ไล่ให้เขาแยกทางไปไหน

ระหว่างทาง ทั้งสองแวะพักที่ศาลาไม้เก่าใกล้ลำธาร กู้ฉางเฟิงวางสัมภาระลงแล้วหยิบหมั่นโถวที่เหลือออกมาแบ่งให้หญิงสาวหนึ่งลูก

ไป๋รั่วหลีมองอาหารในมือเขา ก่อนถามว่า “เจ้าซื้อมากี่ลูก?”

“สี่ลูก”

“เมื่อเช้าเจ้าเพิ่งกินไปสองลูก”

“ข้าเตรียมเผื่อระหว่างทาง”

“เจ้ากินหมดสี่ลูกได้หรือ?”

“หากมีสุราด้วย ข้ากินได้มากกว่านี้อีก”

นางรับหมั่นโถวมาในที่สุด เพราะไม่ต้องการเสียเวลาฟังเขาอธิบายเรื่องความสามารถในการกินของตนเอง

กู้ฉางเฟิงนั่งลงตรงข้าม เปิดไหสุราแล้วรินใส่ถ้วยเล็ก ๆ ของตนเอง เขาไม่ได้ชวนนางดื่มอีก เพียงยกถ้วยขึ้นจิบขณะมองสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน

ไป๋รั่วหลีกินอาหารเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น

“เจ้าบอกว่ากำลังตามหาเหตุผลที่จะไปทางใต้ ตอนนี้เจอแล้วหรือยัง?”

กู้ฉางเฟิงหันมามองนาง

“เจอแล้ว”

“โจรกลุ่มนั้น?”

“ส่วนหนึ่ง”

“แล้วอีกส่วนหนึ่งเล่า?”

เขายิ้มอย่างเปิดเผย

“ข้าอยากรู้ว่าแม่นางไป๋จะเดินทางไปที่ใด และเหตุใดจึงสนใจเรื่องที่ชาวบ้านถูกเอาเปรียบมากนัก”

มือของไป๋รั่วหลีชะงักเล็กน้อย ก่อนนางจะวางหมั่นโถวลง

“เรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า”

“ข้ารู้”

“เช่นนั้นก็ไม่ต้องถาม”

“ได้ ข้าจะไม่ถามจนกว่าเจ้าจะอยากบอกเอง”

คำตอบที่ง่ายดายเกินคาดทำให้นางเงยหน้าขึ้นมองเขา

กู้ฉางเฟิงยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่แววตากลับไม่ได้ล้อเล่นเหมือนทุกครั้ง

“แม่นางไป๋ ข้าชอบถามเรื่องของคนอื่นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องรู้ทุกอย่าง หากเจ้ามีเหตุผลที่ไม่อยากบอก ข้าก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าพูด”

ไป๋รั่วหลีเงียบไปชั่วขณะ

นางพบคนมามากมายในยุทธภพ บางคนอยากรู้ตัวตนของนางเพราะหวังผลประโยชน์ บางคนอยากรู้ฝีมือของนางเพื่อท้าประลอง และบางคนพยายามเข้ามาใกล้เพียงเพราะต้องการเอาชนะใจสตรีที่ไม่สนใจพวกเขา

แต่กู้ฉางเฟิงกลับทำเหมือนการไม่รู้เรื่องของนางเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

แม้เขาจะชอบตามติดและพูดจาชวนปวดหัว แต่ก็ไม่เคยพยายามเปิดเผยสิ่งที่นางปกปิดด้วยกำลัง

“เจ้าเป็นคนแปลก” นางกล่าวในที่สุด

“ขอบคุณ”

“ข้าไม่ได้ชม”

“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเป็นคำชม ข้าเพียงขอบคุณที่เจ้าสังเกตเห็นความพิเศษของข้า”

ไป๋รั่วหลีวางหมั่นโถวที่เหลือลงแล้วลุกขึ้นทันที

“พักพอแล้ว ไปกันเถอะ”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะพลางเก็บไหสุราและสัมภาระตามหลังนาง

“แม่นางไป๋ เจ้าหนีคำพูดของข้าเก่งจริง ๆ”

“ถ้าเจ้ายังพูดไม่หยุด ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”

“เช่นนั้นข้าคงต้องรีบตามให้ทัน”

ทั้งสองออกจากศาลาไม้แล้วมุ่งหน้าไปทางใต้ต่อ เส้นทางข้างหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากถนนดินกว้างเป็นทางแคบที่ทอดผ่านเนินเขา หมู่บ้านถัดไปอยู่ห่างออกไปอีกหลายลี้ และไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่สะพานจะยอมเลิกรังแกผู้คนจริงหรือไม่

กู้ฉางเฟิงไม่ได้คิดว่าการช่วยคนเพียงสองคนจะทำให้ยุทธภพเปลี่ยนแปลงไปในทันที เขาเพียงทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าควรทำ ส่วนเรื่องที่เหลือค่อยตัดสินใจตามสถานการณ์

สำหรับไป๋รั่วหลี การเดินทางครั้งนี้ก็ยังมีจุดหมายของนางเอง นางไม่ได้คิดจะอยู่ข้างบุรุษเจ้าสำราญตลอดไป และไม่ได้เปลี่ยนใจเพียงเพราะเขาช่วยพ่อค้าระหว่างทาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินผ่านทางลาดที่เต็มไปด้วยก้อนหิน นางกลับชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยเพื่อให้คนที่ถือไหสุราเดินตามมาทัน

กู้ฉางเฟิงสังเกตเห็น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เขาเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเดินเคียงข้างนางต่อไป

บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนัก

เพราะนอกจากเงินรางวัลสามร้อยตำลึงและโจรเถี่ยซานที่รออยู่ทางใต้แล้ว เขายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่อยากทำให้สำเร็จ

นั่นคือการทำให้แม่นางกระบี่เย็นชาผู้นี้ค่อย ๆ ยอมรับว่า การมีเขาเดินทางอยู่ข้าง ๆ อาจไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญที่สุดในชีวิตของนางก็ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป