บทที่ 5 หมู่บ้านกลางสายลม

เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านค้าดังแผ่วเบาเมื่อกู้ฉางเฟิงเดินผ่านตลาดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขาหยุดซื้อขนมแป้งทอดจากแม่ค้า ก่อนหันกลับไปมองสตรีที่เดินอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าอารมณ์ดี

“แม่นางไป๋ เจ้าจะกินหรือไม่?”

ไป๋รั่วหลีเหลือบมองขนมในมือเขา “ไม่”

“แน่ใจหรือ? ขนมร้านนี้ทอดใหม่ ๆ กรอบนอกนุ่มใน ข้ารับรองว่ารสชาติดีมาก”

“ถ้าดี เจ้าก็กินให้หมด”

“ข้ากินไปแล้วสามชิ้น”

“เช่นนั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม”

กู้ฉางเฟิงก้มมองขนมในมือ ก่อนพยักหน้าราวกับได้รับคำแนะนำอันล้ำค่า

“เจ้าพูดมีเหตุผล ข้าควรเก็บท้องไว้กินมื้อเย็น”

“ในที่สุดก็มีสักเรื่องที่เจ้าคิดเป็น”

เขาหัวเราะแล้วห่อขนมเก็บไว้ในสัมภาระอย่างทะนุถนอม ท่าทางจริงจังกับอาหารของเขาทำให้แม่ค้าที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะออกมา

“คุณชายกับแม่นางเป็นคู่สามีภรรยากันหรือเจ้าคะ?”

มือของไป๋รั่วหลีหยุดชะงักทันที

“ไม่ใช่!”

นางตอบเร็วเสียจนแม่ค้าสะดุ้ง ส่วนกู้ฉางเฟิงกลับยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม

“ตอนนี้ยังไม่ใช่ขอรับ”

“กู้ฉางเฟิง!”

“ข้าเพียงพูดความจริง”

“เจ้ากำลังหาเรื่องตาย!”

กู้ฉางเฟิงรีบยกมือป้องกันศีรษะ ทำท่าหวาดกลัวเกินจริงจนแม่ค้าหัวเราะหนักกว่าเดิม

“คุณชายอย่าแกล้งแม่นางนักเลยเจ้าค่ะ ดูท่านางจะโกรธจริงแล้ว”

“ข้าก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่หัวใจของข้ามักไม่เชื่อฟังคำเตือน”

ไป๋รั่วหลีไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำอีก นางหมุนตัวเดินออกจากตลาดทันที โดยไม่สนใจว่าบุรุษด้านหลังจะตามมาหรือไม่

แน่นอนว่ากู้ฉางเฟิงไม่ปล่อยให้โอกาสได้เดินทางร่วมกับนางหลุดมือไปง่าย ๆ เขารีบตามจนทันภายในไม่กี่ก้าว พร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นเคย

“แม่นางไป๋ รอข้าด้วย”

“ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าตาม”

“แต่ข้ากลัวเจ้าหลงทาง”

นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ข้าจำทางได้ดีกว่าเจ้าเสียอีก”

“เรื่องนั้นข้าไม่เถียง แต่เจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้างหน้ามีโรงเตี๊ยมอยู่แห่งหนึ่ง?”

“แล้วอย่างไร?”

“ข้าจำได้ว่ามีอาหารอร่อย”

“นั่นต่างหากคือสิ่งที่เจ้าจำได้”

“แม่นางเข้าใจข้าดีจริง ๆ”

ไป๋รั่วหลีตัดสินใจไม่ตอบ นางเพียงเดินต่อไปตามถนนที่ทอดผ่านเนินเขาและทุ่งนา

หลังจากจัดการพวกเก็บค่าทางที่สะพานเมื่อหลายชั่วยามก่อน ทั้งสองก็ไม่ได้พบเหตุร้ายใดอีก แม้ระหว่างทางจะมีพ่อค้าบางคนเดินสวนมาและมองพวกเขาด้วยความระแวดระวัง แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาขอความช่วยเหลือ

กระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ กู้ฉางเฟิงจึงเสนอให้หาที่พักก่อนเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

ไป๋รั่วหลีเห็นด้วย เพราะเส้นทางช่วงหลังผ่านหมู่บ้านน้อยลงเรื่อย ๆ หากฝืนเดินทางต่อในความมืด อาจเสียเวลามากกว่าเดิม

ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่ชาวบ้านในตลาดแนะนำ

โรงเตี๊ยมแห่งนั้นตั้งอยู่ตรงทางแยกระหว่างถนนสายหลักกับเส้นทางเลียบภูเขา ตัวอาคารสร้างจากไม้สองชั้น ป้ายเหนือประตูเขียนอักษรว่า ‘โรงเตี๊ยมเมฆาคล้อย’ ด้านหน้ามีม้าผูกอยู่หลายตัว ส่วนในลานมีรถม้าจอดเรียงกันจนแทบไม่มีที่ว่าง

กู้ฉางเฟิงยืนมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดูเหมือนคืนนี้เราจะมีเพื่อนร่วมโต๊ะไม่น้อย”

ไป๋รั่วหลีปรายตามองเขา “ข้าหวังว่าเจ้าจะรู้จักนั่งเงียบ ๆ บ้าง”

“หากมีสุราดี ๆ ข้าก็สามารถเงียบได้ถึงครึ่งชั่วยาม”

“ข้าไม่เชื่อ”

“เช่นนั้นคืนนี้เจ้าก็ลองจับเวลาดู”

นางถอนหายใจแล้วก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อน

ภายในเต็มไปด้วยผู้คน โต๊ะเกือบทุกตัวมีคนนั่งอยู่ บางโต๊ะเป็นพ่อค้าที่กำลังรับประทานอาหาร บางโต๊ะเป็นนักเดินทางที่พูดคุยกันเสียงดัง ส่วนมุมหนึ่งมีชายสวมชุดจอมยุทธ์หลายคนนั่งดื่มสุราและเล่นลูกเต๋า

เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกำลังวุ่นอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน เมื่อเห็นลูกค้าใหม่เดินเข้ามา เขาก็รีบส่งยิ้มต้อนรับ

“ยินดีต้อนรับทั้งสองท่าน วันนี้คนมากเป็นพิเศษ ต้องขออภัยหากบริการไม่ทั่วถึง”

กู้ฉางเฟิงวางสัมภาระลงบนโต๊ะใกล้ทางเข้า

“ยังมีห้องพักหรือไม่?”

เถ้าแก่ชะงักเล็กน้อย ก่อนยกมือเกาศีรษะ

“ห้องพักเต็มหมดแล้วขอรับ เหลือเพียงห้องเก็บของชั้นบนที่พอจะจัดที่นอนให้ได้หนึ่งห้อง แต่คงไม่สะดวกนัก”

“ห้องเดียวหรือ?” กู้ฉางเฟิงทวนคำ

ไป๋รั่วหลีหันขวับมามองเขาทันที

“เจ้าอย่าได้คิดอะไรแปลก ๆ”

“ข้ายังไม่ได้พูดสักคำ”

“สีหน้าของเจ้าพูดไปหมดแล้ว”

กู้ฉางเฟิงยกมือแตะแก้มตัวเองอย่างสงสัย

“สีหน้าข้าแสดงความยินดีที่ยังมีที่นอนต่างหาก”

“หากเจ้ากล้าพูดเรื่องนอนร่วมเตียง ข้าจะให้เจ้านอนหน้าประตู”

“แม่นางไป๋วางใจได้ ข้าเป็นสุภาพบุรุษ”

“สุภาพบุรุษที่พูดจาเกี้ยวสตรีทุกสามประโยคน่ะหรือ?”

“ข้าเลือกเกี้ยวเฉพาะสตรีที่น่าสนใจ”

“น่าเสียดายที่เจ้ามีรสนิยมแย่”

เถ้าแก่ยืนมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนตัดสินใจพูดแทรกด้วยรอยยิ้มเก้อเขิน

“หากทั้งสองท่านไม่สะดวกพักห้องเดียวกัน ข้ายังพอจัดที่นอนในห้องโถงชั้นบนให้ได้อีกที่หนึ่ง เพียงแต่คืนนี้อาจมีเสียงรบกวนจากแขกท่านอื่นบ้าง”

“ข้าพักตรงนั้นได้” ไป๋รั่วหลีตอบทันที

กู้ฉางเฟิงหันมามองนาง

“แม่นางไป๋ เจ้าไม่คิดถามข้าก่อนหรือว่าข้ายินดีพักที่ไหน?”

“ไม่จำเป็น เจ้าพักตรงไหนก็ได้”

“หากข้าถูกยุงกัดจนหลับไม่ลงเล่า?”

“ก็จับยุงเอง”

“หากข้าหนาว?”

“ห่มผ้า”

“หากข้าหิวกลางดึก?”

“กินขนมที่เจ้าซื้อมาจนเต็มห่อ”

กู้ฉางเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาเถ้าแก่

“ท่านเห็นหรือไม่ นางดูแลข้าดียิ่งกว่าภรรยาเสียอีก”

ไป๋รั่วหลีขยับมือไปแตะด้ามกระบี่

“กู้ฉางเฟิง!”

“ข้าผิดแล้ว!”

เขารีบยกมือยอมแพ้ เถ้าแก่หัวเราะจนไหล่สั่น ก่อนพาทั้งสองไปยังโต๊ะว่างที่เพิ่งมีคนลุกออกไป

“เชิญนั่งก่อนขอรับ ข้าจะให้คนยกอาหารมาให้ ส่วนเรื่องที่พัก ท่านทั้งสองค่อยตัดสินใจหลังรับประทานอาหารเสร็จก็ได้”

กู้ฉางเฟิงนั่งลงอย่างพอใจแล้วสั่งอาหารหลายอย่าง ทั้งเนื้อเป็ดตุ๋น ผัดผัก เต้าหู้ทอด และสุราหมักหนึ่งกา

ไป๋รั่วหลีมองรายการอาหารที่เขาสั่งแล้วขมวดคิ้ว

“เจ้าจะกินหมดหรือ?”

“แน่นอน”

“หากกินไม่หมดล่ะ?”

“ข้าจะพยายาม”

“เจ้าควรสั่งเท่าที่กินไหว ไม่ใช่สั่งจนเต็มโต๊ะ”

กู้ฉางเฟิงประสานมือคำนับนางอย่างจริงจัง

“คำสอนของแม่นางไป๋ ข้าจะจดจำไว้ในใจ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ยกเลิกอาหารครึ่งหนึ่ง”

“เรื่องนี้ข้าคงต้องขอใช้เวลาทบทวนอีกสักหน่อย”

นางส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด

ระหว่างรออาหาร กู้ฉางเฟิงสังเกตเห็นว่าผู้คนในโรงเตี๊ยมกำลังพูดถึงเส้นทางลงใต้กันหลายโต๊ะ บางคนบ่นว่ารถม้าของตนต้องหยุดเดินทางเพราะถนนช่วงหนึ่งถูกขวาง บางคนเล่าว่ามีคนขายสินค้าจำเป็นในราคาสูงผิดปกติ

เขาจึงเอนตัวเข้าไปถามพ่อค้าสูงวัยที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ

“ท่านลุง ข้าได้ยินว่าช่วงนี้การเดินทางลงใต้ไม่ค่อยสะดวก เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

พ่อค้าสูงวัยวางถ้วยชาลงแล้วมองเขาอย่างระมัดระวัง

“พวกท่านเพิ่งมาจากเมืองหลินอันหรือ?”

“ใช่ขอรับ”

“เช่นนั้นคงยังไม่รู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกว้านซื้อเสบียงตามหมู่บ้านทางใต้ เมื่อของขาดแคลน พวกมันก็เอามาขายในราคาสูงหลายเท่า”

ไป๋รั่วหลีหันมาฟังทันที

“พวกเดียวกับที่เก็บค่าผ่านทางหรือไม่?”

“ข้าไม่แน่ใจ แต่คนที่ทำเช่นนี้มีหลายกลุ่ม บางกลุ่มใช้กำลัง บางกลุ่มไม่ต้องชักกระบี่ เพียงกว้านซื้อของไว้จนหมดแล้วปล่อยให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือก”

กู้ฉางเฟิงเคาะนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ

“แล้วทางการไม่จัดการหรือ?”

“เรื่องนี้พูดยาก พวกพ่อค้าอย่างเราต้องเดินทางผ่านหลายพื้นที่ บางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ขายของแพงเป็นเจ้าของสินค้าเอง หรือมีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง”

พ่อค้าสูงวัยลดเสียงลงอีกเล็กน้อย

“ข้าได้ยินว่าหมู่บ้านชิงเหอที่อยู่ทางใต้กำลังขาดเกลือกับข้าวสาร หากยังไม่มีสินค้าไปถึงในอีกไม่กี่วัน ผู้คนคงลำบากมาก”

ไป๋รั่วหลีถามทันที “หมู่บ้านชิงเหออยู่ไกลจากที่นี่หรือ?”

“หากเดินทางด้วยรถม้า วันเดียวก็ถึง แต่ต้องผ่านทางแยกสามสายและสะพานไม้เก่า”

กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย

สะพานไม้เก่าที่พ่อค้าพูดถึงอาจเป็นแห่งเดียวกับที่พวกเขาเพิ่งผ่านมาช่วงก่อนหน้านี้ หากเป็นเช่นนั้น เรื่องการเก็บค่าผ่านทางกับการขาดแคลนสินค้าก็อาจเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด

แต่พวกเขายังไม่มีหลักฐานมากพอจะสรุปว่ามีคนกลุ่มเดียวกันอยู่เบื้องหลัง

“ขอบคุณท่านลุงที่บอกกล่าว” กู้ฉางเฟิงกล่าว “พวกเราจะระวังตัวให้มากขึ้น”

พ่อค้าสูงวัยพยักหน้า ก่อนหันกลับไปสนทนากับคนร่วมโต๊ะ

ไม่นานนัก อาหารที่สั่งไว้ก็ทยอยถูกนำมาวางเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมของเนื้อเป็ดตุ๋นทำให้กู้ฉางเฟิงลืมเรื่องเส้นทางลงใต้ไปชั่วขณะ เขาคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ชามตัวเอง ก่อนคีบอีกชิ้นใส่ชามของไป๋รั่วหลี

นางมองเนื้อในชามแล้วเงยหน้าขึ้น

“ข้าไม่ได้ขอ”

“ข้าเห็นว่าเจ้ากินน้อย จึงแบ่งให้”

“ข้ากินเองได้”

“ข้ารู้ แต่ข้าอยากแบ่งให้”

คำตอบเรียบง่ายของเขาทำให้นางเงียบไปเล็กน้อย ก่อนคีบเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากโดยไม่กล่าวขอบคุณ

กู้ฉางเฟิงไม่ได้ทวงคำขอบคุณ เขาเพียงยิ้มแล้วหันไปจัดการอาหารตรงหน้าต่อ

ระหว่างรับประทานอาหาร เสียงพูดคุยในโรงเตี๊ยมค่อย ๆ ดังขึ้น มีนักเดินทางกลุ่มหนึ่งเข้ามาจากประตูด้านนอก พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีเทาหม่นและมีอาวุธหลายชนิดติดตัว แต่ละคนดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

ชายคนหนึ่งในกลุ่มเดินตรงไปหาเถ้าแก่แล้วถามถึงห้องพัก เมื่อได้รับคำตอบว่าห้องเต็ม เขาก็วางเงินก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะ

“ข้าต้องการห้องที่เงียบที่สุด ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไรก็ได้”

เถ้าแก่ก้มมองเงินแล้วมีสีหน้าลำบากใจ

“ขออภัยจริง ๆ ข้าไม่มีห้องว่างแล้ว”

“เช่นนั้นก็ไล่คนที่พักอยู่ในห้องเก็บของออกไปเสีย ข้าจะจ่ายเพิ่มให้อีกเท่าตัว”

แขกหลายคนหันมามองทันที

เถ้าแก่ลังเล “แต่คนเหล่านั้นมาถึงก่อน…”

“แล้วอย่างไร? เงินของข้ามากกว่า พวกเขาก็ควรหลีกทางให้”

ชายคนนั้นพูดจบก็หันไปมองรอบโรงเตี๊ยม สายตาหยุดลงที่ไป๋รั่วหลีซึ่งนั่งอยู่ในชุดสีขาวสะอาด ก่อนจะยิ้มอย่างไม่เหมาะสม

“หากมีแม่นางคนงามพักอยู่ด้วย ข้าก็ยิ่งยินดีจ่าย”

กู้ฉางเฟิงวางตะเกียบลงทันที

“ท่านอยากได้ห้องพักก็ถามเรื่องห้องพัก อย่าเอาคนอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ”

ชายคนนั้นหันมามองเขาอย่างไม่พอใจ

“ข้าคุยกับเถ้าแก่ ไม่ได้คุยกับเจ้า”

“แต่เจ้ากำลังพูดถึงสตรีที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับข้า”

“แล้วเจ้าจะทำไม?”

กู้ฉางเฟิงยิ้มบาง ๆ

“ข้าจะเตือนว่าในโรงเตี๊ยมมีที่นั่งมากมาย แต่มีคนที่ควรรู้จักมารยาทอยู่ไม่มากนัก”

เสียงพูดคุยรอบข้างเงียบลงทันที

ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ ก่อนวางมือบนด้ามกระบี่

“เจ้ากำลังหาเรื่องกับข้าหรือ?”

“ข้ากำลังกินข้าวอยู่ต่างหาก หากเจ้าจะหาเรื่องก็ช่วยรอให้ข้ากินเสร็จก่อน ข้ายังไม่อยากให้เนื้อเป็ดที่สั่งมาต้องเย็นชืด”

ไป๋รั่วหลีหลุบตามองชามอาหารของตัวเอง นางไม่รู้ว่าควรชื่นชมความใจเย็นของเขาหรือควรตำหนิที่ยังมีอารมณ์พูดเล่นในสถานการณ์เช่นนี้

ชายคนนั้นหน้าแดงก่ำ เขาชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งหนึ่งแล้วตวาด

“ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

“พอได้แล้ว!”

เสียงเถ้าแก่ดังขึ้นอย่างร้อนรน เขารีบเดินเข้ามาขวางกลางระหว่างทั้งสอง

“ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยม ไม่ใช่ลานประลอง หากพวกท่านมีเรื่องกันก็ขอให้ไปจัดการด้านนอก อย่าทำลายข้าวของของข้าเลย”

ชายคนนั้นสะบัดแขนอย่างหงุดหงิด ก่อนถอยกลับไปหนึ่งก้าว

“ดี ข้าจะเห็นแก่เถ้าแก่ แต่เจ้าจงจำเอาไว้”

กู้ฉางเฟิงยกถ้วยสุราขึ้นจิบ

“ข้าจำเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารอร่อย”

ไป๋รั่วหลีเตะหน้าแข้งเขาใต้โต๊ะเบา ๆ

กู้ฉางเฟิงหันมามองนางด้วยความสงสัย

“อะไรหรือ?”

“กินข้าวไป อย่าพูดมาก”

“ข้ากำลังกินอยู่”

แม้จะไม่พอใจ ชายคนนั้นก็ยอมถอยไปนั่งอีกโต๊ะพร้อมพวกของตน แต่สายตายังคงมองมาทางกู้ฉางเฟิงเป็นระยะ

ไป๋รั่วหลีลดเสียงลง

“เจ้าไม่จำเป็นต้องยั่วโมโหทุกคนที่เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม”

“ข้าไม่ได้ยั่ว ข้าเพียงตอบตามที่เขาพูด”

“คำพูดของเจ้าอาจทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก”

“หากข้าไม่พูด เขาก็อาจคิดว่าตนเองสามารถใช้เงินบังคับให้คนอื่นทำตามใจได้ทุกเรื่อง”

นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ครั้งหน้า หากจะช่วยใคร ก็อย่าทำให้ตัวเองกลายเป็นเป้าหมายโดยไม่จำเป็น”

กู้ฉางเฟิงชะงักเล็กน้อย

นี่เป็นครั้งแรกที่นางพูดกับเขาในลักษณะคล้ายคำแนะนำ มากกว่าการประชดประชันหรือขับไล่

“ข้าจะจำไว้” เขาตอบ

ไป๋รั่วหลีไม่ได้พูดอะไรต่อ นางเพียงก้มหน้ารับประทานอาหารจนหมดชาม

หลังมื้ออาหาร เถ้าแก่พาพวกเขาขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อดูสถานที่พัก ห้องเก็บของที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ถูกจัดให้พอวางฟูกนอนได้หนึ่งชุด ส่วนพื้นที่ด้านนอกมีเสื่อหลายผืนปูเรียงกันสำหรับแขกที่ไม่มีห้องพัก

ไป๋รั่วหลีเลือกที่นอนตรงมุมใกล้หน้าต่าง เพราะสามารถมองเห็นลานด้านนอกได้ถนัด นางวางสัมภาระลงข้างตัวแล้วตรวจดูทางออกอย่างเคยชิน

กู้ฉางเฟิงมองการกระทำของนาง ก่อนเลือกปูเสื่อห่างออกไปไม่ไกลนัก

“เจ้าจะนอนตรงนั้นหรือ?” นางถาม

“ใช่”

“ไม่กลัวหนาวหรือ?”

“ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากให้ข้าเข้าไปในห้องเก็บของ”

“อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีสมองอยู่บ้าง”

“คำชมอีกแล้วหรือ?”

“ข้าควรปล่อยให้เจ้าไปนอนข้างนอกมากกว่า”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนนั่งลงบนเสื่อของตัวเอง

เมื่อจัดที่พักเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงกลับลงไปด้านล่างเพื่อขอน้ำร้อน ระหว่างเดินผ่านโต๊ะของกลุ่มชายชุดเทา พวกเขาได้ยินบทสนทนาที่ทำให้ต้องชะลอฝีเท้า

“พรุ่งนี้เราต้องรีบไปถึงหมู่บ้านชิงเหอ หากช้าอีกวัน สินค้าของเราคงขายไม่ได้ราคา”

“เจ้าคิดว่าพวกนั้นจะยอมปล่อยให้เราผ่านหรือ?”

“ไม่ยอมก็ต้องยอม เราไม่ได้ขนสินค้าผิดกฎหมายเสียหน่อย”

ชายอีกคนหัวเราะอย่างขมขื่น

“เจ้าพูดง่าย หากพวกมันยึดเกวียนไป เจ้าจะไปเรียกร้องกับใคร?”

กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีเดินผ่านโต๊ะนั้นไปโดยไม่แสดงท่าทีสนใจ แต่ทั้งคู่ต่างจดจำชื่อหมู่บ้านชิงเหอไว้ในใจ

ดูเหมือนสถานการณ์ทางใต้จะซับซ้อนกว่าที่ได้ยินจากชาวบ้าน

เมื่อกลับถึงชั้นบน กู้ฉางเฟิงหยิบไหสุราขึ้นมาวางข้างเสื่อ ก่อนจะนอนหงายมองเพดานไม้เก่า

“แม่นางไป๋ ข้าคิดว่าพรุ่งนี้เราควรแวะหมู่บ้านชิงเหอ”

“เพราะเรื่องสินค้าแพงหรือ?”

“เพราะข้าอยากรู้ว่าชาวบ้านที่นั่นกำลังลำบากเพียงใด หากช่วยอะไรได้ก็ควรช่วย”

ไป๋รั่วหลีนั่งพิงผนังอยู่ไม่ไกล นางกำลังเช็ดกระบี่ด้วยผ้าสะอาด เมื่อได้ยินคำตอบจึงหยุดมือเล็กน้อย

“เจ้าคิดจะรับงานจับโจรเถี่ยซานด้วยหรือไม่?”

“หากเส้นทางที่พวกมันใช้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้าก็คงต้องจัดการ”

“อย่ารับปากอะไรเกินกำลัง”

“ข้ารู้”

นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เจ้ารู้จริงหรือ?”

กู้ฉางเฟิงลุกขึ้นนั่ง สีหน้าครั้งนี้จริงจังกว่าปกติ

“แม่นางไป๋ ข้าอาจชอบดื่มสุรา ชอบพูดเล่น และชอบทำให้เจ้ารำคาญ แต่ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองไร้เทียมทาน หากเรื่องใดเกินกำลัง ข้าก็จะหาทางรับมือ ไม่ใช่พุ่งเข้าไปให้คนอื่นช่วยเก็บศพ”

ไป๋รั่วหลีสบตาเขา ก่อนจะก้มลงเช็ดกระบี่ต่อ

“จำคำพูดของเจ้าไว้ก็แล้วกัน”

“แน่นอน”

“แล้วก็อย่าดื่มสุราจนเมา หากเกิดเรื่องขึ้นกลางดึก ข้าไม่ช่วยแบกเจ้า”

กู้ฉางเฟิงยกไหสุราขึ้นมอง ก่อนวางกลับลงที่เดิม

“คืนนี้ข้าจะดื่มเพียงถ้วยเดียว”

“ข้าไม่เชื่อ”

“เช่นนั้นข้าจะไม่ดื่มเลย”

ไป๋รั่วหลีเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ นางไม่คิดว่าคนที่เห็นสุราเป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกอย่างจะยอมวางไหลงง่ายดายเช่นนี้

กู้ฉางเฟิงยิ้มให้

“พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า ข้าไม่อยากทำให้คนร่วมทางลำบาก”

นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระบี่เข้าฝัก

“นอนได้แล้ว”

“รับทราบ แม่นางไป๋”

เขาล้มตัวลงบนเสื่ออย่างว่าง่าย คราวนี้ไม่มีคำพูดหยอกล้อต่ออีก

ไป๋รั่วหลีหันไปมองนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทแล้ว แสงจากโคมในลานส่องให้เห็นเงาของผู้คนที่เดินผ่านเป็นครั้งคราว นางยังคงไม่ไว้ใจชายแปลกหน้าที่เดินทางร่วมกันคนนี้ทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงบุรุษเจ้าสำราญที่เอาแต่พูดจาไร้สาระอย่างที่เห็นในตอนแรก

อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเมื่อใดควรหยุดล้อเล่น

และรู้ว่าไม่ควรบังคับให้นางเปิดเผยสิ่งที่ไม่ต้องการพูด

ความคิดนั้นทำให้นางเผลอมองไปทางเสื่อของเขาอีกครั้ง

กู้ฉางเฟิงหลับตาแล้ว แต่ไหสุราที่วางอยู่ข้างตัวกลับถูกเขาขยับไปไว้ไกลมือ ราวกับตั้งใจเตือนตัวเองว่าจะไม่แตะมันในคืนนี้

ไป๋รั่วหลีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอนตัวลงพักผ่อน

นางยังไม่คิดว่าตนเองกับกู้ฉางเฟิงเป็นสหาย และยิ่งไม่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ววัน

แต่เมื่อเดินทางมาถึงทางใต้แล้ว เรื่องราวที่รออยู่ข้างหน้าคงไม่ใช่เพียงการตามจับโจรกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ชาวบ้านกำลังขาดแคลนสินค้า พ่อค้ากำลังหวาดกลัว และคนบางกลุ่มกำลังใช้ความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นช่องทางหาผลประโยชน์

หากพวกเขาต้องการเดินทางต่ออย่างสงบ ก็คงต้องหาคำตอบให้ได้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร

ส่วนกู้ฉางเฟิงนั้น แม้จะบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้จะเริ่มจัดการเรื่องของทางใต้ แต่ลึกลงไปในใจ เขาก็ยังมีความคิดอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ยอมจางหาย

เขาอยากเห็นไป๋รั่วหลีหัวเราะอย่างเต็มใจสักครั้ง

ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเขา ไม่ใช่รอยยิ้มเย็นชาที่ใช้ขับไล่เขา และไม่ใช่สีหน้ารำคาญที่เขาเห็นจนคุ้นตา

หากเป็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะนางมีความสุขจริง ๆ

กู้ฉางเฟิงลืมตาขึ้นมองเพดาน ก่อนยกมือกุมอกอย่างเงียบ ๆ

ศึกกับโจรเถี่ยซานอาจต้องใช้กระบี่

แต่ศึกกับหัวใจของไป๋รั่วหลี ดูท่าว่าจะต้องใช้ความอดทนมากกว่านั้นหลายเท่า

และเขาก็ยังไม่คิดยอมแพ้ในเร็ว ๆ นี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป