บทที่ 6 รอยเท้าบนทางดิน
กู้ฉางเฟิงตื่นขึ้นมาเพราะมีบางอย่างตกลงมากระแทกหน้าผาก
เขาลืมตาพรวด มือคว้าสิ่งที่กลิ้งอยู่บนเสื่อได้ทันก่อนมันจะตกลงพื้น เมื่อยกขึ้นมาดูจึงพบว่าเป็นลูกเกาลัดคั่วเม็ดหนึ่ง
ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองสตรีที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่ข้างหน้าต่าง
“แม่นางไป๋ เจ้าคิดจะปลุกข้าด้วยวิธีนี้หรือ?”
ไป๋รั่วหลีไม่หันกลับมา “หากข้าอยากปลุกเจ้า ข้าคงใช้ฝักกระบี่แล้ว”
“เช่นนั้นข้าควรขอบคุณลูกเกาลัดเม็ดนี้สินะ”
“เจ้าไม่ต้องขอบคุณ ข้าแค่เห็นมันตกอยู่บนพื้น จึงโยนไปทางเจ้า”
กู้ฉางเฟิงพลิกเกาลัดในมือ ก่อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคนแรกที่มอบอาหารให้ข้าในวันนี้”
“เจ้ากินอาหารของตัวเองหมดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วต่างหาก”
“แม่นางไป๋ช่างรู้ใจข้าเสียจริง”
นางหันมามองเขาอย่างเย็นชา “หากยังไม่ลุก ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”
กู้ฉางเฟิงรีบลุกขึ้นนั่งทันที
“ข้าตื่นแล้ว!”
ไป๋รั่วหลีส่ายหน้าแล้วสะพายห่อผ้าขึ้นบ่า นางลงไปชั้นล่างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เพราะตั้งใจจะออกเดินทางไปหมู่บ้านชิงเหอให้เร็วที่สุด หลังจากได้ยินเรื่องการขาดแคลนสินค้าเมื่อคืน นางก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ในโรงเตี๊ยมนานกว่านี้
กู้ฉางเฟิงใช้เวลาไม่นานในการจัดสัมภาระ เขาพับเสื่อให้เรียบร้อย ตรวจดูฝักกระบี่ที่เอว และหยิบหมั่นโถวสองลูกใส่ถุงผ้า ก่อนเดินตามนางลงไป
เมื่อทั้งคู่มาถึงลานด้านล่าง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกำลังยกถังน้ำไปวางหลังครัว ส่วนคนดูแลม้ากำลังให้อาหารม้าอยู่ข้างรั้ว
“เถ้าแก่” กู้ฉางเฟิงเรียก “มีอาหารอะไรที่ซื้อไปกินระหว่างทางได้บ้าง?”
เถ้าแก่หันมายิ้มให้ “มีหมั่นโถวกับแป้งทอดขอรับ หากท่านต้องการเนื้อแห้งก็ต้องรอสักครู่”
“หมั่นโถวก็ได้ ข้าต้องการสี่ลูก”
ไป๋รั่วหลีหันขวับมาทันที
“สี่ลูกอีกแล้ว?”
“คราวนี้ข้าซื้อเผื่อเจ้า”
“ข้าไม่ได้บอกว่าต้องการ”
“ข้ารู้ แต่การเตรียมอาหารเผื่อคนร่วมทางเป็นเรื่องสมควร”
นางมองเขาอย่างพิจารณา ก่อนตอบสั้น ๆ “ซื้อมาแค่สองลูกก็พอ”
กู้ฉางเฟิงยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าซื้อสี่ลูก แล้วให้เจ้าสองลูก”
“เจ้าฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือ?”
“เข้าใจ แต่บางครั้งข้าก็เลือกทำตามใจตัวเอง”
“ข้าจะจำคำพูดนี้ไว้”
“ข้าหวังว่าเจ้าจะจดจำแต่เรื่องดี ๆ ของข้า”
ไป๋รั่วหลีหมุนตัวเดินออกไปทันที ส่วนกู้ฉางเฟิงยังยืนหัวเราะกับเถ้าแก่จนได้หมั่นโถวครบตามจำนวนที่ต้องการ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็ออกจากโรงเตี๊ยมและมุ่งหน้าลงใต้ ถนนสายหลักทอดผ่านเนินเขาเตี้ย ๆ ก่อนแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งมุ่งไปยังเมืองเล็กอีกแห่ง ส่วนอีกทางเลียบป่าไปยังหมู่บ้านชิงเหอ
ไป๋รั่วหลีเลือกทางเลียบป่าโดยไม่ลังเล
กู้ฉางเฟิงเดินตามหลังพลางมองแผนที่กระดาษที่ซื้อไว้เมื่อคืน
“หากเราเดินทางตามเส้นนี้ อีกประมาณครึ่งวันก็น่าจะถึงหมู่บ้านชิงเหอ”
“หากไม่มีอะไรขวางทาง”
“แม่นางพูดเหมือนกำลังคาดหวังว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้น”
“ข้าเพียงไม่ประมาท”
“ดีเลย เช่นนั้นหากเกิดเรื่องขึ้น เจ้าก็ช่วยจัดการ ส่วนข้าจะคอยดูแลสัมภาระ”
ไป๋รั่วหลีหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเขา
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนรับใช้ของเจ้าหรือ?”
“ไม่ใช่ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือที่เก่งกว่าข้าในบางเรื่อง”
“บางเรื่อง?”
“เช่น การทำให้คนอื่นเงียบด้วยสายตา”
นางยกมือขึ้นแตะด้ามกระบี่
“ข้าสามารถทำให้เจ้าพูดไม่ได้ตลอดชีวิตได้เช่นกัน”
กู้ฉางเฟิงยิ้มรับคำขู่ ก่อนเร่งฝีเท้าเดินขึ้นมาอยู่ข้างนาง
“ข้าเชื่อแล้ว ข้าจะไม่พูดเรื่องนั้นอีก”
ทั้งสองเดินผ่านป่าที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบอยู่สองข้างทาง แสงจากท้องฟ้าส่องลอดใบไม้ลงมาเป็นหย่อม ๆ พื้นดินชื้นจากฝนเมื่อคืน ทำให้บางช่วงของทางเดินลื่นจนต้องระวังฝีเท้า
เดินไปได้ไม่นาน พวกเขาก็พบเกวียนคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง ล้อด้านหลังจมลงในร่องดินลึก ม้าสองตัวที่เทียมเกวียนอยู่มีท่าทางกระสับกระส่าย ส่วนคนขับยืนกุมศีรษะอยู่ข้างรถด้วยสีหน้ากังวล
เมื่อเห็นคนเดินทางเข้ามา เขาก็รีบโบกมือเรียก
“จอมยุทธ์ทั้งสองท่าน ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่?”
กู้ฉางเฟิงเดินเข้าไปหา “เกิดอะไรขึ้น?”
“ล้อเกวียนติดอยู่ในร่องดิน ข้าพยายามดันอยู่หลายครั้งแล้ว แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เอาไม่ขึ้น หากปล่อยไว้นานกว่านี้ ข้าคงเดินทางไม่ทันกำหนด”
ไป๋รั่วหลีเดินวนตรวจดูเกวียน ก่อนสังเกตเห็นว่าล้อด้านหนึ่งเอียงผิดปกติ
“ล้อไม่ได้ติดเพียงอย่างเดียว แกนไม้ด้านในเหมือนจะร้าวด้วย”
คนขับชะงัก “เป็นไปไม่ได้ ข้าเพิ่งตรวจดูเมื่อวาน”
กู้ฉางเฟิงย่อตัวลงตรวจสอบ ก่อนใช้นิ้วแตะรอยแตกตรงแกนล้อ
“ร้าวจริง และดูเหมือนเพิ่งเกิดไม่นาน หากฝืนดันขึ้นมา ล้ออาจหักกลางทางได้”
คนขับหน้าซีด “แล้วข้าควรทำอย่างไร? สินค้าพวกนี้ต้องส่งไปยังหมู่บ้านชิงเหอ หากข้าไปไม่ทัน…”
เขาหยุดพูดไปเอง สีหน้ากังวลยิ่งกว่าเดิม
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองผ้าใบที่คลุมสินค้าบนเกวียน “ในเกวียนบรรทุกอะไร?”
“เกลือกับเครื่องมือทำไร่ขอรับ ข้ารับสินค้ามาจากพ่อค้าในเมือง ตั้งใจจะนำไปส่งให้ร้านค้าหลายแห่งในหมู่บ้านชิงเหอ”
กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีสบตากัน เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาได้ยินเมื่อคืน แต่ยังไม่มีเหตุผลให้กล่าวหาคนขับเกวียน
“ท่านชื่ออะไร?” กู้ฉางเฟิงถาม
“ข้าชื่อหลัวจิ้ง เป็นคนรับจ้างขนส่งสินค้า”
“หลัวจิ้ง ท่านมีเครื่องมือซ่อมล้อหรือไม่?”
“มีเพียงเชือกกับลิ่มไม้ขอรับ”
กู้ฉางเฟิงยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยเรายังพอมีวิธี”
เขาหันไปหาไป๋รั่วหลี “แม่นางไป๋ ช่วยยกท้ายเกวียนให้สูงขึ้นเล็กน้อยได้หรือไม่? ข้าจะเอาลิ่มไม้รองล้อไว้ก่อน”
นางเลิกคิ้ว “เจ้าสั่งข้าหรือ?”
“ข้ากำลังขอความช่วยเหลือ”
“น้ำเสียงของเจ้าไม่เหมือนคนกำลังขอ”
“เช่นนั้นข้าขอใหม่” กู้ฉางเฟิงประสานมือคำนับอย่างจริงจัง “ขอแม่นางไป๋ผู้มีฝีมือสูงส่ง ช่วยยกเกวียนที่หนักอึ้งนี้ให้ข้าสักครา”
ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปยังท้ายเกวียน
“หากข้าทำให้เกวียนพัง เจ้าต้องรับผิดชอบ”
“ข้ายินดีรับผิดชอบ”
“รวมถึงค่าสินค้าด้วยหรือ?”
“เรื่องนั้นข้าขอคิดอีกที”
นางหันขวับมามองจนเขารีบยกมือยอมแพ้
“ล้อเล่น ข้ารับผิดชอบเอง”
เมื่อทุกอย่างพร้อม ไป๋รั่วหลีก็วางมือทั้งสองข้างตรงท้ายเกวียนแล้วออกแรงยกขึ้นเล็กน้อย กู้ฉางเฟิงรีบสอดลิ่มไม้เข้าใต้ล้อ จากนั้นทั้งคู่ช่วยกันขยับเกวียนออกจากร่องดินอย่างระมัดระวัง
หลัวจิ้งมองพวกเขาด้วยความโล่งใจ แต่เมื่อเห็นแกนล้อที่ร้าว เขาก็กลับมามีสีหน้าหนักใจอีกครั้ง
“ถึงจะเอาขึ้นมาได้ แต่หากล้อหักระหว่างทางก็อาจเกิดอันตราย”
กู้ฉางเฟิงหยิบเชือกจากสัมภาระของตนออกมา ตรวจดูความยาวแล้วเดินไปผูกยึดส่วนที่แตกร้าวไว้ชั่วคราว
“วิธีนี้ช่วยพยุงล้อได้ระยะหนึ่ง แต่ท่านต้องขับช้า ๆ และห้ามบรรทุกของเพิ่ม”
หลัวจิ้งพยักหน้าหลายครั้ง “ขอบคุณมาก ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี”
“ไม่ต้องตอบแทน เพียงระวังอย่าให้ล้อพังกลางทางก็พอ”
ไป๋รั่วหลีมองการซ่อมชั่วคราวนั้นแล้วถามขึ้น
“ท่านบอกว่าสินค้าต้องส่งให้หมู่บ้านชิงเหอวันนี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ หากล่าช้า ร้านค้าหลายแห่งคงไม่มีเกลือไปขาย”
“เหตุใดจึงรีบร้อนขนาดนั้น?”
หลัวจิ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง
“เพราะช่วงนี้หาซื้อเกลือได้ยาก พ่อค้าหลายรายไม่ยอมขายสินค้าให้คนที่ไม่รู้จัก บางคนเรียกราคาแพงกว่าปกติหลายเท่า นายจ้างของข้าจึงพยายามส่งเกลือชุดนี้ไปให้ทันก่อนที่ราคาจะสูงขึ้นอีก”
กู้ฉางเฟิงขมวดคิ้ว
“ใครเป็นคนกว้านซื้อเกลือ?”
“ข้าไม่ทราบแน่ชัด ได้ยินเพียงว่ามีคนซื้อเกลือจากหลายตลาดจนเกือบหมด แล้วเก็บสินค้าไว้ในโกดังส่วนตัว เมื่อชาวบ้านต้องการซื้อจึงค่อยนำออกมาขาย”
“แล้วคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน?”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ขอรับ ข้าเป็นเพียงคนขับเกวียน ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการซื้อขาย”
ไป๋รั่วหลีไม่ได้ซักถามต่อ นางรู้ดีว่าการกดดันคนที่ไม่มีข้อมูลไม่ได้ทำให้ได้คำตอบมากขึ้น
“ท่านเดินทางต่อไปได้หรือไม่?” นางถาม
หลัวจิ้งลองขยับล้ออย่างระมัดระวัง ก่อนพยักหน้า
“หากไม่เร่งม้ามากเกินไป ก็น่าจะไปถึงหมู่บ้านชิงเหอได้ก่อนค่ำ”
“เช่นนั้นพวกเราจะเดินทางไปทางเดียวกัน” กู้ฉางเฟิงกล่าว “หากระหว่างทางล้อมีปัญหาอีกก็เรียกได้”
หลัวจิ้งรีบประสานมือขอบคุณ
หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง ทั้งสามจึงออกเดินทางต่อ เกวียนเคลื่อนที่ช้ากว่าปกติ ส่วนกู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีเดินอยู่ข้างทาง คอยสังเกตพื้นดินและช่วยหลัวจิ้งหลีกเลี่ยงหลุมลึก
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ทางเดินก็แคบลงจนรถเกวียนต้องแล่นชิดด้านหนึ่งของถนน ต้นไม้ใหญ่ทอดกิ่งก้านปกคลุมทางเดิน ทำให้บริเวณนั้นมืดกว่าช่วงก่อนหน้า
หลัวจิ้งดึงบังเหียนให้ม้าชะลอฝีเท้า
“ช่วงนี้พื้นถนนไม่ค่อยดี ข้าขอให้พวกท่านเดินนำไปก่อน หากเกวียนติดอีกจะได้ไม่เสียเวลาท่านทั้งสอง”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าแล้วเดินไปข้างหน้า แต่ยังไม่ทันพ้นโค้ง เขาก็หยุดกะทันหัน
บนพื้นมีรอยล้อเกวียนหลายชุดตัดผ่านกัน บางรอยลึกจนเห็นดินชั้นล่าง ข้างทางยังมีกิ่งไม้สดหักวางขวางอยู่สองสามกิ่ง คล้ายเพิ่งมีใครลากสิ่งของขนาดใหญ่ผ่านไปไม่นาน
ไป๋รั่วหลีเดินมาหยุดข้างเขา ก้มลงตรวจดูรอยล้อ
“มีเกวียนผ่านไปหลายคัน แต่รอยบางส่วนย้อนกลับไปทางเดิม”
“อาจมีคนขนสินค้าผ่านเส้นทางนี้แล้วเปลี่ยนใจกลับไป”
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่มีรอยล้อจากทางแยกอีกด้าน?”
กู้ฉางเฟิงย่อตัวลงมองอย่างละเอียด ก่อนหยิบกิ่งไม้ที่ขวางถนนขึ้นมา
“กิ่งไม้นี้ยังสดอยู่ มีคนตั้งใจนำมาวาง ไม่ใช่หักเองตามธรรมชาติ”
ไป๋รั่วหลีมองแนวป่าทั้งสองข้างทาง “มีคนต้องการขวางทางหรือ?”
“อาจเป็นไปได้ แต่เรายังไม่รู้ว่าเป็นใคร”
เขาหันไปบอกหลัวจิ้งให้หยุดเกวียนไว้ในบริเวณที่มองเห็นได้ชัด ก่อนเดินสำรวจรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีเลือดบนพื้น และไม่มีสิ่งของตกหล่นให้เห็น มีเพียงรอยเท้าหลายคู่ที่เดินออกจากถนนไปทางป่า บางรอยลึกกว่าปกติราวกับคนเหล่านั้นกำลังแบกของหนัก
กู้ฉางเฟิงยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาไป๋รั่วหลี
“ข้าคิดว่ามีคนใช้เส้นทางนี้ขนของออกจากถนนหลัก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“รอยเท้าเหล่านี้เดินออกไปทางเดียวกัน และไม่มีรอยกลับมา หากพวกเขาเพียงแค่พักระหว่างทาง ก็น่าจะมีรอยเดินย้อนกลับบ้าง”
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นสินค้าอะไร?”
“ข้าไม่รู้ แต่จากความลึกของรอยเท้า คนเหล่านั้นคงไม่ได้เดินตัวเปล่า”
ไป๋รั่วหลีมองเข้าไปในแนวไม้ นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ แต่ก็ไม่คิดว่าควรปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ตรวจสอบ
“เราควรตามเข้าไปดูหรือไม่?”
กู้ฉางเฟิงหันมามองนางอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
“ข้านึกว่าเจ้าจะบอกให้เดินทางต่อเสียอีก”
“ข้าไม่ชอบปล่อยให้มีคนขวางทางโดยไม่มีเหตุผล”
“เช่นนั้นเราก็คิดเหมือนกัน”
เขาหันไปกำชับหลัวจิ้งให้รออยู่กับเกวียน หากมีใครเข้ามาใกล้ก็ให้ส่งสัญญาณเรียก ทั้งสองจึงเดินตามรอยเท้าเข้าไปในป่า
เส้นทางในป่าไม่ได้ลึกมากนัก เดินเข้าไปเพียงไม่กี่สิบก้าวก็พบพื้นที่โล่งขนาดเล็ก มีเพิงไม้เก่าตั้งอยู่หลังหนึ่ง หลังเพิงมีผ้าใบคลุมกองสิ่งของหลายกอง และมีชายสองคนกำลังช่วยกันยกห่อผ้าลงจากเกวียนขนาดเล็ก
ไป๋รั่วหลีหยุดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
กู้ฉางเฟิงมองตามช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ก่อนขมวดคิ้ว
สิ่งของที่ถูกขนลงจากเกวียนมีทั้งถุงข้าวสาร กระสอบเกลือ และเครื่องมือทำไร่หลายชิ้น บางส่วนยังมีป้ายร้านค้าติดอยู่ครบถ้วน
“สินค้าเหล่านี้ดูเหมือนถูกขนมาจากตลาด” เขากระซิบ
ไป๋รั่วหลีพยักหน้า “เราไม่ควรลงมือโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ”
ขณะทั้งสองกำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อ ชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากเพิงไม้ เขาสวมเสื้อผ้าสีเทาและถือบัญชีเล่มเล็กไว้ในมือ
“ขนให้เสร็จก่อนเที่ยง อย่าให้เหลือของไว้บนเกวียนมากนัก หากมีใครถามก็บอกว่าเราเป็นคนรับซื้อสินค้ามาเก็บไว้เอง”
ชายที่กำลังยกกระสอบหยุดมือ
“แต่สินค้าบางส่วนมีตราร้านค้าติดอยู่ หากเจ้าของตามมาเจอจะทำอย่างไร?”
ชายถือบัญชีแค่นหัวเราะ
“พวกมันไม่มีทางรู้หรอกว่าสินค้าถูกเก็บไว้ที่ไหน อีกอย่าง หากพ่อค้าคนใดกล้าตามมาถึงนี่ ก็แค่บอกว่าซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
ไป๋รั่วหลีขมวดคิ้วทันที
คำพูดนั้นฟังดูไม่เหมือนการซื้อขายตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อสินค้าเหล่านี้ถูกขนออกจากถนนอย่างลับ ๆ
กู้ฉางเฟิงกำลังจะก้าวออกไปถาม แต่ไป๋รั่วหลีกลับยื่นมือมาขวางไว้ก่อน
นางส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อบอกให้รอ
ชายถือบัญชีเดินตรวจดูสิ่งของทีละกอง ก่อนหยุดอยู่หน้ากระสอบเกลือ
“เกลือพวกนี้ให้แยกไว้ต่างหาก อย่าเพิ่งนำไปขาย รอให้ราคาขึ้นอีกหน่อยค่อยปล่อยออกไป หากตอนนี้รีบขายก็ได้กำไรไม่มากพอ”
“แล้วชาวบ้านที่มาซื้อเล่า?” ลูกน้องถาม “เมื่อวานมีคนจากหมู่บ้านชิงเหอมาขอซื้อเกลือ แต่พวกเราปฏิเสธไปแล้ว”
“ก็ปฏิเสธต่อไปสิ หากพวกมันอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายตามราคาที่เรากำหนด”
กู้ฉางเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหมู่บ้านชิงเหอจึงขาดแคลนสินค้า หากคนกลุ่มนี้ตั้งใจซื้อของจากตลาดแล้วกักตุนไว้เพื่อขึ้นราคา คนที่เดือดร้อนย่อมเป็นชาวบ้านที่ไม่มีเงินมากพอจะซื้อในราคาที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกักตุนสินค้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความผิดเสมอไป สิ่งที่น่าสงสัยคือการขนย้ายอย่างลับ ๆ และการปฏิเสธขายสินค้าในช่วงที่ชาวบ้านกำลังขาดแคลน
เขาต้องการรู้ให้ชัดว่าคนเหล่านี้ซื้อสินค้ามาเองจริงหรือไม่
แต่ก่อนจะได้คิดต่อ เสียงกิ่งไม้หักก็ดังขึ้นใต้เท้าของชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้บริเวณต้นไม้ที่ทั้งคู่ซ่อนอยู่
“ใครอยู่ตรงนั้น?”
ชายคนนั้นหันขวับแล้วคว้ากระบองขึ้นมา
กู้ฉางเฟิงหลับตาครู่หนึ่งอย่างจนใจ
ไป๋รั่วหลีหันมามองเขาด้วยสายตาตำหนิ แม้จะรู้ดีว่าครั้งนี้เขาไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดเสียงก็ตาม
ชายถือบัญชีรีบปิดสมุดในมือแล้วตะโกนสั่งลูกน้อง
“ไปดูให้แน่ใจ อย่าให้ใครหนีไปได้!”
ชายสามคนวิ่งเข้ามาพร้อมอาวุธ พวกเขาแหวกพุ่มไม้และเดินตรงมายังต้นไม้ใหญ่ที่กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลียืนอยู่
เมื่อไม่มีทางหลบต่อ ทั้งสองจึงก้าวออกไปพร้อมกัน
กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นทักทายอย่างสบายอารมณ์
“ขออภัยที่รบกวน พวกเราเดินหลงเข้ามาในป่า”
ชายถือกระบองหัวเราะเยาะ “เดินหลงหรือ? พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร?”
“หากท่านเป็นเด็กสามขวบจริง ข้าคงต้องขอโทษที่พูดจาไม่เหมาะสม”
ไป๋รั่วหลีหลับตาลงชั่วครู่ นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมบุรุษผู้นี้ถึงมีคนอยากตีอยู่เสมอ
ชายถือกระบองยกอาวุธขึ้น
“จับพวกมันไว้!”
คนทั้งสามพุ่งเข้ามาพร้อมกัน กู้ฉางเฟิงก้าวไปด้านหน้าเพื่อรับมือคนสองคน ส่วนไป๋รั่วหลีขยับหลบไปด้านข้างและใช้ฝักกระบี่กระแทกข้อมือของคนที่สามจนกระบองหลุดจากมือ
ชายคนนั้นพยายามคว้าตัวนาง แต่กลับถูกนางบิดแขนแล้วกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง กู้ฉางเฟิงหลบหมัดของชายคนแรก ก่อนใช้ฝ่ามือผลักไหล่อีกฝ่ายให้เสียหลัก จากนั้นหมุนตัวเตะข้อเท้าคนที่สองจนล้มลงไปกองกับพื้น
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว แต่เสียงอึกทึกทำให้คนในเพิงไม้แตกตื่น ชายถือบัญชีรีบเก็บสมุดใส่เสื้อแล้ววิ่งไปยังเกวียนด้านหลัง
ไป๋รั่วหลีเห็นเข้าก็พุ่งตามทันที
“หยุด!”
ชายคนนั้นไม่ฟัง เขากระโดดขึ้นเกวียนและคว้าบังเหียนหมายจะหนี แต่ยังไม่ทันกระตุ้นม้า กู้ฉางเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นข้างล้อเกวียน
“ท่านจะรีบไปไหน? พวกเรายังไม่ได้คุยกันเลย”
ชายถือบัญชีกัดฟันแล้วชักมีดสั้นออกมาแทงใส่เขา กู้ฉางเฟิงเอียงตัวหลบ ก่อนจับข้อมืออีกฝ่ายแล้วบิดเพียงเล็กน้อย มีดจึงหลุดจากมือ
เขาใช้มืออีกข้างจับแขนเสื้อชายคนนั้นไว้ ไม่ให้กระโดดหนีลงจากเกวียน
“ใจเย็น ๆ เราเพียงอยากถามเรื่องสินค้า ไม่ได้คิดจะขโมยเกวียนของท่านเสียหน่อย”
“ปล่อยข้า!”
“ได้สิ หากท่านยอมลงมาคุยกันดี ๆ”
ชายคนนั้นพยายามสะบัดแขน แต่ไม่อาจหลุดจากการจับของกู้ฉางเฟิงได้ สุดท้ายจึงยอมลงจากเกวียนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ไป๋รั่วหลีเดินเข้ามาหยุดข้างทั้งสองคน นางมองชายถือบัญชีแล้วถามตรง ๆ
“สินค้าเหล่านี้เป็นของใคร?”
“เป็นสินค้าที่พวกเราซื้อมาอย่างถูกต้อง พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาไต่ถาม?”
“หากซื้อมาอย่างถูกต้อง เหตุใดต้องขนมาเก็บไว้ในป่า?”
ชายคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างแข็งกระด้าง
“เป็นเรื่องของข้า!”
กู้ฉางเฟิงถอนหายใจ
“ท่านตอบคำถามไม่เก่งเอาเสียเลย”
เขาปล่อยมือจากแขนเสื้ออีกฝ่าย แล้วถอยออกมาหนึ่งก้าว
“ข้าจะไม่บังคับให้ท่านสารภาพอะไร แต่หากสินค้าเหล่านี้เป็นของที่ขโมยมา เจ้าคงต้องอธิบายกับเจ้าของตัวจริง และหากเป็นของที่ซื้อมาอย่างถูกต้อง ท่านก็ยิ่งไม่มีเหตุผลต้องกลัว”
ชายถือบัญชีมองเขาอย่างระแวดระวัง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
ไป๋รั่วหลีเดินไปตรวจดูสินค้ากองหนึ่ง นางพบป้ายไม้เล็ก ๆ ติดอยู่บนกระสอบข้าวสาร บนป้ายนั้นมีชื่อร้านค้ากับตราประทับของพ่อค้ารายหนึ่ง
นางยกป้ายให้กู้ฉางเฟิงดู
“ดูเหมือนสินค้าบางส่วนยังมีป้ายของร้านเดิมติดอยู่”
กู้ฉางเฟิงรับป้ายมาพิจารณา ก่อนหันไปหาชายถือบัญชี
“ท่านช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
ชายคนนั้นเม้มปากแน่น สายตากวาดมองลูกน้องที่ยังนอนอยู่บนพื้น ก่อนตัดสินใจพูดเสียงต่ำ
“ข้ารับซื้อสินค้าจากพ่อค้าหลายรายจริง แต่พวกเจ้าจะกล่าวหาว่าขโมยไม่ได้ หากไม่มีหลักฐาน”
“เราไม่ได้กล่าวหา” กู้ฉางเฟิงตอบ “เราเพียงต้องการรู้ว่าท่านซื้อสินค้าพวกนี้มาจากใคร”
“ข้าไม่จำเป็นต้องบอก!”
“เช่นนั้นก็เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่หากเจ้าของสินค้าเดินทางมาตามหา ท่านก็คงต้องตอบคำถามเดียวกัน”
ชายถือบัญชีจ้องเขาอย่างไม่พอใจ ก่อนคว้าสมุดในเสื้อออกมาอย่างจำใจ
“นี่เป็นรายการซื้อขาย พวกเจ้าดูเองก็แล้วกัน!”
เขาโยนสมุดลงบนลังไม้ด้วยท่าทางหงุดหงิด
กู้ฉางเฟิงเปิดดูอย่างระมัดระวัง ภายในมีรายการสินค้าหลายชนิดพร้อมจำนวนเงิน แต่บางหน้ากลับไม่มีชื่อผู้ขาย มีเพียงตัวเลขและเครื่องหมายสั้น ๆ เขียนกำกับไว้
ไป๋รั่วหลีขมวดคิ้ว
“รายการเหล่านี้ไม่ครบถ้วน”
“นั่นเป็นเรื่องของคนทำบัญชี!” ชายคนนั้นสวนทันที
กู้ฉางเฟิงปิดสมุดแล้วส่งคืนให้
“ข้าไม่ใช่พ่อค้า จึงไม่คิดตัดสินเรื่องการซื้อขายของท่าน แต่ขอเตือนไว้อย่างหนึ่ง หากท่านตั้งใจซื้อสินค้าเพื่อกักตุนแล้วขึ้นราคาในช่วงที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน ท่านอาจได้เงินเพิ่ม แต่คนที่ต้องจ่ายกลับเป็นคนที่ลำบากที่สุด”
ชายถือบัญชีหัวเราะเยาะ
“ยุทธภพไม่ใช่สถานที่สำหรับคนใจดี หากพวกเขาไม่มีเงินซื้อ ก็เป็นปัญหาของพวกเขาเอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเฟิงค่อย ๆ จางลง
“การค้าขายย่อมมีผลกำไร แต่การใช้ความเดือดร้อนของคนอื่นเป็นเครื่องมือหากิน ไม่ได้ทำให้ท่านเป็นคนเก่งกาจขึ้นมา”
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า?”
“ไม่มีสิทธิ์สั่งสอน” กู้ฉางเฟิงตอบอย่างสงบ “แต่ข้ามีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำ”
ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปยังสินค้าในเพิงไม้
“เราควรตรวจสอบว่าสินค้าเหล่านี้มีเจ้าของตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ หากไม่มีหลักฐานชัดเจน ก็ไม่ควรยึดของของใครไปตามใจ”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
เขาให้ชายกลุ่มนั้นรวบรวมสินค้าทั้งหมดไว้ที่เดิม แล้วกำชับไม่ให้ขนย้ายออกไปจนกว่าจะตรวจสอบรายการซื้อขายได้ชัดเจน ส่วนตัวเขากับไป๋รั่วหลีจะกลับไปตามหลัวจิ้งและหาทางติดต่อพ่อค้าในหมู่บ้านชิงเหอ
ชายถือบัญชียังคงมีสีหน้าไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าตนไม่อาจเอาชนะคนทั้งสองได้ จึงยอมให้พวกเขาเดินออกจากป่าไป
ก่อนออกจากบริเวณนั้น ไป๋รั่วหลีหันกลับไปมองกองสินค้าอีกครั้ง
นางไม่ชอบความรู้สึกที่ว่าคนบางกลุ่มกำลังหาประโยชน์จากความเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่ก็รู้ดีว่าการตัดสินใครสักคนต้องอาศัยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัว
กู้ฉางเฟิงเดินอยู่ข้างนาง เงียบกว่าปกติเล็กน้อย
“เจ้าคิดว่าเขาโกหกหรือไม่?” นางถาม
“ข้าคิดว่าเขามีเรื่องที่ไม่อยากบอกเรา แต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนั้นคืออะไร”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ?”
“ไปหมู่บ้านชิงเหอก่อน หาพ่อค้าที่รู้จักสินค้าเหล่านี้ จากนั้นค่อยตัดสินใจ”
ไป๋รั่วหลีพยักหน้า นางเห็นด้วยกับวิธีนี้มากกว่าการใช้กำลังบังคับให้อีกฝ่ายพูด
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงถนน หลัวจิ้งรีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ? ข้าได้ยินเสียงต่อสู้จากในป่า”
กู้ฉางเฟิงเล่าเรื่องที่พบให้ฟังโดยไม่ปิดบัง แต่ไม่ได้กล่าวหาว่าชายกลุ่มนั้นเป็นโจร
หลัวจิ้งฟังแล้วมีสีหน้าหนักใจ
“หากเป็นเรื่องจริง หมู่บ้านชิงเหอคงลำบากกว่าเดิม สินค้าที่พวกเขากักตุนไว้อาจเป็นสาเหตุให้เกลือกับข้าวสารขาดตลาด”
“เรายังต้องตรวจสอบให้แน่ชัด” ไป๋รั่วหลีกล่าว “อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
หลัวจิ้งพยักหน้า ก่อนขึ้นไปตรวจดูเกวียนของตนเองอีกครั้ง
ทั้งสามเดินทางต่อจนกระทั่งถนนเริ่มกว้างขึ้น ป่าไม้ค่อย ๆ บางตา และมีบ้านเรือนปรากฏให้เห็นอยู่ไกล ๆ
กู้ฉางเฟิงยกมือบังแดดแล้วมองไปยังหมู่บ้านที่อยู่เบื้องหน้า
“ดูเหมือนเราจะถึงหมู่บ้านชิงเหอก่อนค่ำแล้ว”
ไป๋รั่วหลีมองไปทางเดียวกัน
“หวังว่าชาวบ้านจะยังมีอาหารเหลืออยู่บ้าง”
“หากไม่มี เราก็คงต้องช่วยหาทางแก้ปัญหา”
“เจ้าอย่าเพิ่งรับปากอะไรอีก”
“ข้ายังไม่ได้รับปาก”
“สีหน้าของเจ้ารับปากไปแล้ว”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นหมั่นโถวให้หลัวจิ้งหนึ่งลูก
“ท่านกินรองท้องก่อนเถิด เดินทางมานานแล้วคงหิว”
หลัวจิ้งรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองห่ออาหารที่เหลืออยู่ในมือกู้ฉางเฟิง ก่อนถามขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
“เจ้าเหลือให้ตัวเองกี่ลูก?”
“หนึ่งลูก”
“แล้วหากเจ้าหิวล่ะ?”
“ข้าก็ซื้อใหม่ได้”
นางเงียบไปเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองถนนด้านหน้า
การแบ่งอาหารให้คนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่กู้ฉางเฟิงทำโดยไม่ลังเล ทั้งที่เขาเองก็ยังต้องเดินทางอีกไกล
บางทีสิ่งที่นางมองว่าเป็นความเจ้าสำราญของเขา อาจไม่ได้มีเพียงด้านที่น่ารำคาญอย่างที่คิด
แต่ไป๋รั่วหลียังไม่อยากยอมรับเรื่องนั้นออกมาตรง ๆ
“ถ้าเจ้าแบ่งอาหารให้คนอื่นจนตัวเองไม่มีอะไรกิน ข้าจะไม่แบ่งของข้าให้เจ้า”
กู้ฉางเฟิงหันมายิ้มทันที
“แม่นางไป๋ นี่เจ้ากำลังเตือนข้าเพราะเป็นห่วงหรือ?”
“ข้ากำลังเตือนเพราะไม่อยากฟังเจ้าบ่นว่าหิว”
“ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะเหลืออาหารไว้ให้ตัวเองเสมอ”
“ดี”
“แต่หากเจ้าหิว ข้าก็ยังแบ่งให้เจ้าได้”
ไป๋รั่วหลีหันมาจ้องเขา
“กู้ฉางเฟิง!”
“ข้าหยุดแล้ว!”
เขารีบเดินนำหน้าไปสองก้าว ทิ้งเสียงหัวเราะไว้เบื้องหลัง
แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยปัญหาที่ต้องจัดการ แต่กู้ฉางเฟิงกลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เลวร้ายนัก
เขาได้ช่วยคนที่เดือดร้อน ได้พบเบาะแสเกี่ยวกับสินค้าที่หายไปจากตลาด และที่สำคัญที่สุด เขายังได้เดินทางเคียงข้างสตรีที่ทำให้เขาอยากรู้จักมากขึ้นทุกวัน
ส่วนไป๋รั่วหลีนั้น แม้จะยังคงเดินด้วยสีหน้าเย็นชา แต่ครั้งนี้นางไม่ได้เร่งฝีเท้าหนีเขาเหมือนทุกครั้ง
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านชิงเหอ โดยมีเกวียนสินค้าของหลัวจิ้งเคลื่อนตามอยู่ด้านหลัง
เมื่อถึงหมู่บ้าน พวกเขาจะต้องตรวจสอบว่าสินค้าที่ถูกเก็บไว้ในป่าเป็นของใคร และเหตุใดเกลือกับข้าวสารจึงกลายเป็นของหายากในพื้นที่แห่งนี้
คำตอบอาจช่วยให้ชาวบ้านได้รับสินค้าที่จำเป็นกลับคืนมา
หรืออาจทำให้พวกเขาพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่งกักตุนสินค้าเท่านั้น
ไม่ว่าอย่างไร กู้ฉางเฟิงก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะไม่เดินผ่านความเดือดร้อนของผู้คนไปโดยไม่ทำอะไร
และไป๋รั่วหลีก็เริ่มเข้าใจทีละน้อยว่า บุรุษเจ้าสำราญที่ชอบพูดจาชวนให้คนอยากชักกระบี่ใส่ผู้นี้ อาจเป็นคนที่รักษาคำพูดของตนเองมากกว่าที่นางเคยคิด
