บทที่ 7 คำท้าจากคนพาล
หมู่บ้านชิงเหอตั้งอยู่ระหว่างเนินเขาสองลูก มีลำธารสายเล็กไหลผ่านด้านตะวันออก ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา บางครอบครัวปลูกผักขาย บางครอบครัวรับจ้างขนส่งสินค้าให้พ่อค้าที่เดินทางผ่านเส้นทางสายใต้ ชีวิตของพวกเขาไม่ได้ร่ำรวย แต่ตราบใดที่ฟ้าฝนไม่แปรปรวนจนเกินไป อย่างน้อยก็ยังพอมีกินมีใช้
ทว่าวันนี้บรรยากาศในหมู่บ้านกลับต่างจากที่ควรจะเป็น
ร้านขายของชำที่ตั้งอยู่กลางตลาดเปิดประตูไว้เพียงครึ่งบาน เจ้าของร้านนั่งกอดอกอยู่หลังเคาน์เตอร์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ส่วนแผงขายผักสองสามแผงมีลูกค้ายืนต่อแถวกันอยู่ ทั้งที่สินค้าบนแผงเหลือไม่มากนัก
กู้ฉางเฟิงมองภาพตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้านึกว่าคนในหมู่บ้านจะออกมาต้อนรับเกวียนสินค้าเสียอีก ดูท่าพวกเขาจะไม่ค่อยดีใจเท่าไร”
ไป๋รั่วหลีเดินนำหน้าเขาอยู่สองก้าว นางเหลือบมองเกวียนของหลัวจิ้งซึ่งตามมาด้านหลัง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คนที่กำลังเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ย่อมไม่มีเวลามายืนต้อนรับคนแปลกหน้าอย่างเจ้า”
“แม่นางไป๋ เจ้าพูดราวกับข้าเป็นคนไร้ประโยชน์”
“ข้ายังไม่ได้พูดเช่นนั้น”
“แต่สีหน้าของเจ้าพูดไปหมดแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็หัดอ่านสีหน้าให้เก่งกว่านี้ ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูด”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้มีชีวิตชีวามากกว่าการนั่งดื่มสุราอยู่ในโรงเตี๊ยมคนเดียวหลายเท่า
หลัวจิ้งที่บังคับเกวียนตามมาทันพอดีได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ เขากระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยถาม
“คุณชายกู้ แม่นางไป๋ พวกเราจะนำสินค้าไปส่งที่ใดก่อนดีขอรับ”
“ไปถามร้านขายของในตลาดก่อน” ไป๋รั่วหลีตอบ “เราต้องรู้ว่าชาวบ้านขาดแคลนสิ่งใด และสินค้าที่พวกเขาต้องการมีราคาเท่าไร”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย “อีกอย่าง เราควรตรวจสอบด้วยว่าร้านใดเคยสั่งซื้อเกลือจากพ่อค้ารายใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา หากสินค้าที่พบในเพิงไม้เป็นของที่ถูกกักตุนจริง ย่อมต้องมีคนรู้ว่ามันมาจากไหน”
“เจ้าพูดเป็นงานเป็นการได้เหมือนกันนี่”
“แน่นอน ข้าเป็นจอมยุทธ์ที่มีความสามารถรอบด้าน”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเป็นคนมีเสน่ห์รอบด้านไม่ใช่หรือ”
“ความมีเสน่ห์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสามารถเท่านั้น”
ไป๋รั่วหลีถอนหายใจแล้วเดินต่อ ไม่คิดเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนที่สามารถเปลี่ยนคำชมตัวเองให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทุกครั้ง
ทั้งสามคนหยุดอยู่หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ป้ายไม้เหนือประตูเขียนว่า ‘ร้านสกุลจาง’ ตัวอักษรซีดจางตามกาลเวลา ภายในร้านมีถุงข้าวสารวางอยู่เพียงไม่กี่ถุง ส่วนชั้นไม้ที่เคยใช้เก็บเครื่องปรุงและเกลือกลับว่างเปล่า
เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม เขากำลังใช้ลูกคิดคำนวณบางอย่าง เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา เขาก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
“ต้องการซื้ออะไรหรือขอรับ หากเป็นเกลือ คงต้องขออภัยด้วย ตอนนี้ร้านข้าไม่มีเหลือแล้ว”
ไป๋รั่วหลีถามทันที “เกลือขาดตลาดมานานเท่าไรแล้ว”
ชายเจ้าของร้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองนางอย่างพิจารณา
“เกือบสิบวันแล้วขอรับ ก่อนหน้านี้ยังพอหาซื้อได้จากพ่อค้ารับส่งสินค้า แต่ช่วงหลังพวกเขาไม่ค่อยเข้ามา บางรายบอกว่าไม่มีของ บางรายกลับเสนอขายในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า”
“แล้วร้านอื่นในหมู่บ้านล่ะ”
“ไม่ต่างกันเท่าไร ร้านของข้าอาจยังมีข้าวสารเหลืออยู่บ้าง แต่ร้านขายเครื่องมือทำไร่ที่อยู่ถัดไปแทบไม่มีอะไรขายแล้ว”
หลัวจิ้งฟังอยู่ข้างเกวียนจึงรีบเอ่ยขึ้น “ข้ามีเกลือกับเครื่องมือทำไร่มาส่งให้หมู่บ้านนี้พอดี แต่ก่อนอื่นต้องทราบว่าพวกท่านต้องการสินค้าเท่าไร จะได้แบ่งของให้เหมาะสม”
ชายเจ้าของร้านลุกขึ้นทันที สีหน้าที่หม่นหมองพลันมีความหวังขึ้นมา
“จริงหรือขอรับ ท่านมีเกลือมาด้วยหรือ”
“มีอยู่พอสมควรขอรับ แต่ข้าต้องตรวจสอบรายการสินค้าก่อนว่าจะส่งให้ร้านใดบ้าง”
“เช่นนั้นดีเลย! ข้าขอซื้อเกลือสักสิบถุงได้หรือไม่ ชาวบ้านหลายครอบครัวมาถามข้าทุกวันแล้ว ข้าบอกพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะมีสินค้าเข้ามาเมื่อไร”
ไป๋รั่วหลีไม่ได้รีบตอบรับ นางหันไปถามหลัวจิ้งถึงจำนวนเกลือที่บรรทุกมา เมื่อคำนวณคร่าว ๆ แล้วจึงพบว่าสินค้าทั้งหมดมีมากพอสำหรับแบ่งให้ร้านค้าหลายแห่ง แต่หากขายให้ร้านเดียวจนหมด ชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไปก็อาจยังไม่ได้รับสินค้า
“เราควรแบ่งขายให้หลายร้าน” นางกล่าว “และต้องกำหนดราคาให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นคนที่ซื้อไปอาจนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าเดิม”
กู้ฉางเฟิงยิ้มมุมปาก “แม่นางไป๋คิดรอบคอบถึงเพียงนี้ หากเจ้าเปิดร้านขายของ ข้าคงต้องรีบไปจองที่นั่งเป็นลูกค้าคนแรก”
“ข้าไม่ขายของให้คนที่ชอบต่อราคา”
“ข้ายินดีจ่ายเต็มราคา ขอเพียงเจ้าช่วยยิ้มให้ข้าสักครั้ง”
“เช่นนั้นเจ้าคงต้องไปซื้อรอยยิ้มจากร้านอื่นแล้ว”
เจ้าของร้านสกุลจางหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสามเข้ามาในร้าน
“พวกท่านสนิทสนมกันดีนะขอรับ”
“ไม่สนิท” ไป๋รั่วหลีตอบทันที
“สนิทมาก” กู้ฉางเฟิงกล่าวพร้อมกัน
ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน
ไป๋รั่วหลีขยับมือไปจับด้ามกระบี่ ส่วนกู้ฉางเฟิงกลับยิ้มร่า ราวกับเพิ่งได้รับคำชมที่น่าพึงพอใจที่สุดในชีวิต
“เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว” เจ้าของร้านรีบเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะเตรียมพื้นที่ไว้รับสินค้าให้พวกท่าน”
“ยังไม่ต้องรีบร้อน” ไป๋รั่วหลีกล่าว “ข้าอยากทราบก่อนว่าร้านของท่านเคยรับเกลือจากพ่อค้ารายใดเป็นประจำ”
ชายเจ้าของร้านคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดบัญชีเก่าออกมาจากใต้เคาน์เตอร์
“ร้านของข้าซื้อเกลือจากพ่อค้าหลายราย แต่รายที่ส่งสินค้าให้สม่ำเสมอที่สุดคือสกุลเฝิง พวกเขามีโกดังอยู่ทางเหนือของเมืองหลินอัน และมักส่งสินค้าเข้ามาในหมู่บ้านทุกครึ่งเดือน”
“ครั้งล่าสุดที่พวกเขาส่งของคือเมื่อไร” กู้ฉางเฟิงถาม
“ประมาณยี่สิบวันก่อนขอรับ ตอนนั้นทุกอย่างยังเป็นปกติ มีเกลือมาส่งห้าสิบถุง เครื่องมือทำไร่ก็มีครบ แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีใครมาอีกเลย”
ไป๋รั่วหลีมองสมุดบัญชีในมือเขา “ท่านเคยสอบถามไปทางสกุลเฝิงหรือไม่”
“เคยส่งคนไปถามแล้ว แต่เขากลับมาโดยไม่ได้คำตอบชัดเจน ได้ยินมาว่าคนดูแลการขนส่งเปลี่ยนคน และมีปัญหาเรื่องเส้นทางอยู่บ้าง”
“ปัญหาเรื่องเส้นทาง หรือปัญหาเรื่องสินค้า” กู้ฉางเฟิงถาม
เจ้าของร้านส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบจริง ๆ ขอรับ ข้าเป็นเพียงคนขายของตัวเล็ก ๆ ไม่มีทางเข้าไปถามเรื่องภายในของพวกพ่อค้ารายใหญ่ได้”
คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยไขความกระจ่างมากนัก แต่ก็ทำให้ทั้งคู่รู้ว่าการขาดแคลนสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
ไป๋รั่วหลีปิดสมุดบัญชีแล้วส่งคืนให้เจ้าของร้าน
“พวกเราจะไม่สรุปเรื่องใดจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว หากท่านยังมีหลักฐานการซื้อขาย เก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าเพิ่งมอบให้ใครจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด”
“ขอรับ”
กู้ฉางเฟิงมองนางด้วยแววตาชื่นชม “เจ้าระมัดระวังกว่าที่ข้าคิด”
“เจ้าคิดว่าข้าจะทำอย่างไร”
“ข้านึกว่าเจ้าจะชักกระบี่แล้วบังคับให้ทุกคนพูดความจริง”
“ถ้าข้าทำเช่นนั้น คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเฟิงจางลงเล็กน้อย เขาพยักหน้าช้า ๆ
“เจ้าพูดถูก บางครั้งการชักกระบี่ง่ายกว่าการแยกแยะว่าใครผิดใครถูกเสียอีก”
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองเขา นางไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้จากคนที่ชอบทำตัวสบาย ๆ ราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้กังวล
“อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีสมองอยู่บ้าง”
“คำชมของเจ้าช่างทำให้ข้าซาบซึ้งจนอยากร้องไห้”
“หากอยากร้องก็ร้องไป ข้าไม่ห้าม”
“เช่นนั้นเจ้าช่วยส่งผ้าเช็ดหน้าให้ข้าสักผืนได้หรือไม่”
“ใช้แขนเสื้อของเจ้าไปเถอะ”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะอีกครั้ง ก่อนหันไปช่วยหลัวจิ้งตรวจสอบสินค้าในเกวียน
ไม่นานนัก ชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้าน เขาสวมเสื้อผ้าสีเทาที่ผ่านการปะชุนมาหลายครั้ง มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือหิ้วตะกร้าเปล่า เมื่อเห็นเกวียนสินค้าจอดอยู่หน้าร้าน เขาก็รีบถามเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงร้อนใจ
“อาจาง ได้ข่าวว่ามีเกลือเข้ามาแล้วจริงหรือ”
“ท่านลุงหลี่ มีคนขนสินค้ามาส่งแล้วขอรับ แต่ยังต้องจัดแบ่งให้หลายร้านก่อน”
ชายชราหันมามองหลัวจิ้งด้วยความคาดหวัง “พ่อหนุ่ม ข้าขอซื้อเกลือสักครึ่งถุงได้หรือไม่ ที่บ้านข้ามีลูกหลานอยู่หลายคน ของที่เหลือจากครั้งก่อนหมดไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว”
หลัวจิ้งมองชายชราด้วยความลำบากใจ เขาไม่ใช่เจ้าของสินค้า จึงไม่กล้าตัดสินใจเอง
ไป๋รั่วหลีเดินเข้ามาหา “ท่านลุงต้องการเกลือเท่าไร”
“เพียงพอสำหรับใช้ในบ้านสักสิบวันก็พอแล้วแม่หนู ข้าไม่ได้จะเอาไปขายต่อ”
นางพยักหน้า ก่อนหันไปหาหลัวจิ้ง
“เราสามารถแบ่งเกลือใส่ถุงเล็กให้ครอบครัวที่ต้องการใช้เองได้หรือไม่”
หลัวจิ้งพิจารณาสินค้าในเกวียนแล้วตอบ “ทำได้ขอรับ หากแบ่งให้แต่ละครอบครัวในปริมาณเหมาะสม ก็ยังเหลือพอสำหรับร้านค้าหลายแห่ง”
กู้ฉางเฟิงเสริมว่า “เช่นนั้นก็จัดการเถิด แต่ควรให้ร้านค้าบันทึกจำนวนที่รับไปด้วย เพื่อไม่ให้ใครซื้อเกินส่วนแล้วนำไปขายต่อ”
ชายชราหลี่รีบยกมือประสาน “ขอบคุณพวกท่านมาก ข้าจะจำบุญคุณครั้งนี้ไว้”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก” กู้ฉางเฟิงตอบ “ถ้าท่านอยากขอบคุณจริง ๆ วันหลังช่วยบอกข้าหน่อยว่าในหมู่บ้านนี้มีร้านสุราที่รสชาติดีที่สุดอยู่ที่ใด”
ไป๋รั่วหลีหันขวับมามองเขา
“เจ้าเพิ่งเดินทางมาถึงก็คิดถึงสุราแล้วหรือ”
“ข้าเพียงถามเพื่อเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเท่านั้น”
“เตรียมตัวอะไร”
“เตรียมฉลองเมื่อเห็นชาวบ้านได้รับสินค้าอย่างทั่วถึง”
“หากเจ้าหาเรื่องดื่มสุราได้ทุกครั้งที่ทำความดี ต่อไปเจ้าคงต้องช่วยคนทั้งยุทธภพ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เลว อย่างน้อยข้าจะมีเหตุผลดื่มสุราไปตลอดชีวิต”
ไป๋รั่วหลีส่ายหน้าอย่างระอา แต่คราวนี้มุมปากของนางกลับยกขึ้นเพียงนิดเดียว
กู้ฉางเฟิงเห็นเข้าพอดี เขาจึงโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย
“เมื่อครู่เจ้าหัวเราะหรือไม่”
“เปล่า”
“ข้าเห็นนะ”
“ตาเจ้าคงมีปัญหา”
“หากตาข้ามีปัญหา เจ้าช่วยตรวจให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าเชื่อฝีมือหมอหญิงงามอย่างเจ้า”
“ข้าไม่ใช่หมอ”
“เช่นนั้นก็ช่วยรักษาใจข้าก็ได้”
“อาการของเจ้าเกินเยียวยาแล้ว”
“น่าเสียดายจริง ๆ ข้าคงต้องตามเจ้าไปจนกว่าจะหาย”
“ข้าจะไปให้ไกลกว่าเดิม”
“ข้าก็เดินให้เร็วกว่าเดิม”
บทสนทนาของทั้งคู่ทำให้หลัวจิ้งถึงกับหัวเราะออกมา เขารู้สึกว่าการร่วมทางกับคนสองคนนี้ แม้จะมีเรื่องให้ต้องคิดมาก แต่ก็ไม่ถึงกับน่าอึดอัด
หลังจากจัดแบ่งเกลือให้ครอบครัวที่ขาดแคลนแล้ว หลัวจิ้งกับเจ้าของร้านสกุลจางก็เริ่มตรวจสอบจำนวนสินค้าและตกลงราคาขายเบื้องต้น โดยให้ร้านค้าหลายแห่งรับสินค้าไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ส่วนเกลือที่แบ่งให้ชาวบ้านใช้เองจะคิดราคาตามสัดส่วน ไม่บวกเพิ่มจนเกินกำลังซื้อ
ไป๋รั่วหลีไม่ได้ยืนกำกับทุกอย่าง นางปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตกลงกันตามสมควร เพียงแต่กำชับให้จดจำนวนสินค้าไว้ชัดเจน และอย่าให้ใครอ้างว่าของขาดจนขึ้นราคาเกินจริง
เมื่อเรื่องในร้านเริ่มเข้าที่ นางจึงเดินออกไปสำรวจตลาดกับกู้ฉางเฟิง
ร้านขายเครื่องมือทำไร่อยู่ห่างออกไปไม่มาก เจ้าของร้านเป็นชายร่างผอมที่มีรอยแผลเก่าบนแก้ม เขากำลังจัดวางจอบสองสามเล่มที่เหลืออยู่หน้าร้านอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ
“หากต้องการซื้อเครื่องมือ ต้องขออภัยด้วยขอรับ ของที่มีอยู่เหลือไม่มากนัก”
“พวกเราไม่ได้มาซื้อ” ไป๋รั่วหลีบอก “ได้ยินว่าร้านของท่านเคยรับเครื่องมือจากพ่อค้าสกุลเฝิง จึงอยากสอบถามเรื่องการส่งสินค้า”
ชายเจ้าของร้านนิ่งไปครู่หนึ่ง
“พวกท่านเป็นคนของสกุลเฝิงหรือ”
“ไม่ใช่” กู้ฉางเฟิงตอบ “พวกเราเพียงต้องการทราบว่าเหตุใดสินค้าจึงขาดแคลน เพื่อหาทางให้ชาวบ้านได้รับของจำเป็นอย่างทั่วถึง”
ชายเจ้าของร้านยังคงมีท่าทีระแวดระวัง เขามองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนถอนหายใจ
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เมื่อก่อนพ่อค้าสกุลเฝิงส่งเครื่องมือมาให้ข้าทุกเดือน แต่คราวนี้พวกเขาส่งมาเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่สั่งไว้ แถมยังขอเลื่อนวันชำระเงินจากเดิมที่ตกลงกันไว้”
“แล้วท่านยอมรับหรือไม่” ไป๋รั่วหลีถาม
“ข้าไม่มีทางเลือก หากไม่รับสินค้าที่มีอยู่ ก็จะไม่มีเครื่องมือขายเลย แต่หลังจากนั้นไม่นาน คนส่งสินค้ากลับมาบอกว่ารอบต่อไปอาจไม่มีของให้ข้าอีก”
กู้ฉางเฟิงขมวดคิ้ว “พวกเขาบอกเหตุผลหรือไม่”
“อ้างว่าเครื่องมือผลิตไม่ทัน แต่ข้าไม่เชื่อทั้งหมดหรอก เพราะเมื่อสามวันก่อน ข้าเห็นเกวียนหลายคันขนเครื่องมือชนิดเดียวกันผ่านทางตะวันตกของหมู่บ้าน พวกเขาไม่ได้แวะมาที่ร้านของข้า ทั้งที่ข้าสั่งซื้อไว้ล่วงหน้าแล้ว”
ไป๋รั่วหลีถามต่อ “ท่านจำได้หรือไม่ว่าเกวียนเหล่านั้นมีเครื่องหมายอะไร”
ชายเจ้าของร้านพยักหน้า เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก บนกระดาษมีภาพวาดอย่างง่าย เป็นรูปวงกลมที่มีเส้นสามเส้นพาดผ่านคล้ายใบพัด
“ข้าเห็นเครื่องหมายนี้บนผ้าใบคลุมสินค้า แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นของสกุลเฝิงหรือไม่ เพราะเกวียนอยู่ไกลพอสมควร”
กู้ฉางเฟิงรับกระดาษมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งให้ไป๋รั่วหลี
“เครื่องหมายนี้อาจเป็นของพ่อค้ารายอื่นก็ได้ เรายังไม่ควรด่วนสรุป”
“ข้าก็ไม่ได้สรุป” นางตอบ “แต่เรื่องนี้ควรจดไว้ให้ครบ หากมีสินค้าออกจากโกดังจริง เราจะต้องรู้ว่าถูกส่งไปที่ใดและใครเป็นผู้รับ”
ชายเจ้าของร้านมองทั้งคู่ด้วยความหวังปนกังวล
“พวกท่านจะช่วยจัดการเรื่องนี้หรือขอรับ”
ไป๋รั่วหลีไม่ได้รับปากเกินกว่าที่ทำได้
“พวกเราจะช่วยตรวจสอบเท่าที่ทำได้ แต่ไม่อาจรับรองว่าจะทำให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิมในทันที”
“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วขอรับ อย่างน้อยก็ยังมีคนสนใจว่าพวกเรากำลังเดือดร้อน”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงไปชั่วขณะ
กู้ฉางเฟิงวางกระดาษคืนให้ชายเจ้าของร้าน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิม
“ท่านเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้ให้ดี หากนึกอะไรเพิ่มเติมได้ ก็จดเอาไว้ อย่าเพิ่งกล่าวหาผู้ใดต่อหน้าคนจำนวนมาก เพราะหากข้อมูลผิดพลาด คนที่ไม่เกี่ยวข้องอาจได้รับความเสียหาย”
ชายเจ้าของร้านพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
เมื่อเดินออกจากร้าน ไป๋รั่วหลีจึงเอ่ยถาม
“เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนที่กักตุนสินค้าในเพิงไม้หรือไม่”
กู้ฉางเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง พลางมองไปยังถนนที่มุ่งออกจากหมู่บ้าน
“มีความเป็นไปได้ แต่เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ชายที่ถือบัญชีในเพิงไม้ยืนยันว่าซื้อสินค้ามาอย่างถูกต้อง ส่วนร้านค้าในหมู่บ้านก็เพียงรู้ว่าสินค้าขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น หากเรากล่าวหาผิดคน เรื่องจะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม”
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้คิดจะใช้กำปั้นแก้ปัญหา”
“ข้าจะใช้กำปั้นเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น”
“แล้วเมื่อใดจึงจะจำเป็น”
“เมื่อมีคนพยายามทำร้ายเจ้า”
ไป๋รั่วหลีหยุดเดินแล้วหันมามองเขา
“ข้าปกป้องตัวเองได้”
“ข้ารู้”
คำตอบสั้น ๆ ของเขาทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย เพราะน้ำเสียงของกู้ฉางเฟิงไม่ได้แฝงการดูถูกหรือคิดว่านางอ่อนแอเหมือนที่เคยได้ยินจากคนอื่น
เขายิ้มบาง ๆ ก่อนพูดต่อ
“แต่การที่เจ้าปกป้องตัวเองได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะห่วงเจ้าไม่ได้เสียหน่อย”
ไป๋รั่วหลีเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเบือนหน้าหนี
“พูดจาไร้สาระได้เก่งจริง ๆ”
“ข้าฝึกฝนมาหลายปี ย่อมต้องมีความชำนาญบ้าง”
“น่าเสียดายที่เจ้าใช้ความสามารถผิดทาง”
“หากข้าใช้ความสามารถนี้ทำให้เจ้ายิ้มได้สักวัน ก็คงไม่ถือว่าผิดทางนัก”
“เจ้าฝันต่อไปเถิด”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่นางกลับไม่ได้เร่งฝีเท้าหนีเหมือนทุกครั้ง
ทั้งคู่เดินผ่านตลาดไปจนถึงลานกลางหมู่บ้าน ซึ่งมีชาวบ้านหลายคนกำลังช่วยกันขนกระสอบเกลือที่หลัวจิ้งนำมาส่ง เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็นระยะ บรรยากาศที่เคร่งเครียดมาตลอดหลายวันเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขทั้งหมด สินค้าที่หลัวจิ้งนำมามีจำนวนจำกัด และไม่อาจรับประกันได้ว่ารอบต่อไปจะมีของมาส่งอีกเมื่อไร
ไป๋รั่วหลียืนมองชาวบ้านที่กำลังแบ่งเกลือกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“อย่างน้อยวันนี้พวกเขาก็ไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่า”
“ใช่” กู้ฉางเฟิงตอบ “บางครั้งเราอาจเปลี่ยนทั้งยุทธภพไม่ได้ แต่หากช่วยให้คนกลุ่มหนึ่งผ่านพ้นวันที่ลำบากไปได้ ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
นางเหลือบมองเขา
“คำพูดนี้ฟังดูดีไม่น้อย เจ้าไปจำมาจากตำราของสำนักใดหรือ”
“ข้าคิดเอง”
“น่าแปลก”
“เจ้าไม่เชื่อหรือ”
“ข้าแค่คิดว่าเจ้าคงใช้เวลาว่างมากเกินไป จึงมีเวลาคิดถ้อยคำสวยหรูเช่นนี้”
กู้ฉางเฟิงยกมือกุมอก ทำท่าเหมือนถูกกระบี่แทงเข้าอย่างจัง
“แม่นางไป๋ เจ้าไม่คิดจะไว้หน้าข้าบ้างหรือ”
“ไม่คิด”
“ใจร้ายจริง ๆ”
“เพิ่งรู้หรือ”
เขาหัวเราะ ก่อนเดินไปช่วยหลัวจิ้งยกกระสอบเกลือใบหนึ่งลงจากเกวียน แม้กระสอบจะหนักพอสมควร แต่เขาก็ยกขึ้นพาดบ่าได้อย่างง่ายดาย แล้วนำไปวางไว้ในพื้นที่เก็บสินค้าที่ชาวบ้านจัดเตรียมไว้
ไป๋รั่วหลีมองตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงหยิบกระสอบอีกใบขึ้นมาช่วยด้วย
กู้ฉางเฟิงเห็นดังนั้นจึงรีบวางกระสอบของตน แล้วเดินเข้ามาหา
“ของหนักเช่นนี้ให้ข้าจัดการเถิด”
“ข้ายกเองได้”
“ข้ารู้ แต่ข้าก็ยังอยากช่วย”
นางมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นกระสอบให้
“เช่นนั้นก็รับไป อย่าทำตกเสียล่ะ”
“รับคำสั่ง”
กู้ฉางเฟิงรับกระสอบไปอย่างว่าง่าย แต่ก่อนจะเดินออกไป เขากลับหันมายิ้มให้
“หากวันหน้าข้าขอให้เจ้าช่วยข้ายกของบ้าง เจ้าจะปฏิเสธหรือไม่”
“ขึ้นอยู่กับว่าเป็นของอะไร”
“หัวใจของข้า”
ไป๋รั่วหลีหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกำลังอดทนต่อความวุ่นวายที่เกิดจากชายตรงหน้า
“ถ้าเป็นของสิ่งนั้น ข้าแนะนำให้เจ้าเก็บไว้กับตัวให้ดี อย่าเอามาวางเกะกะทางเดิน”
“ข้าจะจำไว้”
เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังเสียจนคนฟังแยกไม่ออกว่าเป็นการล้อเล่นหรือไม่ สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงถอนหายใจ แล้วหันกลับไปช่วยชาวบ้านจัดเรียงสินค้า
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง งานขนส่งสินค้าก็เสร็จสิ้น หลัวจิ้งได้รับเงินค่าส่งของตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนชาวบ้านก็ทยอยซื้อเกลือและเครื่องมือทำไร่ในจำนวนที่จำเป็น ไม่มีใครสามารถซื้อกักตุนได้มากเกินส่วน เพราะทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
เจ้าของร้านสกุลจางเชิญทั้งสามไปกินอาหารเย็นที่บ้าน แต่ไป๋รั่วหลีปฏิเสธในตอนแรก ก่อนจะยอมรับคำเชิญเมื่อได้ยินว่าเจ้าของร้านเตรียมอาหารไว้ให้คนที่ช่วยขนสินค้าแล้ว
กู้ฉางเฟิงเดินตามนางไปพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้ามีเมตตากว่าปกติ”
“ข้าแค่หิว”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณอาหารมื้อนี้ที่ช่วยให้เจ้ามีเมตตา”
“หากเจ้ายังพูดไม่หยุด ข้าจะไม่แบ่งกับข้าวให้”
“ข้าจะเงียบเดี๋ยวนี้”
เขาปิดปากทันที แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ยกมือขึ้นถามอีกครั้ง
“แม่นางไป๋”
“อะไรอีก”
“เจ้าชอบกินปลาหรือไม่”
“ชอบ”
“ดีเลย ข้าก็ชอบปลา”
“แล้วอย่างไร”
“หากวันหนึ่งเราได้เดินทางด้วยกันอีก ข้าจะหาปลามาทำให้เจ้ากิน”
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองเขา “เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ”
“แน่นอน”
“ทำได้แค่ไหน”
“อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คนกินเสียชีวิต”
นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขาอย่างช้า ๆ
“คำตอบของเจ้าไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจเลยสักนิด”
“ข้าจะฝึกให้ดีขึ้นเพื่อเจ้า”
“ไม่ต้อง ข้าไม่อยากเป็นคนทดลองฝีมือของเจ้า”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะจนไหล่สั่น ก่อนเดินตามนางต่อไปโดยไม่คิดโต้แย้ง
คืนนั้น ทั้งสามได้รับประทานอาหารร่วมกับเจ้าของร้านและครอบครัวของเขา บนโต๊ะมีผัดผักหนึ่งจาน เต้าหู้ตุ๋น และปลานึ่งที่เจ้าของบ้านตั้งใจเตรียมไว้ต้อนรับแขก แม้ไม่ใช่อาหารหรูหรา แต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ระหว่างมื้ออาหาร เจ้าของร้านสกุลจางได้เล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนสินค้าจะเริ่มขาดแคลน มีพ่อค้าหลายรายเข้ามาเสนอซื้อเกลือจากร้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน โดยให้ราคาสูงกว่าปกติเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่อสินค้าเริ่มเหลือน้อย พวกเขากลับเสนอขายเกลือในราคาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่รู้ว่าคนพวกนั้นมีแผนอะไร” เขากล่าว “แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ชาวบ้านคงลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ”
กู้ฉางเฟิงวางตะเกียบลง
“ท่านจำหน้าพ่อค้าเหล่านั้นได้หรือไม่”
“บางคนจำได้ขอรับ แต่มีหลายคนที่สวมหมวกคลุมหน้า และไม่ได้บอกชื่อร้านของตัวเอง”
ไป๋รั่วหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกเขามาซื้อสินค้าในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่”
“ไม่ทั้งหมด บางคนมาในช่วงกลางวัน บางคนมาใกล้ค่ำ แต่มีอยู่รายหนึ่งที่ข้าจำได้ดี เพราะเขาเป็นคนแรกที่เสนอซื้อเกลือจำนวนมากจากร้านของข้า”
“เขามีลักษณะอย่างไร”
“เป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล มีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงข้อมือซ้าย เขาพูดจาสุภาพและจ่ายเงินครบถ้วน ข้าจึงไม่ได้สงสัยอะไร”
กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีสบตากัน แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาในทันที เพราะคำบอกเล่าเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอจะชี้ว่าชายผู้นั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ถูกกักตุนหรือไม่
“ท่านมีหลักฐานการซื้อขายหรือไม่” ไป๋รั่วหลีถาม
“มีขอรับ ข้าจดจำนวนสินค้าและราคาที่ขายไปไว้ทั้งหมด”
“เก็บไว้ให้ดี อย่าเพิ่งส่งต่อให้ใคร จนกว่าเราจะทราบแน่ชัดว่าต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร”
เจ้าของร้านพยักหน้า แม้ยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำของนาง
หลังอาหารเย็น ทั้งสามออกมานั่งพักอยู่ใต้ชายคาหน้าบ้าน ลมเย็นพัดผ่านลานดิน กลิ่นหอมของหญ้าแห้งลอยมาตามลม เสียงพูดคุยจากบ้านเรือนใกล้เคียงค่อย ๆ เบาลงเมื่อผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไปพักผ่อน
หลัวจิ้งขอตัวไปตรวจเกวียน ส่วนไป๋รั่วหลีนั่งพิงเสาไม้ มองผู้คนในหมู่บ้านที่กำลังเก็บของเข้าบ้าน
กู้ฉางเฟิงนั่งลงข้าง ๆ โดยเว้นระยะห่างพอสมควร
“วันนี้เหนื่อยหรือไม่”
“ไม่เท่าไร”
“เจ้าช่วยขนของตั้งหลายเที่ยว”
“ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นยกกระสอบเกลือไม่ไหว”
“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น”
นางหันมามองเขา “แล้วเหตุใดเจ้าจึงถาม”
“เพราะข้าอยากรู้ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร ไม่ใช่เพราะคิดว่าเจ้าทำอะไรไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้ไป๋รั่วหลีเงียบไปเล็กน้อย
นางคุ้นเคยกับคนที่มองฝีมือของนางแล้วพยายามเอาชนะ หรือไม่ก็คิดว่านางควรหลบอยู่ข้างหลังเพื่อให้พวกเขาปกป้อง แต่กู้ฉางเฟิงไม่เคยบังคับให้นางทำเช่นนั้น เขาเพียงยื่นมือช่วยเมื่อเห็นว่าสมควร และถ้านางปฏิเสธ เขาก็ไม่เคยฝืน
“เจ้าพูดจาเป็นเรื่องเป็นราวได้บ้างเหมือนกัน” นางกล่าวในที่สุด
“ข้าควรถือว่านั่นเป็นคำชมหรือไม่”
“แล้วแต่เจ้า”
“เช่นนั้นข้าจะถือว่าเป็นคำชม”
เขาเอนหลังพิงเสาไม้ มองท้องฟ้าที่เริ่มมีดวงดาวปรากฏขึ้นทีละดวง
“พรุ่งนี้เราควรไปดูโกดังสินค้าทางเหนือของหมู่บ้าน ข้าอยากรู้ว่ามีสินค้าเหลืออยู่จริงเท่าไร และผู้ดูแลโกดังยินดีให้ตรวจสอบหรือไม่”
“เราไม่ควรเข้าไปโดยพลการ” ไป๋รั่วหลีเตือน “หากโกดังนั้นมีเจ้าของชัดเจน เราต้องขออนุญาตก่อน”
“ข้ารู้ ข้าไม่ได้คิดจะปีนกำแพงเข้าไปเสียหน่อย”
“ดี เพราะถ้าเจ้าทำเช่นนั้น ข้าจะไม่ช่วยเจ้า”
“เจ้าจะปล่อยให้ข้าถูกจับหรือ”
“ข้าจะยืนดูแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
กู้ฉางเฟิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนพยักหน้าอย่างยอมแพ้
“ตกลง พรุ่งนี้เราจะไปอย่างสุภาพที่สุด”
ไป๋รั่วหลีลุกขึ้นเตรียมกลับเข้าบ้าน แต่ก่อนจะก้าวผ่านประตู นางกลับหยุดแล้วหันมาหาเขา
“กู้ฉางเฟิง”
“หืม?”
“วันนี้เจ้าทำได้ดี”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
“ข้าบอกว่าเจ้าทำได้ดี หูของเจ้ามีปัญหาหรือ”
“ไม่มี แต่ข้าอยากฟังอีกครั้ง”
“ฝันไปเถิด”
นางเดินเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมา ทิ้งให้กู้ฉางเฟิงนั่งยิ้มอยู่ใต้ชายคาเพียงลำพัง
เขาไม่รู้ว่าเมื่อไรหญิงสาวผู้เย็นชาคนนี้จะยอมเปิดใจให้เขามากกว่านี้ แต่เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการเดินทางร่วมกับไป๋รั่วหลีไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะใจนางด้วยคำหวานเพียงอย่างเดียว
หากต้องการให้นางเชื่อใจ เขาก็ต้องทำให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่พึ่งพาได้จริง
ส่วนเรื่องสุรา...
กู้ฉางเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจอย่างเสียดาย
บางทีเขาอาจต้องเลื่อนการดื่มสุราออกไปอีกหนึ่งวัน
อย่างไรเสีย การได้เห็นไป๋รั่วหลียอมเอ่ยชมเขาสักครั้ง ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่าสุราดี ๆ หนึ่งไหอยู่บ้าง
อย่างน้อยก็ในคืนนี้
แต่ในอีกมุมหนึ่งของหมู่บ้าน ห่างจากบ้านของเจ้าของร้านไปไม่ไกลนัก ชายคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับคนขับเกวียนที่เพิ่งเดินทางมาถึง ทั้งคู่พูดกันด้วยเสียงต่ำ ก่อนที่ชายสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลจะยื่นถุงเงินใบหนึ่งให้
คนขับเกวียนรับถุงเงินไปอย่างรวดเร็ว แล้วกระซิบว่า
“สินค้าในหมู่บ้านเริ่มมีคนเข้ามาตรวจสอบแล้ว หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เราอาจขนของออกไปไม่ได้”
ชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลเหลือบมองไปทางลานกลางหมู่บ้าน แววตาของเขาเย็นชาลงเล็กน้อย
“อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม รอดูให้แน่ชัดก่อนว่าคนสองคนนั้นเป็นใคร”
“แล้วถ้าพวกเขาเข้ามายุ่งกับโกดังล่ะขอรับ”
ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อให้ปิดรอยแผลเป็นตรงข้อมือ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ถ้าพวกเขาเพียงต้องการช่วยชาวบ้าน ก็ปล่อยให้ช่วยไป แต่ถ้าพวกเขาคิดจะทำลายทางค้าของเรา...ค่อยหาวิธีจัดการ”
เขาหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้คนขับเกวียนยืนก้มหน้าอยู่ในความมืด
ค่ำคืนนี้ หมู่บ้านชิงเหอได้รับเกลือกลับคืนมาบางส่วนแล้ว ทว่าปัญหาที่แท้จริงยังไม่คลี่คลาย
และเมื่อกู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีเริ่มก้าวเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น การเดินทางที่เดิมทีตั้งใจเพียงช่วยเหลือชาวบ้าน อาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผย
สำหรับกู้ฉางเฟิงแล้ว เรื่องนั้นไม่ได้น่ากังวลเท่ากับอีกเรื่องหนึ่ง
พรุ่งนี้เขาจะได้เดินเคียงข้างไป๋รั่วหลีไปตรวจโกดังอีกครั้ง
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มของจอมยุทธ์เจ้าสำราญก็กลับมาอีกครั้ง ราวกับเขาเพิ่งได้รับข่าวดีมากกว่าจะกำลังเข้าไปพัวพันกับปัญหาใหญ่ของหมู่บ้านเสียอีก
