บทที่ 8 คมกระบี่ใต้เงาไม้

“กู้ฉางเฟิง!”

เสียงเรียกดังมาจากหน้าประตูบ้านพักชั่วคราว ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งผูกสายรัดรองเท้าชะงักมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวในชุดขาวอมฟ้าที่กำลังยืนกอดอก สีหน้าของนางบอกชัดว่าไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่น้อย

“แม่นางไป๋ เหตุใดจึงรีบร้อนนัก หรือว่าเจ้าคิดถึงข้าจนทนรอไม่ไหวแล้ว”

“ข้าคิดว่าเมื่อคืนเจ้าพูดว่าจะไปตรวจโกดังตั้งแต่เช้า”

“ใช่ ข้าพูดเช่นนั้น”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังนั่งอยู่ตรงนี้”

กู้ฉางเฟิงก้มมองรองเท้าของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้

“ข้ากำลังเตรียมตัวอย่างรอบคอบ การเดินทางไปโกดังเป็นเรื่องสำคัญ จะให้ข้าออกไปทั้งที่รองเท้ายังผูกไม่เรียบร้อยได้อย่างไร”

ไป๋รั่วหลีมองเขานิ่ง ๆ

“หากเจ้าใช้เวลาผูกเชือกรองเท้านานกว่านี้ ข้าจะไปก่อน”

“อย่าเพิ่งสิ ข้าไม่อยากให้เจ้าคิดถึงข้าระหว่างทาง”

“ข้าจะคิดถึงความสงบต่างหาก”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะแล้วลุกขึ้นทันที เขาสะพายกระบี่ไว้ข้างเอว ตรวจดูถุงเงินเล็ก ๆ ที่พกติดตัว ก่อนเดินออกมาหานาง

“เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถิด”

“ในที่สุดเจ้าก็ยอมขยับตัวเสียที”

“ข้าเพียงอยากใช้เวลาร่วมกับเจ้าให้นานขึ้นเท่านั้น”

“เช่นนั้นข้าจะเดินเร็วขึ้น”

“แม่นางไป๋ เจ้าไม่คิดจะเห็นใจคนที่มีใจให้เจ้าบ้างหรือ”

“ไม่คิด”

คำตอบสั้นกระชับทำให้กู้ฉางเฟิงหัวเราะอีกครั้ง เขาเดินตามนางออกไปจากบ้านพัก โดยไม่ได้พยายามหาเรื่องหยอกล้อในทันที เพราะสังเกตได้ว่าวันนี้ไป๋รั่วหลีดูตั้งใจมากกว่าปกติ

เมื่อทั้งคู่มาถึงลานกลางหมู่บ้าน หลัวจิ้งกำลังตรวจสอบเกวียนของตนอยู่ เขาผูกเชือกที่ใช้ยึดสินค้าให้แน่นขึ้น ก่อนหันมาเห็นคนทั้งสอง

“คุณชายกู้ แม่นางไป๋ พวกท่านจะไปโกดังทางเหนือใช่หรือไม่ขอรับ”

“ใช่” ไป๋รั่วหลีตอบ “เจ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่”

หลัวจิ้งลังเลเล็กน้อยก่อนส่ายหน้า

“ข้าต้องจัดการเรื่องส่งสินค้าที่เหลือให้เรียบร้อยก่อน อีกทั้งยังต้องซ่อมแกนล้อเกวียนให้แข็งแรงกว่านี้ หากพวกท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไร ค่อยกลับมาบอกได้ขอรับ”

กู้ฉางเฟิงพยักหน้า “เช่นนั้นฝากดูแลสินค้าด้วย อย่าให้ใครมาหยิบไปโดยไม่มีหลักฐาน”

“ขอรับ”

ไป๋รั่วหลีหันไปมองทางเหนือของหมู่บ้าน ถนนดินสายนั้นทอดผ่านแปลงผักและทุ่งข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวบางส่วน ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งมีอาคารเก็บสินค้าอยู่หลายหลัง

ทั้งคู่เดินไปตามทางโดยไม่ได้เร่งฝีเท้ามากนัก ระหว่างทางมีชาวบ้านหลายคนกำลังทำงานอยู่ บางคนแบกฟืนกลับบ้าน บางคนกำลังซ่อมรั้วไม้ที่พังจากฝนเมื่อคืน เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเดินผ่าน พวกเขาก็เพียงเหลือบมองเล็กน้อยแล้วกลับไปทำงานของตน

“เจ้าคิดว่าโกดังที่เราจะไปมีสินค้าอยู่จริงหรือไม่” กู้ฉางเฟิงถาม

“มีหรือไม่ เราก็ต้องไปดู”

“หากมีสินค้าแต่ไม่ยอมขาย เราควรทำอย่างไร”

“ถามเหตุผลก่อน หากมีเหตุผลที่สมควร เราก็ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย แต่ถ้าเขากำลังกักตุนเพื่อขึ้นราคา เราค่อยหาวิธีแก้ปัญหา”

“แล้วถ้าเขาไม่ยอมให้เราเข้าไปล่ะ”

“เราก็กลับ”

กู้ฉางเฟิงหันมามองนางอย่างประหลาดใจ

“แค่นั้นหรือ”

“เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร บุกเข้าไปพังประตูหรือ”

“ข้าเพียงคิดว่าเจ้าจะมีแผนสำรอง”

“มีสิ”

“แผนอะไร”

“หากเจ้าเริ่มพูดไร้สาระ ข้าจะเดินหนี”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะจนต้องยกมือปิดปากตัวเอง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการสนทนากับไป๋รั่วหลีไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะเสมอไป เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอะไร นางก็สามารถหาคำตอบมาทำให้เขาพูดไม่ออกได้ทุกครั้ง

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงบริเวณโกดังทางเหนือ

อาคารเก็บสินค้าตั้งอยู่หลังรั้วไม้สูงประมาณอกคน มีประตูใหญ่สองบานและหลังคากระเบื้องสีหม่น ด้านข้างมีเพิงสำหรับจอดเกวียนอยู่สามแห่ง แต่ขณะนี้กลับว่างเปล่า มีเพียงเกวียนเก่าคันหนึ่งจอดอยู่ใกล้กำแพง

ป้ายไม้เหนือประตูเขียนชื่อสถานที่ว่า ‘โกดังสกุลเฝิง’ ตัวอักษรค่อนข้างใหม่กว่าป้ายร้านค้าทั่วไป

กู้ฉางเฟิงหยุดยืนหน้าประตูแล้วใช้มือเคาะไม้เบา ๆ

“มีใครอยู่หรือไม่ พวกเรามาขอพบผู้ดูแลโกดัง”

ไม่มีเสียงตอบรับในทันที

เขาเคาะอีกสองครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านใน ประตูบานเล็กเปิดออกเพียงช่องแคบ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งโผล่หน้าออกมา เขาสวมเสื้อสีน้ำตาลเข้มและมีท่าทางระแวดระวัง

“พวกท่านเป็นใคร มีธุระอะไร”

ไป๋รั่วหลีประสานมือเล็กน้อย “พวกเราเดินทางมาที่หมู่บ้านชิงเหอ ได้ยินว่าช่วงนี้เกลือและเครื่องมือทำไร่ขาดแคลน จึงอยากสอบถามเรื่องการส่งสินค้าเข้าหมู่บ้าน”

ชายผู้นั้นมองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นกระบี่ที่เอวของพวกเขา แววตาก็ยิ่งระวังตัวมากขึ้น

“เรื่องการค้าไม่เกี่ยวกับพวกท่าน หากต้องการซื้อสินค้า ให้ไปติดต่อพ่อค้าประจำหมู่บ้าน”

“พวกเราติดต่อแล้ว” กู้ฉางเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “แต่ได้รับข้อมูลไม่ตรงกัน บางร้านบอกว่าไม่มีสินค้า บางร้านบอกว่าสินค้ามีอยู่แต่ยังไม่ถูกส่งออกมา จึงอยากทราบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่”

“ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น”

ชายคนนั้นตอบทันทีจนดูเหมือนเตรียมคำตอบไว้แล้ว

“สินค้าในโกดังเป็นของสกุลเฝิง เราจะเก็บไว้เมื่อไรก็เป็นสิทธิ์ของเรา หากไม่มีธุระอื่นก็กลับไปเสีย”

เขาทำท่าจะปิดประตู แต่ไป๋รั่วหลีเอ่ยขึ้นก่อน

“พวกเราไม่ได้มาบังคับให้ท่านขายสินค้า เพียงต้องการทราบว่าท่านยังมีสินค้าที่สั่งซื้อไว้จากร้านค้าในหมู่บ้านหรือไม่ หากมีและยังไม่ถึงกำหนดส่ง พวกเราก็ไม่มีเหตุผลจะเข้าไปก้าวก่าย”

ชายวัยกลางคนชะงักมือเล็กน้อย ก่อนหันมามองนางอีกครั้ง

“แล้วถ้าข้าบอกว่าไม่มีล่ะ”

“เราก็จะรับทราบตามนั้น”

คำตอบที่ไม่แสดงท่าทีคุกคามทำให้เขานิ่งไปชั่วครู่ ท้ายที่สุดชายผู้นั้นก็เปิดประตูกว้างขึ้นเล็กน้อย

“ข้าชื่อจางเหว่ย เป็นผู้ดูแลโกดังแห่งนี้ หากพวกท่านอยากถามอะไร ก็ถามอยู่ตรงนี้ ข้าไม่มีเวลาพาเดินดูข้างใน”

กู้ฉางเฟิงประสานมือคำนับ

“ขอบคุณท่านจาง”

จางเหว่ยยังคงยืนขวางประตู เขาไม่ได้เชิญทั้งคู่เข้าไป แต่ก็ยอมตอบคำถามบางข้อ

ไป๋รั่วหลีเริ่มจากเรื่องง่ายที่สุด

“ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา โกดังแห่งนี้ได้รับเกลือหรือเครื่องมือทำไร่เข้ามาหรือไม่”

“มีเข้ามาบ้าง แต่ไม่มากนัก”

“แล้วสินค้าที่เข้ามาถูกส่งไปที่ใด”

“บางส่วนส่งให้ร้านค้าในเมือง บางส่วนเก็บไว้รอการขนส่งรอบต่อไป”

“เหตุใดจึงไม่ส่งให้ร้านค้าในหมู่บ้านก่อน ในเมื่อพวกเขาขาดแคลนสินค้าอยู่”

จางเหว่ยขมวดคิ้ว “การขนส่งต้องจัดตามกำหนดของพ่อค้า ไม่ใช่ใครอยากได้ก่อนก็จะได้ก่อน”

กู้ฉางเฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เรื่องนั้นสมเหตุสมผล แต่หากสินค้าที่ร้านค้าในหมู่บ้านสั่งซื้อไว้ถูกเลื่อนกำหนดหลายครั้ง พวกเขาก็ควรได้รับแจ้งเหตุผลอย่างชัดเจน อย่างน้อยจะได้หาทางซื้อจากที่อื่น”

“พวกเขาได้รับแจ้งแล้ว”

“ได้รับแจ้งว่าอย่างไร”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของสกุลเฝิง ข้าไม่มีหน้าที่ต้องรายงานให้คนแปลกหน้าฟัง”

ไป๋รั่วหลีไม่ได้โต้เถียง นางเพียงถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เช่นนั้นขอทราบชื่อผู้ดูแลการขนส่งได้หรือไม่ พวกเราจะได้ไปสอบถามกับผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง”

“ข้าไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ใด”

คำตอบนั้นทำให้กู้ฉางเฟิงเลิกคิ้ว

“ท่านเป็นผู้ดูแลโกดัง แต่ไม่ทราบว่าผู้ดูแลการขนส่งอยู่ที่ใดหรือ”

จางเหว่ยเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ

“ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน!”

“ข้าไม่ได้กล่าวหาท่าน เพียงสงสัยเท่านั้น” กู้ฉางเฟิงยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ “ท่านไม่ต้องโกรธถึงเพียงนี้ก็ได้ ข้าเป็นคนพูดมากอยู่แล้ว หากท่านถือสาทุกคำ คงเหนื่อยไม่น้อย”

ไป๋รั่วหลีหันมามองเขาอย่างตำหนิ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องยั่วโมโหเขา”

“ข้าเพียงช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็หยุดช่วยเสียที”

จางเหว่ยมองทั้งคู่สลับกัน ก่อนถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

“ข้าไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว หากพวกท่านไม่มีเรื่องอื่นก็กลับไปเถิด”

เขากำลังจะปิดประตู แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงชายอีกคนก็ดังมาจากด้านใน

“ผู้ดูแลจาง ใครมาหรือ”

จางเหว่ยหันกลับไปอย่างรวดเร็ว “ไม่มีอะไร เป็นคนมาสอบถามเรื่องสินค้า”

“คนจากร้านค้าในหมู่บ้านหรือ”

“ไม่ใช่”

เสียงฝีเท้าจากด้านในหยุดลง ก่อนที่ชายคนเดิมจะพูดต่อ

“ถ้าไม่ใช่ก็อย่าเสียเวลา รีบจัดการให้เรียบร้อย วันนี้เรายังมีสินค้าอีกหลายรายการต้องนับ”

ประโยคนั้นทำให้ไป๋รั่วหลีเหลือบมองกู้ฉางเฟิงเล็กน้อย ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไร แต่ต่างก็ได้ยินชัดเจนว่าอย่างน้อยภายในโกดังยังมีคนกำลังตรวจนับสินค้าอยู่

จางเหว่ยหันกลับมา สีหน้าตึงเครียดกว่าเดิม

“พวกท่านได้ยินแล้ว ข้ายังมีงานต้องทำ”

กู้ฉางเฟิงไม่ได้พยายามรั้งเขาไว้ เขาประสานมืออีกครั้ง

“เช่นนั้นพวกเราจะไม่รบกวนท่าน ขอบคุณที่สละเวลาตอบคำถาม”

คำพูดสุภาพของเขาดูเหมือนทำให้จางเหว่ยคาดไม่ถึง ชายวัยกลางคนมองทั้งคู่ด้วยความระแวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดประตูลง

ไป๋รั่วหลีเดินออกจากหน้ารั้วโดยไม่พูดอะไรจนกระทั่งพ้นระยะที่คนด้านในจะได้ยินเสียงสนทนา

“เจ้าคิดอย่างไร”

กู้ฉางเฟิงตอบทันที “เขาไม่อยากให้เราเข้าไป แต่การไม่ให้คนนอกเข้าพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ส่วนคำตอบที่ได้รับยังไม่ชัดเจนพอจะตัดสินว่าเขาทำอะไรผิด”

“แล้วเสียงของคนด้านในล่ะ”

“แสดงว่ามีการนับสินค้าอยู่จริง แต่เราไม่รู้ว่ามีสินค้าอะไรและจำนวนเท่าไร”

ไป๋รั่วหลีพยักหน้า “เราควรไปถามร้านค้าในหมู่บ้านอีกครั้งว่ามีหลักฐานการสั่งซื้อหรือไม่ หากมีใบสั่งซื้อที่ระบุจำนวนและกำหนดส่ง ก็จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น”

“ตกลง”

กู้ฉางเฟิงตอบรับอย่างว่าง่ายจนไป๋รั่วหลีอดหันมามองไม่ได้

“วันนี้เจ้าดูเชื่อฟังเป็นพิเศษ”

“ข้าเป็นคนมีเหตุผลอยู่แล้ว”

“ข้านึกว่าเจ้ามีแต่คำพูดหวานหู”

“ข้าก็มีคำพูดหวานหูให้เจ้าได้ตลอดเวลา หากเจ้าต้องการ”

“ไม่ต้อง”

“เจ้าปฏิเสธเร็วเกินไปแล้ว”

“เพราะข้ารู้จักเจ้าเพียงพอ”

กู้ฉางเฟิงยกมือแตะอก ทำท่าเหมือนถูกทำร้ายอีกครั้ง แต่ก็ยอมเดินตามนางกลับไปยังตลาดโดยไม่พูดมากกว่านั้น

ระหว่างทาง ทั้งคู่ผ่านลานกว้างใกล้บ่อน้ำ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันซ่อมล้อเกวียนให้ชายชราที่นำฟืนมาขาย เมื่อเห็นแกนล้อแตก ทุกคนต่างช่วยกันออกความเห็น บ้างเสนอให้ใช้ไม้เนื้อแข็งมาทำแกนใหม่ บ้างเสนอให้เปลี่ยนล้อทั้งวง

กู้ฉางเฟิงหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปช่วยตรวจสอบ

“แกนล้อแตกตรงส่วนที่รับน้ำหนัก หากฝืนใช้ต่อไปอาจทำให้ล้อหลุดกลางทางได้”

ชายชราถอนหายใจ “ข้าต้องนำฟืนไปขายในตลาดอีกสองแห่ง หากซ่อมไม่ทันวันนี้ ครอบครัวข้าคงลำบาก”

“ไม่ยากนัก ข้าช่วยดูให้ได้”

กู้ฉางเฟิงถอดกระบี่ออกจากเอว วางไว้ข้างตัว แล้วช่วยชายหนุ่มสองคนยกเกวียนขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ถอดล้อออกได้สะดวก เขาไม่ได้ใช้กำลังอย่างบุ่มบ่าม แต่คอยบอกให้แต่ละคนออกแรงตามจังหวะ จนสามารถถอดแกนล้อที่แตกออกมาได้ในที่สุด

ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ข้าง ๆ ก่อนเดินไปช่วยเลือกไม้เนื้อแข็งจากกองไม้ใกล้บ่อน้ำ นางใช้กระบี่ตัดแต่งปลายไม้ให้ได้ขนาดพอดี แล้วช่วยประคองแกนใหม่เข้าไปแทนที่

เพียงไม่นาน เกวียนก็กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

ชายชราประสานมือขอบคุณทั้งคู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่ลืม พวกท่านไม่เพียงช่วยชาวบ้านเรื่องสินค้า ยังช่วยคนแก่เช่นข้าอีก”

กู้ฉางเฟิงยิ้ม “ท่านไม่ต้องเกรงใจ หากแกนล้อมีปัญหาอีก อย่าฝืนใช้จนเกิดอันตราย”

“ขอรับ ขอรับ”

เมื่อเดินออกมา ไป๋รั่วหลีจึงเอ่ยขึ้น

“เจ้าเสียเวลาไปไม่น้อย”

“แต่เขาสามารถเดินทางต่อได้แล้ว ไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าไม่ควรช่วย”

“เช่นนั้นเจ้ากำลังชมข้าหรือ”

“ข้ากำลังบอกว่าเราควรรีบไปถามเรื่องใบสั่งซื้อก่อนที่ร้านค้าจะปิด”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาปิดบังความชื่นชมของตัวเองทุกครั้งก็ได้”

“หากเจ้ายังพูดเช่นนี้ ข้าจะชื่นชมด้วยกระบี่แทน”

“ข้ายอมแพ้แล้ว!”

เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง ก่อนเดินตามนางไปโดยไม่กล้าพูดต่ออีกพักใหญ่

เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงร้านสกุลจาง เจ้าของร้านกำลังตรวจสอบบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์ พอเห็นพวกเขา เขาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ พวกท่านได้พบผู้ดูแลโกดังหรือไม่”

“พบแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน” ไป๋รั่วหลีตอบ “ท่านมีใบสั่งซื้อเกลือและเครื่องมือทำไร่จากสกุลเฝิงเก็บไว้หรือไม่”

“มีขอรับ ข้าเก็บสำเนาไว้ทุกครั้ง เผื่อเกิดปัญหาเรื่องจำนวนสินค้า”

เขาหยิบกระดาษหลายแผ่นออกมาจากลิ้นชัก บางแผ่นมีตราร้านค้าประทับไว้ชัดเจน บางแผ่นมีเพียงลายมือเขียนจำนวนสินค้าและวันที่สั่งซื้อ

กู้ฉางเฟิงรับเอกสารมาดูทีละแผ่น เขาไม่ใช่พ่อค้า แต่ก็พอเข้าใจหลักการซื้อขายเบื้องต้น เมื่อเทียบวันที่สั่งซื้อกับจำนวนสินค้าที่ได้รับ ก็พบว่ามีบางรายการถูกส่งมาไม่ครบตามกำหนด

“รายการนี้สั่งเกลือยี่สิบถุง แต่ได้รับเพียงแปดถุง ส่วนที่เหลือเลื่อนไปอีกสิบวัน” เขาชี้ให้เจ้าของร้านดู “แล้วรายการนี้ก็เช่นกัน เครื่องมือทำไร่สิบชุด แต่ส่งมาเพียงสี่ชุด”

เจ้าของร้านพยักหน้า “ใช่ขอรับ ตอนนั้นพวกเขาบอกว่าสินค้าที่เหลือจะตามมาภายหลัง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครนำมาส่ง”

ไป๋รั่วหลีตรวจดูเอกสารอย่างละเอียด ก่อนพบว่ามีใบสั่งซื้ออยู่สองแผ่นที่ไม่มีตราประทับของสกุลเฝิง

“สองรายการนี้คืออะไร”

เจ้าของร้านมองตามแล้วตอบ “เป็นรายการที่คนส่งสินค้านำมาให้ข้าลงชื่อรับทราบ เขาบอกว่าเป็นคำสั่งซื้อที่สกุลเฝิงรับไว้แล้ว แต่ข้าไม่ได้ติดต่อกับสกุลเฝิงโดยตรง จึงไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่”

“คนส่งสินค้าเป็นใคร”

“ข้าจำชื่อไม่ได้ แต่จำได้ว่าเขามีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงข้อมือซ้าย”

กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีสบตากันอีกครั้ง

ชายสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลที่เจ้าของร้านกล่าวถึงเมื่อคืนก็มีรอยแผลตรงข้อมือซ้ายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่ได้รีบสรุปว่าคนสองคนเป็นคนเดียวกัน เพราะรอยแผลเป็นไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงคนเดียวในยุทธภพ

ไป๋รั่วหลีวางเอกสารลงอย่างระมัดระวัง

“ท่านช่วยเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ดี อย่าทำหาย และอย่าเพิ่งมอบให้ใคร หากมีคนมาขอดู ให้ถามก่อนว่าเขาเป็นใครและมีเหตุผลอะไร”

เจ้าของร้านพยักหน้ารับ

“ข้าจะระวังให้มากขอรับ”

กู้ฉางเฟิงเสริมว่า “หากท่านมีโอกาส ควรติดต่อร้านค้าอื่นในหมู่บ้านเพื่อเทียบรายการสั่งซื้อด้วย จะได้ทราบว่าปัญหาเกิดกับร้านของท่านเพียงแห่งเดียว หรือเกิดขึ้นกับหลายร้านพร้อมกัน”

“เป็นความคิดที่ดีขอรับ ข้าจะลองไปพูดคุยกับพวกเขา”

หลังจากจัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อย ทั้งคู่ก็ออกจากร้านอีกครั้ง คราวนี้ไป๋รั่วหลีดูเคร่งขรึมกว่าเดิมเล็กน้อย

“ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ใช่แค่สินค้าขาดตลาดตามธรรมดา”

“ใช่ แต่เรายังต้องหาข้อมูลเพิ่ม” กู้ฉางเฟิงตอบ “เราไม่รู้ว่าคำสั่งซื้อที่ถูกเลื่อนเกิดจากการขาดแคลนสินค้าจริง หรือมีคนจงใจเปลี่ยนเส้นทางการส่งของ”

“และคนที่เกี่ยวข้องอาจมีมากกว่าหนึ่งคน”

“เป็นไปได้”

ไป๋รั่วหลีหยุดเดินตรงทางแยก ก่อนหันมาหาเขา

“พรุ่งนี้เราควรกลับไปที่โกดังอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อถามผู้ดูแลเพียงอย่างเดียว เราจะลองขอพบคนรับผิดชอบการขนส่งโดยตรง”

กู้ฉางเฟิงพยักหน้า “ตกลง หากพวกเขาไม่ยอมพบ เราก็จะหาทางติดต่อสกุลเฝิงจากเมืองหลินอัน”

“เจ้าจะไม่บุกเข้าไปใช่หรือไม่”

“ข้าสัญญาว่าจะไม่บุกเข้าไปโดยไม่มีเหตุผล”

“แล้วถ้ามีเหตุผลล่ะ”

“ข้าจะปรึกษาเจ้าก่อน”

ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“จำคำพูดตัวเองไว้ให้ดี”

“แน่นอน ข้าไม่เคยลืมคำพูดที่ให้ไว้กับหญิงงาม”

“ข้าเริ่มเสียใจแล้วที่ถาม”

กู้ฉางเฟิงหัวเราะ ขณะเดินตามนางไปยังลานกลางหมู่บ้าน

แม้การเดินทางในวันนี้จะยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่พวกเขาก็ได้รู้ว่ามีคำสั่งซื้อหลายรายการถูกส่งมาไม่ครบ และมีผู้ส่งสินค้าบางคนใช้เอกสารที่ไม่มีตราประทับรับรอง เรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพียงความผิดพลาดในการขนส่ง หรืออาจมีใครบางคนกำลังใช้ความขาดแคลนเป็นโอกาสหาผลประโยชน์

สิ่งที่ทั้งคู่ต้องทำต่อไปจึงไม่ใช่การชักกระบี่เข้าหาใคร แต่เป็นการหาข้อเท็จจริงให้เพียงพอก่อนตัดสินใจ

เมื่อเดินผ่านตลาด กู้ฉางเฟิงก็หยุดซื้อขนมแป้งทอดสองชิ้น เขายื่นชิ้นหนึ่งให้ไป๋รั่วหลี

นางมองขนมในมือเขาอย่างระแวง

“เจ้าต้องการอะไร”

“ข้าเพียงเห็นว่าเจ้ายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยง”

“ข้ากินแล้ว”

“ขนมชิ้นนี้ก็ไม่ได้แพงอะไร รับไปเถิด”

ไป๋รั่วหลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับขนมมา

“ข้าจะจ่ายเงินคืนให้”

“ไม่ต้อง ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าซ่อมเกวียนเมื่อครู่”

“ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า ข้าช่วยชายชรา”

“เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นรางวัลที่เจ้ามีน้ำใจ”

นางกัดขนมคำเล็ก ๆ แล้วตอบโดยไม่มองหน้าเขา

“เจ้าก็มีน้ำใจอยู่บ้าง”

กู้ฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า

“ข้าขอให้เจ้าพูดอีกครั้งได้หรือไม่”

“ไม่ได้ยินก็ช่างเถิด”

“ข้าได้ยินแล้ว แต่ข้าอยากฟังอีก”

“เช่นนั้นเจ้าก็ฝันเอา”

นางเดินนำไปข้างหน้า ทิ้งให้เขายืนถือขนมอีกชิ้นอยู่กลางตลาด

กู้ฉางเฟิงมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

ดูเหมือนวันนี้เขาจะได้กำไรไม่น้อย

ทั้งได้ช่วยชาวบ้าน ทั้งได้ข้อมูลเพิ่ม และยังได้รับคำชมจากไป๋รั่วหลีอีกหนึ่งประโยค

ส่วนพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เขายังไม่รู้

แต่ตราบใดที่นางยังยอมให้เขาเดินเคียงข้าง เขาก็ไม่คิดจะรีบร้อน

เพราะสำหรับจอมยุทธ์เจ้าสำราญอย่างกู้ฉางเฟิง การเดินทางที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด

หากเป็นการได้เดินไปพร้อมกับคนที่ทำให้ทุกเส้นทางน่าสนใจขึ้นต่างหาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป