บทที่ 9 แขกแปลกหน้าบนเส้นทาง
“ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน วันนี้ห้ามพูดจาเหลวไหลต่อหน้าคนของสกุลเฝิง”
ไป๋รั่วหลีกล่าวขณะเดินออกจากลานกลางหมู่บ้าน นางหันมามองกู้ฉางเฟิงซึ่งกำลังถือหมั่นโถวสองลูกอยู่ในมือ สีหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย กลับยิ้มราวกับกำลังรอฟังคำชม
“แม่นางไป๋ เจ้าพูดเหมือนข้าเป็นคนไร้มารยาท”
“เจ้าไม่ได้ไร้มารยาท แต่เจ้าไม่เคยรู้จักคำว่าพอดี”
“คำพูดหวานหูของข้าเป็นของหายาก หากใช้มากเกินไปย่อมเป็นเรื่องสิ้นเปลือง”
“ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีค่าแม้แต่น้อย”
“เช่นนั้นเจ้าคงไม่ว่าอะไร หากข้าจะเก็บคำหวานทั้งหมดไว้ใช้กับหญิงอื่น”
ไป๋รั่วหลีหยุดเดินทันที
กู้ฉางเฟิงเลิกคิ้วอย่างพอใจที่สามารถเรียกความสนใจจากนางได้ แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อ หญิงสาวก็หันกลับมาด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“เชิญตามสบาย หากเจ้าอยากเดินทางคนเดียว ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ”
“เดี๋ยวก่อน! ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น”
“ข้าก็ไม่ได้พูดเล่น”
นางเดินต่อโดยไม่หันกลับมา กู้ฉางเฟิงรีบก้าวตามจนทัน ก่อนยื่นหมั่นโถวลูกหนึ่งไปตรงหน้านาง
“เอาเถิด ข้ายอมรับผิด หมั่นโถวลูกนี้เป็นของเจ้า ข้าซื้อมาให้เป็นพิเศษ”
ไป๋รั่วหลีเหลือบมองขนมในมือเขา “เจ้าคิดว่าหมั่นโถวลูกเดียวจะซื้อความสงบของข้าได้หรือ”
“หากไม่ได้ ข้ายินดีเพิ่มอีกลูก”
“กู้ฉางเฟิง!”
“ข้าหยุดแล้ว!”
เขารีบยัดหมั่นโถวเข้าปากตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เผลอพูดอะไรออกไปอีก ทำให้ไป๋รั่วหลีต้องส่ายหน้าอย่างระอา
แม้นางจะไม่ยอมรับ แต่การมีคนคอยพูดจาชวนปวดหัวอยู่ข้างกายก็ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อเท่าเดิม อย่างน้อยกู้ฉางเฟิงก็ไม่ใช่คนประเภทที่เอาแต่โอ้อวดฝีมือหรือคิดว่าทุกคนต้องทำตามคำสั่งของเขา
สิ่งที่นางยังไม่เข้าใจคือ เหตุใดคนที่มีฝีมือสูงและมีชีวิตสุขสบายเช่นนี้จึงยอมเสียเวลามาเดินทางร่วมกับนาง ทั้งที่นางไม่เคยแสดงท่าทีต้อนรับเขาเลยสักครั้ง
แต่ไป๋รั่วหลีไม่ได้ถามออกไป
นางไม่อยากให้คำถามธรรมดากลายเป็นโอกาสให้เขาพูดจาเกี้ยวพาราสีอีกครึ่งค่อนวัน
ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังร้านสกุลจางตามที่ตกลงกันไว้เมื่อคืน เพราะวันนี้พวกเขาตั้งใจจะขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนส่งสินค้า ก่อนกลับไปที่โกดังเพื่อสอบถามเรื่องผู้รับผิดชอบการขนส่ง
ทว่าเมื่อไปถึงหน้าร้าน กลับพบว่ามีชายแปลกหน้าสามคนยืนอยู่ตรงประตู คนหนึ่งถือกระบอกไม้สำหรับใส่เอกสาร อีกสองคนสะพายดาบไว้ด้านหลัง เสื้อผ้าของพวกเขาสะอาดเรียบร้อยกว่าชาวบ้านทั่วไป และมีป้ายไม้เล็ก ๆ ห้อยอยู่ตรงเอว
กู้ฉางเฟิงชะลอฝีเท้า มองป้ายไม้นั้นเพียงแวบเดียวก็พอจะรู้ว่าพวกเขาเป็นคนของสมาคมการค้าประจำเมืองหลินอัน
ไป๋รั่วหลีสังเกตเห็นเช่นกัน นางไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะทันที แต่ยืนฟังอยู่ห่าง ๆ
“ท่านจาง รายการสั่งซื้อของร้านท่านมีปัญหาอยู่สองรายการ” ชายที่ถือกระบอกไม้กล่าว “ตามบัญชีของเรา สินค้าสองรายการนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว หากท่านยังเก็บใบสั่งซื้อเดิมไว้ ก็ควรนำมาคืนเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง”
เจ้าของร้านสกุลจางมีสีหน้าไม่สู้ดี
“ยกเลิกเมื่อไร ข้าไม่เคยแจ้งยกเลิกสินค้าสองรายการนี้เลย”
“แต่ในบัญชีมีการบันทึกไว้แล้ว”
“ผู้ใดเป็นคนบันทึก”
ชายผู้นั้นไม่ตอบทันที เขาเพียงเปิดกระบอกไม้ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วส่งให้เจ้าของร้าน
“นี่คือสำเนารายการที่ได้รับจากผู้ดูแลการขนส่ง ท่านลองตรวจดูเองเถิด”
จางเหว่ย—ไม่ใช่สิ เจ้าของร้านสกุลจางรับกระดาษมาดูอย่างรีบร้อน เมื่ออ่านจบ ใบหน้าของเขาก็ซีดลงเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่ลายมือของข้า!”
ชายถือกระบอกไม้ขมวดคิ้ว “ท่านแน่ใจหรือ”
“แน่ใจสิ ข้าเป็นคนเขียนบัญชีของร้านนี้มาหลายปี ลายมือของข้าเป็นเช่นไร ข้าย่อมจำได้”
“แต่รายการนี้มีตรารับรองจากทางสมาคมการค้า หากท่านยืนยันว่าไม่เคยยกเลิกสินค้า ก็ต้องมีหลักฐานมาแสดง”
เจ้าของร้านกำกระดาษแน่น “ข้ามีใบสั่งซื้อฉบับเดิมเก็บไว้ พวกท่านรอสักครู่”
เขารีบหันกลับเข้าไปในร้าน ขณะที่ชายทั้งสามยืนรออยู่ด้านนอกโดยมีสีหน้าเคร่งขรึม
กู้ฉางเฟิงหันไปกระซิบกับไป๋รั่วหลี
“ดูเหมือนวันนี้เราจะมีเรื่องให้ถามเพิ่มแล้ว”
“อย่าเพิ่งเข้าไปยุ่งจนกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ข้ารู้แล้ว”
คำตอบของเขาทำให้นางหันมามองอย่างแปลกใจ
“วันนี้เจ้าว่าง่ายจริง ๆ”
“ข้าไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน”
ไป๋รั่วหลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปสนใจคนตรงหน้า
นางไม่แน่ใจว่าควรเชื่อคำพูดของเขามากน้อยเพียงใด แต่ดูเหมือนกู้ฉางเฟิงจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าไปแทรกแซง
ไม่นานเจ้าของร้านก็กลับออกมาพร้อมใบสั่งซื้อสองแผ่น เขายื่นให้ชายถือกระบอกไม้ดูอย่างหนักแน่น
“นี่คือใบสั่งซื้อฉบับจริง มีลายมือของข้าและตราร้านครบถ้วน ข้าสั่งสินค้าไว้ตามจำนวนนี้ ไม่เคยแจ้งยกเลิกแม้แต่รายการเดียว”
ชายผู้นั้นตรวจดูเอกสารอย่างละเอียด สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไป
“ลายมือในเอกสารสองฉบับนี้ไม่เหมือนกันจริง ๆ”
“เช่นนั้นท่านก็เห็นแล้วว่าใครบางคนแก้ไขบัญชีของข้า!”
“ข้ายังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เอกสารอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการส่งต่อได้ เราต้องตรวจสอบกับผู้รับผิดชอบอีกครั้ง”
เจ้าของร้านถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “แล้วข้าต้องรออีกนานเท่าไร ชาวบ้านกำลังขาดเกลือ ร้านค้าของข้าก็ไม่มีสินค้ามาขาย หากรอจนทุกอย่างเรียบร้อย ผู้คนคงลำบากกันไปหมดแล้ว”
ชายถือกระบอกไม้ไม่ได้ตอบในทันที ดูเหมือนเขาเองก็ไม่สามารถให้คำรับรองใด ๆ ได้
กู้ฉางเฟิงมองสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปอย่างสงบ
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าได้ยินว่ามีปัญหาเรื่องใบสั่งซื้อ จึงอยากถามสักข้อหนึ่ง”
ชายทั้งสามหันมามองพร้อมกัน คนที่สะพายดาบอยู่ด้านซ้ายขยับมายืนขวางทันที
“พวกท่านเป็นใคร”
“คนเดินทางผ่านมา” กู้ฉางเฟิงตอบพร้อมยิ้ม “ข้าไม่ได้มาขัดขวางการทำงาน เพียงอยากทราบว่าหากร้านค้าถูกยกเลิกคำสั่งซื้อโดยไม่รู้ตัว จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร”
ชายถือกระบอกไม้พิจารณาเขาเล็กน้อย ก่อนตอบ
“หากพิสูจน์ได้ว่าเอกสารถูกแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางสมาคมจะตรวจสอบและแก้ไขรายการให้ แต่หากเป็นเพียงความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ก็ต้องให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง”
“แล้วระหว่างที่ตรวจสอบ ร้านค้าสามารถขอรับสินค้าส่วนที่ยังไม่ได้ส่งได้หรือไม่”
“ต้องดูว่าสินค้ามีอยู่จริงหรือไม่ และผู้ขายยินดีส่งให้หรือเปล่า สมาคมไม่อาจบังคับให้พ่อค้าขายสินค้าที่ตนไม่ได้มีอยู่ในครอบครอง”
คำตอบนั้นมีเหตุผล กู้ฉางเฟิงจึงพยักหน้ารับโดยไม่ได้โต้แย้ง
ไป๋รั่วหลีเดินเข้ามาสมทบ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าผู้รับผิดชอบการขนส่งของสกุลเฝิงคือใคร พวกเราต้องการสอบถามเรื่องกำหนดส่งสินค้าที่ถูกเลื่อนออกไป”
ชายถือกระบอกไม้หันมามองนาง
“พวกท่านมีธุระเกี่ยวข้องกับสกุลเฝิงหรือ”
“ไม่โดยตรง แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านกำลังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนสินค้า เราเพียงต้องการหาทางแก้ปัญหา”
ชายผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“ผู้ดูแลการขนส่งชื่อเฝิงอี้ เป็นคนของสกุลเฝิงโดยตรง แต่ช่วงนี้เขาเดินทางไปตรวจเส้นทางสินค้าทางใต้ ไม่ได้อยู่ในเมืองหลินอันตลอดเวลา หากต้องการพบเขา คงต้องติดต่อผ่านสำนักงานของสกุลเฝิง”
กู้ฉางเฟิงจดจำชื่อนั้นไว้ในใจ
“ขอบคุณท่านมาก”
“ไม่เป็นไร แต่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เรื่องเอกสารผิดพลาดเกิดขึ้นได้ในงานค้าขาย หากพวกท่านมีหลักฐานเพิ่มเติม ควรนำไปแจ้งทางสมาคมโดยตรง”
ไป๋รั่วหลีพยักหน้า “พวกเราจะจำไว้”
ชายทั้งสามเก็บเอกสารกลับเข้าไปในกระบอกไม้ ก่อนเดินออกจากร้านไปทางถนนสายตะวันตก
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว เจ้าของร้านสกุลจางก็ทรุดนั่งลงบนม้านั่ง สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความกังวล
“ข้าไม่เคยคิดว่าการซื้อขายสินค้าเพียงไม่กี่รายการจะยุ่งยากถึงเพียงนี้”
กู้ฉางเฟิงนั่งลงตรงข้ามเขา “ท่านมีหลักฐานอยู่แล้ว อย่าเพิ่งกังวลไปมากกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ตรงกันในบัญชี”
“แต่ถ้าคนของสกุลเฝิงยืนยันว่าข้ายกเลิกคำสั่งซื้อจริง ข้าจะทำอย่างไร”
ไป๋รั่วหลีตอบแทนเขา “ท่านก็แสดงหลักฐานที่มีให้ครบทุกชิ้น หากพวกเขายังไม่ยอมรับ ค่อยหาทางขอให้สมาคมการค้าตรวจสอบอย่างเป็นทางการ”
เจ้าของร้านมองนางด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณแม่นางมาก หากไม่มีพวกท่าน ข้าคงไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน”
“อย่าเพิ่งขอบคุณเราเลย เรื่องนี้ยังไม่จบ” นางกล่าว “ท่านช่วยบอกเราได้หรือไม่ว่าใบสั่งซื้อสองรายการที่มีปัญหาเป็นสินค้าชนิดใด”
“รายการแรกเป็นเกลือยี่สิบถุง ส่วนอีกรายการเป็นเครื่องมือทำไร่สิบชุด”
กู้ฉางเฟิงขมวดคิ้ว “เป็นสินค้าจำเป็นทั้งคู่”
“ใช่ขอรับ ข้าสั่งไว้เพราะมีชาวบ้านมาจองสินค้าเหล่านี้ล่วงหน้า แต่เมื่อของไม่มาส่ง พวกเขาก็ต้องไปหาซื้อจากที่อื่น บางคนไม่มีเงินพอจะซื้อในราคาที่สูงขึ้น”
ไป๋รั่วหลีเงียบไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“ท่านยังมีรายชื่อคนที่จองสินค้าไว้หรือไม่”
“มีขอรับ ข้าเก็บไว้ในสมุดอีกเล่มหนึ่ง”
นางพยักหน้า “เช่นนั้นเก็บรายชื่อนั้นไว้ด้วย หากต้องตรวจสอบในภายหลัง เราจะได้รู้ว่าการยกเลิกคำสั่งซื้อส่งผลกระทบต่อผู้ใดบ้าง”
เจ้าของร้านรับคำอย่างจริงจัง
กู้ฉางเฟิงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “พวกเราจะไปที่สำนักงานสกุลเฝิงในเมืองหลินอัน เพื่อสอบถามเรื่องผู้ดูแลการขนส่งและกำหนดส่งสินค้า หากได้คำตอบแล้วจะกลับมาแจ้งท่าน”
เจ้าของร้านรีบลุกตาม
“ข้าจะฝากความหวังไว้กับพวกท่านได้หรือไม่”
กู้ฉางเฟิงไม่ได้ตอบรับอย่างเลื่อนลอย เขาเพียงยิ้มบาง ๆ
“พวกเราจะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ข้าไม่อยากให้ท่านฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนแปลกหน้าสองคน ท่านเองก็ต้องเก็บหลักฐานและปกป้องสิทธิ์ของร้านไว้ด้วย”
คำตอบนั้นทำให้เจ้าของร้านมองเขาอย่างประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เมื่อออกจากร้าน ไป๋รั่วหลีเดินเงียบอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งทั้งคู่พ้นจากตลาด นางจึงเอ่ยขึ้น
“วันนี้เจ้าพูดจามีเหตุผลมากกว่าที่ข้าคิด”
กู้ฉางเฟิงหันมามองทันที “นี่เป็นคำชมครั้งที่สองในรอบสองวันหรือไม่”
“ข้ากำลังบอกข้อเท็จจริง”
“ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้ามีความสุขมาก”
“เจ้าควรดีใจที่ยังไม่มีใครไล่ตี”
“หากเป็นเจ้า ข้าก็ยินดีให้ตีเบา ๆ”
ไป๋รั่วหลีหยุดเดิน หันมาจ้องเขาอย่างไม่อยากเชื่อหู
“กู้ฉางเฟิง เจ้าเคยพูดอะไรที่ไม่ทำให้คนอื่นปวดหัวบ้างหรือไม่”
“เคยสิ”
“เมื่อไร”
“ตอนที่ข้ายังไม่รู้จักเจ้า”
นางนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหันหน้าหนีทันที
กู้ฉางเฟิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เขาไม่รู้ว่าคำพูดของตนทำให้นางรู้สึกอย่างไร แต่เพียงเห็นปลายหูของนางคล้ายจะแดงขึ้นเล็กน้อย เขาก็รู้สึกว่าการเดินทางวันนี้ไม่ได้เสียเปล่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ทอดข้ามลำธาร ไป๋รั่วหลีก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
“มีคนตามเรามา”
รอยยิ้มของกู้ฉางเฟิงจางลงทันที เขาไม่ได้หันกลับไปอย่างเปิดเผย เพียงชำเลืองมองเงาสะท้อนบนผิวน้ำ
ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าธรรมดากำลังเดินตามพวกเขามา เมื่อเห็นทั้งคู่หยุด เขาก็แสร้งทำเป็นก้มลงผูกเชือกรองเท้า
กู้ฉางเฟิงกระซิบ “เจ้ารู้จักเขาหรือไม่”
“ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”
“เดินต่อไปตามปกติ แล้วดูว่าเขาจะตามมาหรือไม่”
ทั้งคู่ก้าวข้ามสะพานไปอย่างไม่เร่งรีบ ก่อนเลี้ยวเข้าตรอกที่มีร้านขายเครื่องจักสานตั้งอยู่หลายแห่ง พวกเขาเดินผ่านแผงขายตะกร้าแล้วหยุดซื้อเชือกปอเส้นหนึ่ง ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ
ชายที่ตามมาชะลอฝีเท้าอยู่หน้าตรอก แต่สุดท้ายก็เดินตามเข้ามา
กู้ฉางเฟิงหยิบเชือกปอขึ้นมาพิจารณา พลางเอ่ยเสียงเบา
“ดูเหมือนเขาจะสนใจพวกเรามากกว่าสินค้าในตลาดเสียอีก”
“อย่าเพิ่งทำอะไร”
ไป๋รั่วหลีวางเงินให้แม่ค้า แล้วหันกลับไปมองชายคนนั้นตรง ๆ
“ท่านตามพวกเรามีธุระอะไรหรือ”
ชายผู้นั้นสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบยิ้มกลบเกลื่อน
“ข้าเพียงเดินผ่านมาเท่านั้น”
“บังเอิญจริง ๆ พวกเราเดินมาทางนี้ ท่านก็เดินตามมา พวกเราเลี้ยวเข้าตรอก ท่านก็เลี้ยวตาม”
ชายคนนั้นเริ่มมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ
“ข้า...ข้ามาซื้อเชือกเหมือนกัน”
กู้ฉางเฟิงชูเชือกปอในมือขึ้น “เช่นนั้นก็เชิญเลือกตามสบาย ร้านนี้มีเชือกหลายขนาด ท่านจะซื้อเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่ก็ได้ ไม่มีใครห้าม”
ชายคนนั้นมองเชือกในมือเขา ก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าว
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าไม่ซื้อดีกว่า”
เขาหันหลังเตรียมเดินหนี แต่ไป๋รั่วหลีกลับเอ่ยขึ้น
“หากท่านไม่มีธุระกับเรา ก็ไม่จำเป็นต้องหลบหนีเช่นนี้”
ชายผู้นั้นหยุดชะงัก ท่าทางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพูดออกมา
“มีคนจ้างให้ข้าติดตามพวกท่านจริง แต่ข้าไม่ได้คิดทำร้ายใคร”
กู้ฉางเฟิงเลิกคิ้ว “ใครเป็นคนจ้าง”
“ข้าไม่รู้ชื่อเขา เขาเพียงบอกให้ข้าดูว่าพวกท่านไปที่ใดและพูดคุยกับใครบ้าง แล้วกลับไปรายงานที่โรงน้ำชาทางตะวันตกของหมู่บ้าน”
ไป๋รั่วหลีถามต่อ “เขามีลักษณะอย่างไร”
ชายคนนั้นยกมือเกาหลังศีรษะ
“เป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาล มีรอยแผลเป็นตรงข้อมือซ้าย เขาให้เงินข้ามาก่อนส่วนหนึ่ง บอกว่าเพียงติดตามดู ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกท่าน”
กู้ฉางเฟิงกับไป๋รั่วหลีสบตากันอีกครั้ง
ชายที่มีรอยแผลเป็นตรงข้อมือซ้ายปรากฏขึ้นในคำบอกเล่าถึงสามครั้งแล้ว ทั้งจากเจ้าของร้านในหมู่บ้านและจากชายที่รับจ้างติดตามพวกเขา
แม้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันว่าเขาเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการยกเลิกคำสั่งซื้อ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าชายผู้นี้กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนในหมู่บ้าน
ไป๋รั่วหลีไม่ได้ชักกระบี่ออกมา นางเพียงถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่ใดในตอนนี้”
“ข้าไม่รู้ขอรับ เขาบอกให้ข้ากลับไปรายงานเมื่อพวกท่านออกจากตลาด”
“เช่นนั้นท่านก็กลับไปได้ แต่จำไว้ว่าอย่าโกหกเราอีก หากเราพบว่าท่านจงใจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เรื่องจะไม่จบง่าย ๆ แน่”
ชายผู้นั้นรีบพยักหน้า ก่อนเดินออกจากตรอกไปอย่างรวดเร็ว
กู้ฉางเฟิงมองตามจนอีกฝ่ายลับสายตา แล้วจึงหันมาหาหญิงสาว
“เจ้าคิดว่าเราควรตามเขาไปหรือไม่”
“ไม่จำเป็น เรารู้แล้วว่ามีคนกำลังติดตามเรา และรู้สถานที่ที่เขาใช้รับรายงาน หากเรารีบร้อนตามไปโดยไม่มีแผน อาจทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังไหวตัวทัน”
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรต่อ”
“กลับไปหาเจ้าของร้านสกุลจาง บอกเขาว่าอย่าเพิ่งเปิดเผยเอกสารให้ใครดู จากนั้นเราจะเตรียมเดินทางไปเมืองหลินอัน”
กู้ฉางเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ตกลง แต่ก่อนกลับ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถาม”
“อะไรอีก”
“เจ้ากลัวหรือไม่”
ไป๋รั่วหลีมองเขาอย่างสงสัย “กลัวอะไร”
“คนที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา หากเขาสามารถจ้างคนมาติดตามพวกเราได้ ก็อาจมีคนของเขาอยู่ในเมืองหลินอันอีกหลายคน”
นางนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จึงไม่มีเหตุผลต้องกลัวล่วงหน้า แต่ข้าจะไม่ประมาท”
กู้ฉางเฟิงยิ้มบาง ๆ
“ดีแล้ว ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าหรือ”
“เจ้ากลัวหรือไม่”
เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ข้ากลัวอยู่เรื่องหนึ่ง”
ไป๋รั่วหลีเลิกคิ้ว “เรื่องอะไร”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะทิ้งข้าไว้กลางทาง แล้วเดินทางไปคนเดียว”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“หากเจ้ายังพูดไร้สาระ ข้าจะทำเช่นนั้นจริง ๆ”
“เช่นนั้นข้าจะไม่พูดแล้ว”
เขายกมือปิดปากตัวเองอีกครั้ง ก่อนเดินตามนางกลับไปยังร้านสกุลจางอย่างว่าง่าย
ทว่าในใจของกู้ฉางเฟิงกลับเริ่มระมัดระวังมากขึ้น
การเดินทางครั้งนี้เดิมทีเป็นเพียงการติดตามหญิงสาวที่เขาสนใจไปทางใต้ แต่ตอนนี้กลับมีเรื่องการขนส่งสินค้า เอกสารสั่งซื้อที่ผิดปกติ และคนลึกลับที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง
เขาไม่คิดว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องบังเอิญทั้งหมด
แต่ก่อนจะตัดสินใจลงมือทำอะไร เขาต้องรู้ให้แน่ชัดว่าใครกำลังทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน และเหตุใดคนผู้นั้นจึงไม่ต้องการให้พวกเขาเข้าใกล้เรื่องนี้
สำหรับกู้ฉางเฟิง การชักกระบี่ต่อสู้กับศัตรูไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่ยากกว่าคือการรู้ว่าเมื่อใดควรชักกระบี่ และเมื่อใดควรเก็บมันไว้ข้างกาย
ครั้งนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่ทำให้ไป๋รั่วหลีต้องคอยเตือนซ้ำ ๆ อีก
อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้ว่าคนที่มีรอยแผลเป็นตรงข้อมือซ้ายเป็นใครกันแน่
