บทที่ 2 2

เขาแข็งแรง ร่วมรักกับเธอได้ครั้งละหลายชั่วโมงไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอคิดเอาไว้เลย ตัวตนร้อนผ่าวเข้าออกในกายเธอจนร้อนแสบแต่นั่นทำให้ลอร่ายิ่งกอดรัดร่างใหญ่ไว้แน่น

“ฉันมองคุณผิดไปจริงๆ ทีแรกคิดว่าเป็น...”

“ว่าเป็นอะไร”

“ไม่บอกค่ะ”

ลอร่าไม่กล้าพูดมาก เขาช่วยส่งเธอถึงสวรรค์ก็ดีแล้ว ไม่งั้นเธอคงแย่ ร่างขาวอวบพลิกกายเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมทับ เธอปล่อยให้เขาคุมเกมนานแล้ว คราวนี้เธอขอบ้างเถอะ อาการที่เป็นจะได้หายเสียที

“ไหนๆ ช่วยฉันแล้ว ก็ช่วยให้สุดละกันนะคะ”

“เจอขาวๆ อวบๆ ก็แปลกหน่อย แต่จะช่วยให้สุดก็แล้วกัน”

เสียงเข้มคำรามต่ำอย่างสุขสม ก่อนจะส่งฝ่ามือร้อนผ่าวขึ้นไปขยี้ขยำหน้าอกอวบใหญ่อย่างเมามัน ลอร่ายิ่งกรีดร้องด้วยความเสียวซ่าน ควบขี่ไม่หยุดจนทั้งคู่เหงื่อผุดพรายทั่วตัว ก่อนจะจับมือพากันไปถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรงท่ามกลางพระอาทิตย์ยามบ่ายในหน้าหนาวจากนั้นหันหลังไปคนละทาง

3 เดือนต่อมา

ประเทศไทย

อีกซีกหนึ่งของโลกภายในบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่นัก เสียงเด็กชายและเด็กหญิงพากันร้องดังลั่นด้วยความกลัว

“แม่จ๋า...แม่อย่าเป็นอะไรนะ”

“แม่ครับ...ผมจะช่วยแม่”

ดวงหน้าสวยซีดเผือดของ ‘อนันตา’ แทบจะมองไม่เห็นสีเลือด ขาเรียวสองข้างรู้สึกสั่นเกร็ง หัวใจเต้นระรัว ยังมีบุญอยู่บ้างที่แขนขวาคว้ายึดโต๊ะทำงานเอาไว้ได้

เสียงร้องของเด็กหญิงสลับเด็กชายนั้นคือ ‘ไอรัก’ ลูกชาย และ ‘อิ่มอุ่น’ ลูกสาว เด็กลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัยเจ็ดขวบเศษเป็นพี่น้องฝาแฝด ทั้งคู่พูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน เพราะอนันตาผู้เป็นมารดาคือครูคนแรกของลูก อนันตาสอนหนังสือให้ลูกๆ ด้วยตัวเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไอรักและอิ่มอุ่นถึงจะเก่งแต่เนื่องจากแม่ไม่ค่อยมีเงินจึงจำต้องเข้าเรียนในโรงเรียนวัดบางฉิมพลี ซึ่งอยู่ในละแวกบ้าน

เพราะการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หาเงินเลี้ยงลูกสองคนเพียงคนเดียวทำให้อนันตาตัดสินใจส่งเด็กๆ เข้าเรียนโรงเรียนวัดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่จัดหลักสูตรเข้มให้ลูกทุกๆ เย็น ทั้งท่องสูตรคูณ บวก ลบตัวเลข แม้จะอายุเพียงเจ็ดขวบเศษ แต่เด็กทั้งคู่สามารถท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสอง และบวกลบเลขทั้งแนวตั้งและแนวนอนได้ จนคุณครูเอ่ยชมเสมอ

“แม่ครับ แม่เป็นอะไรไป” ไอรักโผเข้ากอดแม่แน่น

ในขณะที่อิ่มอุ่นคิดว่าแม่ทำงานหนักจนเหนื่อย หนูน้อยในชุดกระโปรงบานสีชมพู ตัดเย็บด้วยฝีมือของอนันตา วิ่งไปที่ตู้ทำน้ำเย็นแล้วกดน้ำใส่แก้ว ไม่ลืมหยิบขวดอุทัยทิพย์มาหยดลงไปหนึ่งหยด เพราะแม่พูดเสมอว่าดื่มแล้วชื่นใจ แต่นาทีที่แม่ล้มทั้งยืน เด็กน้อยคิดอะไรไม่ออก หาช้อนคนไม่ทัน

อิ่มอุ่นเอานิ้วชี้ป้อมๆ สั้นๆ แต่มั่นใจว่าสะอาดดีแกว่งลงไปในแก้ว วิ่งปร๋อกลับมาที่โต๊ะทำงานสีขาวริมหน้าต่างแล้วยื่นแก้วให้แม่

“แม่ขา อิ่มอุ่นเอาน้ำมาให้”

“ขอบใจจ้ะ ไอรัก อิ่มอุ่น”

อนันตารับน้ำจากมือน้อยของอิ่มอุ่นไปจิบเล็กน้อยแล้ววางบนโต๊ะทำงาน คนเป็นแม่น้ำตาไหลพรากมองลูกที่แม้ยังเล็กแต่ก็รู้จักดูแลแม่ อนันตาคว้าร่างอวบกลมของลูกทั้งสองเข้ามากอดแนบอกแล้วหลับตาลง พยายามเบือนหน้าหนี ขับไล่ความรู้สึกเจ็บปวด “แม่ขอโทษนะคะ ไอรัก อิ่มอุ่น วันหลังแม่จะไม่ให้เงินขาดมือแบบนี้อีก”

ช่วงนี้เศรษฐกิจแย่งานแปลลดน้อยลงพอลูกเปิดเทอมจึงทำให้เธอหมุนเงินไม่ทัน อนันตาเลือกทำอาชีพแปลหนังสือเพื่อจะได้อยู่บ้านมีเวลาดูแลลูกทั้งสองคนเองจึงชักหน้าไม่ถึงหลัง แม้จะมีอาชีพเสริมทำขนมอบ เช่น เค้กกล้วยหอม บราวนี ขนมปังต่างๆ ส่งตามร้านกาแฟสดในละแวกบ้านแล้วก็ตาม แต่เพราะไม่ได้ค้ากำไรเกินควรจึงเหลือกำไรไม่มาก

อนันตาหายใจสะท้าน เหนื่อยกับชีวิต เรื่องเงินเรื่องทองเธอไม่อยากจะรบกวนใคร แม้จะมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ดูแลเธอกับลูกอยู่ดี แต่เธอก็ไม่อยากรบกวนเขา ไม่เคยปริปากขอหยิบยืมเงินจากใคร แต่เมื่อเห็นลูกน้อยน่ารักตาดำๆ ทั้งสอง คน อนันตาก็บอกกับตัวเองต่อไปจะไม่ปล่อยให้เงินขาดมือ

เมื่อเช้าตอนกำลังจะหุงเข้าวเธอรู้สึกจุกที่ต้องนำข้าวสารที่เหลือเพียงแก้วสุดท้ายมาต้มใส่น้ำเยอะๆ แล้วนำไส้กรอกที่เหลือติดตู้เย็นเพียงหนึ่งอันมาซอยแบบขวาง เป็นชิ้นวงกลมเล็กๆ ทอดให้ลูกแบ่งกันกินกับข้าวต้ม เป็นเพราะอนันตาใจอ่อน นำเงินที่ต้องใช้ถึงปลายเดือนก่อนจะได้รับค่าจ้างแปลให้ ‘นิตยา’ เพื่อนบ้านที่อยู่ห่างไปจากเธอสามหลังหยิบยืมไปจ่ายค่าเทอมลูกก่อน

แต่เมื่อถึงวันกำหนด นิตยากลับไม่มีเงินคืน ในขณะที่อนันตาเริ่มเงินขาดมือเพราะงานแปลน้อย บางทีค่าต้นฉบับก็ถูกเลื่อน ความเครียดบวกกับการทำงานหนักพักผ่อนน้อย เมื่อครู่เธอตั้งใจจะลุกขึ้นเดินไปชงกาแฟอีกแก้วเกิดสภาวะบ้านหมุน วัตถุในห้องเคลื่อนที่เองได้ จึงเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา โชคยังดีที่เธอไม่ล้มลงกระแทกพื้น

ไอรักเป็นห่วงแม่ เขาเห็นแม่ทำงานหนักทุกวัน เด็กชายเข้ามากอดแม่แน่น “แม่ครับ ไอรักจะพาแม่ไปหาหมอนะครับ”

อนันตายกมือเย็นเฉียบลูบศีรษะลูกด้วยความรัก “แม่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว นอนพักเดี๋ยวคงหาย”

“แต่แม่หน้าซีดมากเลยนะครับ”

“แม่ แม่ไม่มีเงิน” อนันตากัดฟันบอกลูกหน้าเศร้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป