บทที่ 11 ตอนที่ 4.3 ข้อดีของความทุกข์

มหาสมุทร Part

“นังฟ้ามึงพัดแรง ๆ สิยะ เตาถ่านไม่ใช่เตาแก๊สถ้าไฟไม่แรงชาตินี้ข้าวมึงจะสุกไหม! นี่นังฟ้านั่งสัปหงกอีกละอย่าบอกนะว่าเมื่อคืนหลังเลิกกองมึงแอบหิ้วกระติกน้ำเข้าไปกระดกที่ห้องด้วยน่ะ ถ้าโดนจับได้แล้วโดนยึดกูเอามึงตายแน่!”

“อื้อ โวยวายอะไรวะเจ๊ไม่มีใครรู้หรอกน่ะแต่ถ้าจะมีคนรู้คงรู้จากปากเจ๊ที่ด่าผมดังลั่นนี่แหละ ว่าแต่ปวดหัวชะมัดคืนนี้งดนะเจ๊บำรุงเลือดลมทุกวันอย่างนี้ผมไม่ไหวจริง ๆ ” เวลาเกือบหกโมงเช้าของวันถัดมา ทันทีที่เท้าเหยียบถึงแค่บริเวณเพิงของโรงครัวผมก็อดคิ้วขมวดให้กับคำสนทนาของป้าหลานรหัสของสายไอ้เวย์ไม่ได้ มันน่าทำโทษแพ็คคู่เสียจริง!

“ไหวไหมฟ้า แตงกวาว่าฟ้ากลับไปนอนพักดีไหมเดี๋ยวแตงกวาทำต่อเอง จิ๊บคืนนี้มึงอย่าชวนฟ้าเมาเป็นเพื่อนอีกนะถ้ารองประธานค่ายรู้เข้ามึงจะซวยเอา”

“อย่าสาระแนมาสั่งกูเลยนังแตงเน่า ทำเป็นว่าร้ายกูแต่เรื่องจริงมึงรู้ไหมว่าอาทิตย์ลับขอบฟ้าทีไรนังฟ้าผัวมึงน่ะสะกิดชวนกูยิก ๆ ทุกคืน แล้วมึงจะกลัวอะไรกับรองประธานในเมื่อมันเป็นน้องเขยมึงมึงก็โขกสับมันเข้าไปเหมือนที่กูโขกสับมึงเพราะมึงเป็นหลานสะใภ้กูนี่ไงใช่ไหมริต้า เจ๊หวังว่าเธอจะคุมผัวอุ๊ยสามีอยู่นะจ๊ะ” มีเสียงผู้หญิงอีกสามสี่เสียงเอ่ยหยอกเย้าสมทบคำพูดพี่จิ๊บขึ้นมา แต่เสียงผู้ชายเพียงหนึ่งเดียวในนั้นกลับเงียบหายไปแฮะ

“โทษทีที่มาขัดจังหวะถ้าไม่ว่าอะไรผมขอยืมตัวริต้าแป๊บหนึ่งได้ไหม”

“อุ๊ย น้องน้ำพ่อรูปหล่อมาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้เจ๊ตกใจหมดเลย แล้วมายืมตัวแม่ครัวอะไรแต่เช้ามืดแบบนี้จ๊ะนี่ยังไม่หกโมงเช้าดีด้วยซ้ำ เอ๊ะ ๆ คิดอะไรที่ฝ่าฝืนกฎอยู่รึเปล่า ตัวเองเป็นคนออกกฎเองนะว่าห้ามชายหญิงแสดงพฤติกรรมรุ่มร่ามใส่กันไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเพื่อนหรือแฟนก็ช่าง” อาการสะดุ้งสุดตัวคืออาการที่แม่ครัวมีให้เห็นโดยพร้อมเพรียงกันจะขาดก็แต่พ่อครัวคนเดียวในกลุ่ม

ไม่ต้องมองหานานผมก็หมดข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงของแกะดำในกลุ่มหงส์สักคำ เป็นเพราะว่าตอนนี้เจ้าตัวเหยียดตัวนอนบนม้านั่งตัวยาวโดยมีตักของพี่แตงกวารุ่นพี่ปีสามเป็นหมอนให้หนุนอย่างสบายใจนั่นเอง

“ผมว่าขอยืมตัวริต้าแลกกันกับการอู้งานเด็กนั่นของเจ๊ดีไหม คนอะไรไม่รู้จักหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบของตัวเอง เป็นผู้ชายแท้ ๆ ยังกล้านอนหลับเต็มตาแล้วปล่อยให้ผู้หญิงทำงานแทนตัวเองเนี่ยนะโคตรจะเป็นสุภาพบุรุษเลย หึหึ”

“เอ่อ นังฟ้ามันไม่สบายนิดหน่อยเจ๊เลยให้มันนอนพักเองน้องน้ำจะพาแฟนไปแอบหวานที่ไหนก็ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวคนทั้งค่ายตื่นก่อนแล้วอดสวีทจะมาฟาดงวงฟาดงาใส่พวกเจ๊ไม่ได้นะจ๊ะ” เมื่อเหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือแล้วผมต้องรีบพยักหน้ารับกับคำเสนอของพี่จิ๊บโดยไว ก็นี่หกโมงเช้าเสียงพูดคุยจากเพื่อนร่วมค่ายเริ่มมีให้ได้ยินแล้วถ้าสายกว่านี้ผมคงไม่มีเวลาฉกตัวริต้าไปแน่

“แต่อย่าทำอะไรกันนะเด็ก ๆ อายผีสางเทวดาบ้างที่นี่ไม่ใช่บ้านเราอดใจไว้ไปเป่าปากกันที่บ้านดีกว่า ใช่ไหมแตงเน่ามึงใช้อภิสิทธิ์ความเป็นพี่รหัสสั่งความน้องมึงเลย”

“ริต้าอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อล่ะ เราเป็นผู้หญิงอย่ายอมแฟนมากเดี๋ยวแฟนจะได้ใจ” ริต้าหัวเราะกับคำสั่งสอนของพี่จิ๊บและพี่แตงกวาพี่รหัสของตัวเองก่อนจะเดินตามผมมาติด ๆ มือขวาผมคว้ามือริต้าเอาไว้แล้วจับจูงเธอให้เดินไปด้วยกัน พอพ้นต้นไม้ใหญ่หน้าโรงเรียนเลี้ยวซ้ายไปจะเจอทางลูกรังเล็ก ๆ

เมื่อผมไม่เอ่ยปากพูดคนที่เดินด้วยกันก็ไม่มีแม้สักคำถามเดียวนอกจากเดินตามผมเท่านั้น ไม่ถึงห้านาทีผมก็พาเธอเดินมาถึงจุดหมายมีแสงสว่างส่องมาตามแนวกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่น้อย เมื่อหันหน้าไปมองตามช่องว่างของต้นไม้นั้นก็พบกับแสงอรุณแรกของเช้าวันนี้โดยมีหมอกปกคลุมบางเบาคล้ายความรู้สึกของผมในตอนนี้ชะมัด

“สวยจังน้ำรู้จักที่นี่ได้ไงคะ”

“พี่หมีพามาเมื่อวานน่ะผมเห็นแล้วชอบเลยอยากพาริต้ามาบ้าง”

“ริต้าคิดว่าน้ำจะชอบบรรยากาศที่ชัดเจนมากกว่านี้ซะอีก” ถึงผู้หญิงในชุดกางเกงวอร์มสีเทา เสื้อแขนยาวสีเดียวกันมีหมวกไหมพรมสวมใส่เอาไว้จะยิ่งส่งให้ริต้าในลุคนี้น่ารักขึ้นกว่าเดิม แต่ผมเลือกจะสนใจในคำทักท้วงของเธอมากกว่า

“หือ? อ้อริต้าหมายถึงหมอกนี่น่ะเหรอ นั่นสินะผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบความคลุมเครือของผืนป่าที่ปกคลุมด้วยสายหมอกจนไม่เห็นความสว่างแบบนี้มากกว่าความสดใสชัดเจนของท้องฟ้า เพราะยิ่งชัดเจนมากเท่าไหร่ก็ทำให้ผมแสบตามากเท่านั้น” มือขวาผมยกขึ้นคว้าเอาฝ่ามือผู้หญิงที่ยืนข้างกันมาเกาะกุมเอาไว้

แสงสว่างเริ่มเล็ดลอดตามช่องว่างของกิ่งไม้มากขึ้นทุกทีเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเวลาของความเป็นส่วนตัวใกล้จบลงเสียแล้ว แต่ยิ่งรอบข้างเริ่มมีแสงสว่างมากเท่าไหร่อะไรบางอย่างที่เห็นมาสักพักก็ยิ่งกระทบตามากขึ้นเท่านั้น

แกรก! “ใคร! ผมถามว่าใครถ้าไม่ออกมาผมสั่งซ่อมคุณแน่!”

“เฮ้ยไม่เอานะรุ่นพี่! ผมเองค้าบผมเองไอ้ฟ้ารุ่นน้องที่แสนจะทำคุณประโยชน์ให้กับชาววิศวะมานักต่อนักไงพี่ โถ่เอ๊ยเอะอะสั่งซ่อมแบบนี้ผมก็แย่อะดิ ฟู่วว หนาวชะมัดทำไมต้องมาสวีทกันในที่หนาว ๆ แบบนี้ด้วยเนี่ยแค่ที่โรงเรียนมันยังหนาวไม่สะใจรึไงค้าบ ฟู่วว” สายตาผมหลุบมองตั้งแต่รองเท้าแตะสีดำไล่ไปตามชายกางเกงเลสีน้ำเงินเข้ม เสื้อแขนยาวคอเต่าสีดำตัวนั้นดูยังไงก็ไม่น่าจะป้องกันอากาศที่หนาวเย็นได้สักเท่าไหร่

คางมนขยับไปตามจังหวะของริมฝีปากที่อ้าพะงาบ ๆ พ่นหลายสิบคำพร้อมกับเป่าควันออกมาจากปาก เนื่องจากอากาศเย็นจัดทำให้ปลายจมูกเชิด ๆ นั้นแดงจัดมันแดงพอ ๆ กับดวงตาคู่นั้นแดงก่ำจนเห็นได้ชัดถึงแม้จะยืนห่างกันเกือบสิบก้าวก็ตาม

“มีอะไรอย่าบอกนะว่าคุณเป็นพวกโรคจิตแอบตามสอดส่องเรื่องของคนอื่นน่ะ มารยาทต้องสะกดให้เป็นนะ”

“โอ๊ยพี่ครับคิดว่าผมอยากบุกป่าฝ่าดงตอนเช้า ๆ อากาศหนาว ๆ แบบนี้มาหาพี่เหรอครับผมไม่ได้พิศวาสพี่ขนาดนั้นคนกำลังหลับฝันดีอยู่ด้วย แต่พี่หมีแกให้ผมมาเรียกพี่ต่างหากสงสัยแกกลัวว่ารองประธานค่ายจะทำเรื่องผิดผีมั้ง ถ้าไงรีบตามมาล่ะพี่หมีว่าถ้าช้าพี่แกจะมาลากตัวพี่ออกจากดงดอกรักนี้เอง ผะ ผมไปก่อนนะอยู่ไม่ไหวหนาวฉิบหาย” พูดจนจบด้วยเสียงตะกุกตะกักเจ้าตัวก็หันหลังเดินตัวสั่นกลับไปทันที คงจะหนาวมากล่ะมั้งนี่ผมควรสมน้ำหน้าดีไหมก็ใครใช้ให้ใส่เสื้อผ้าบาง ๆ แบบนั้นบนดอยทั้งที่รุ่นพี่และผมเองก็ย้ำกับรุ่นน้องทุกคนหนักหนาในเรื่องเครื่องนุ่งห่มน่ะ

“เรากลับกันเถอะน้ำนี่หกโมงกว่าแล้วด้วยไปช้าเดี๋ยวพี่หมีจะโวยวายเอา”

“โอเคครับ แต่ผมว่าต่อให้ผมกับริต้าหายไปทั้งวันทั้งคืนพี่หมีก็คงไม่สนใจเผลอ ๆ จะดีใจด้วยซ้ำ” ท่อนสุดท้ายดังที่สุดได้แค่ริมฝีปากผม มือที่เกาะกุมริต้าเอาไว้ถูกผละออกเพื่อเดินนำหน้าพาเธอกลับไปตามคำร้องขอ

“ผมว่าที่นี่คงจะมีที่ที่สวยกว่านี้ ยืนอยู่แล้วรู้สึกมั่นคงกว่านี้ มองเห็นแล้วสบายตากว่านี้ สูดลมหายใจแล้วสุขใจมากกว่านี้ซุกซ่อนอยู่อีกแน่ คุณคิดเหมือนกันไหมริต้า”

“ไม่รู้สิแต่ถ้าให้เดาก็คงมีมั้ง แล้วถ้าสมมุติว่าน้ำเจอที่แบบนั้นน้ำจะพาริต้ามายืนอยู่ข้าง ๆ กันอย่างตรงนี้ไหม” ผมไม่แม้แต่จะหันไปตอบคำถามของแฟนสาว ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองดวงตะวันสีอ่อนที่เริ่มโผล่จากขอบฟ้ามาทอแสงให้ชาวโลกได้รับความอบอุ่น

สองเท้าผมยังคงก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ลมหายใจก็ยังคงเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขสิ่งที่ผมทำได้ก็คือต้องเดินหน้าต่อไปภายใต้เงื่อนไขของการให้กำลังใจตัวเองที่ว่า ข้อดีของความทุกข์คือทำให้เราโตขึ้นแข็งแรงขึ้นและเดินได้ไกลมากขึ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป