บทที่ 12 ตอนที่ 5.1 กลิ่นอายของสายลม
มหาสมุทร Part
“ทำกันไม่กี่วันเองห้องน้ำก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เห็นครูแสงไฟบอกว่าห้องสมุดก็ใกล้จะเสร็จแล้วเหมือนกันเหรอไอ้หนุ่ม”
“ครับลุงผู้ใหญ่ นี่ก็จะสิ้นปีอยู่แล้วเราตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จก่อนสิ้นปีแล้วมอบเป็นของขวัญให้กับเด็ก ๆ ที่นี่น่ะครับ” เมื่อพูดถึงเรื่องเวลาผมก็ต้องกวาดตามองห้องน้ำสองห้องที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานวันนี้เอง
ส่วนห้องสมุดขนาดเล็กนั้นต้องล่าช้าออกไปเพราะวัสดุจำพวกเหล็กที่สั่งไว้มาส่งให้ช้ากว่ากำหนด แต่ตอนนี้ส่วนของห้องสมุดสำเร็จเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ววันนี้ก็วันที่ 27 ธันวาคม เวลาสามถึงสี่วันที่เหลือกับแรงงานที่ไม่ต้องแบ่งไปทำห้องน้ำผมคิดว่าน่าจะทันตามกำหนดการแน่นอน
“ไม่ต้องหักโหมกันมากนะพ่อหนุ่ม ลุงว่าวันนี้เลิกงานเร็วหน่อยก็ได้ลุงมีของดีมาให้ ไอ้หนูเอาของมาให้ไอ้หนุ่มพวกนี้หน่อยซิ”
“ครับพ่อหลวง” เด็กหนุ่มชาวเขาอายุไม่น่าเกินสิบห้าหิ้วไหอะไรสักอย่างสองไหจากหลังรถกระบะผู้ใหญ่บ้านมาวางบนพื้นหญ้า แค่เห็นพลาสติกปิดปากไหไว้โดยไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าข้างในบรรจุอะไรอยู่ เพราะรู้ถึงสิ่งที่อยู่ข้างในสัญชาตญาณจึงสั่งให้ผมหันไปกวาดสายตามองหาป้าหลานรหัสของสายหนึ่งที่ร่วมคณะมากับเรา อย่าให้ผมเล่าขานถึงวีรกรรมป้าหลานคู่นี้เลย แม้จะไม่เฝ้ามองแต่ข่าวคราวของทั้งคู่ก็แว่วเข้าหูผมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าทั้งคู่หน้าแดงก่ำเสียงอ้อแอ้กันวันเว้นวันทีเดียว
“อะนี่ของดีของหมู่บ้านเชียวนะลุงเอามาให้เยอะอยู่ข้างหลังรถแน่ะ อ้อเกือบลืมแปลงผักตรงเนินเขาหลังหมู่บ้านผักกะหล่ำดอกกับกะหล่ำปลีกำลังขึ้นสวยเลย เอ็งชวนเพื่อน ๆ ไปตัดเอาสิลุงจะให้ไอ้หนูพาไป”
“เดี๋ยวผมพาไปเองก็ได้ครับลุงผู้ใหญ่” และแล้วบุคคลที่วนเวียนหาช่องว่างพูดคุยกับเพื่อนผม แต่เป็นคนที่ไอ้เวย์พยายามหลบเลี่ยงมาตลอดตั้งแต่เจอกันก็เป็นคนเอ่ยขึ้นมา ในมือของคนที่ได้ชื่อว่าครูแสงไฟมีไหลักษณะเดียวกันกับไอ้หนูของลุงผู้ใหญ่ถือติดมือมาวางตำแหน่งเดียวกับที่วางอยู่
“อ้อครูแสงไฟมาพอดี พรุ่งนี้ผมจะลงไปเยี่ยมครูใหญ่ในเมืองจะแวะซื้อของวันงานมาด้วยครูแสงไฟจะเอาอะไรบ้างไหมล่ะ”
“ไม่เอาอะไรครับขอบคุณครับผู้ใหญ่ งั้นผมขอตัวพาน้อง ๆ ไปเก็บผักก่อนนะครับ รองประธานพี่ขอแรงน้อง ๆ สักสองสามคนสิ เอ่อ ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอผู้ชายสักสองคนนะสวนผักอยู่บนเนินขากลับต้องแบกผักเดินไกลน่ะ เป็นไปได้ไหมถ้าคนที่พี่ขอจะเป็นรันเวย์” ลุงผู้ใหญ่พยักหน้ารับแล้วหันกลับไปลำเลียงของที่อยู่ท้ายกระบะขนลงมาวางรวมกัน
อืม มีหลายไหเชียวแบบนี้ถ้าพี่จิ๊บมาเห็นคงได้กรี๊ดจนเส้นเสียงอักเสบแน่ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่น่าสนใจเท่ากับคำบอกเล่าของคุณครู เนินเขาสูงและไกลพอสมควรงั้นเหรอหรือว่าจะเป็นที่นั่น?
ผมหันไปจ้องตากับคนพื้นที่คนนี้โดยไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจอะไรกับการต้องสบตากับคนที่เคยเป็นคนคุ้นเคยกันมาก่อน แต่รู้สึกอึดอัดใจมากกว่าอึดอัดที่ต้องตอบสนองคำร้องขอจากคนที่เคยทำให้เพื่อนผมต้องเจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส
“ผมไม่คิดว่าไอ้เวย์จะยินดีรับใช้นะครับ อ้อแปลงผักหลังหมู่บ้านที่ว่านี่ใช่ตรงที่มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่บนเนินหรือเปล่าถ้าใช่เดี๋ยวผมจะให้คนสำคัญของไอ้เวย์ไปเป็นแรงงานของครูก็แล้วกัน น้อง ๆ ไปเรียกขอบฟ้ามานี่ทีบอกด้วยนะว่าลุงผู้ใหญ่เอาไหอะไรมาให้ด้วยน่ะ”
“ค่ะพี่น้ำ” เมื่อคนตรงหน้าผงกหัวตอบรับถึงไม่แน่ใจว่าเขาตอบรับเรื่องบุคคลหรือสถานที่ แต่ผมก็เลือกจะให้รุ่นน้องปีหนึ่งที่เดินผ่านมาไปตามคนที่คิดว่าน่าจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องของไอ้เวย์กับครูคนนี้มากที่สุด และยังไม่ลืมฝากข้อความเรื่องไหหลายใบไปด้วย ขืนไม่เอาไหมาล่อลวงรายนั้นคงกวนประสาทผมด้วยการเอ้อระเหยลอยชายกว่าจะมาปรากฏตัวตรงหน้าพระอาทิตย์คงตกดินนู่นแหละ
“พี่อยากคุยกับเวย์อยากคุยทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว อยากคุยทั้งที่รู้ว่าพี่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีก อยากคุยทั้งที่รู้ว่าทุกคำพูดของพี่มันคือคำแก้ตัวของคนชั่ว ๆ คนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ยังอยากคุยกับเวย์แค่สักครั้งก็ยังดี”
“....” ไม่ใช่ว่าผมใจดำถึงได้ยืนดูผู้ชายแววตาโศกเศร้าคนนี้มีความระทมทุกข์เพิ่มขึ้นในดวงตา ไม่ใช่ว่าผมใจแข็งถึงยืนฟังน้ำเสียงแผ่วเบาสั่นพร่าพูดถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเขา แต่จะทำอะไรได้ในเมื่อสิ่งที่เพื่อนผมเคยเจอมันยังติดตาไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของผมสักที
“พี่ขอร้องนะน้ำขอโอกาสให้พี่ได้พูดกับเวย์อีกครั้งเถอะนะ ฮึกก พี่ขอร้อง” ไม่ใช่เสียงสะอื้นที่ทำให้ผมใจหายแต่เป็นสองมือคนที่ได้ชื่อว่าคุณครูกำลังยกมือพนมก้มหัวพร้อมกับเอ่ยคำอ้อนวอนนั่นต่างหากที่ทำให้ผมใจหล่นวูบ ภาพรอยยิ้มเสียงหัวเราะความอ่อนโยนจากคนที่ผมนับถือเป็นพี่ และช่วงเวลาหนึ่งเขาคนนั้นก็เคยมีความทรงจำที่ดีร่วมกับผมในฐานะของแฟนเพื่อนที่ผมสนิทที่สุด แล้วสถานการณ์แบบนี้จะให้ผมทำยังไงดีล่ะ
ตุบ ๆ ๆ “พี่น้ำเรียกผมมาเอาอะไรเหรอได้ยินว่าเป็นไห ๆ อะไหนขอดูหน่อยซิ อะ อ้าว ครู” เสียงฝีเท้าเสียงโหวกเหวกโวยวายจากชายที่ผมรออยู่เขากำลังร่ำร้องหาแต่ไหไม่ขาดปาก ฮึ่ม มึงนี่นะได้เชื้อพี่จิ๊บมาเยอะจริง ๆ !
“เดี๋ยวเอาเข่งแล้วตามครูไปหน่อย อย่าเพิ่งเถียงจะเอาไหมไอ้ไหนี่น่ะ”
“เอา ๆ แต่ผมขอสองไหนะเพราะผมมีหญิงชราต้องแบ่งปันอะ ครูรอแป๊บนะครับผมไปเอาเข่งก่อน” พอผมพยักหน้าอนุญาตในคำต่อรอง เจ้าของผมหยักศกที่ถูกมัดไว้ลวก ๆ ก็คว้าสองไหวิ่งตุบตับไปทางพี่จิ๊บก่อนจะถือเข่งวิ่งอุตลุดกลับมาอีกรอบ เฮ้อ! พี่จิ๊บช่างสอนมาดีเสียจริง
“เนินที่เคยไปวันก่อนใช่ไหม ครูกับขอบฟ้าล่วงหน้าไปก่อนเลยเดี๋ยวผมไปตามเพื่อนให้มาช่วยก่อนครับ”
“ไปเถอะครูรีบไปรีบมาเดี๋ยวไหผมหายเข้าท้องเจ๊จิ๊บหมด แล้วเอาเข่งไปใส่อะไรอะ เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าเอาไปใส่ไหอะถ้าเป็นแบบนั้นจริงผมจะได้ไปเรียกหญิงชรามาช่วยอุ้มไห” ผมต้องรีบเดินหนีประโยคสนทนาเจื้อยแจ้วของรุ่นน้องปีหนึ่งโดยเร็วขืนยืนฟังนาน ๆ มันจะชวนให้หัวใจผมเหนื่อยกว่านี้ เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงวะขนาดเด็กที่กินแค่มะระยังบ่นว่าขมแต่ทำไมใครบางคนถึงได้พิศวาสกับของขมอย่างน้ำเมาได้ถึงขนาดนี้เนี่ย
“พี่หมีผมไปเก็บผักที่เนินหลังหมู่บ้านก่อนนะ เวย์ไปช่วยกูขนผักหน่อย”
“ผักอะไรวะ ไอ้เขื่อนไอ้โฬมรีบฉาบให้เรียบร้อยวันนี้ต้องเสร็จนะ” แผ่นไม้ที่ทำเป็นป้ายชื่อห้องสมุดถูกวางลงก่อนที่ไอ้เวย์จะหันไปสั่งงานทิ้งไว้ แล้วเดินตามผมไปยังจุดหมายซึ่งมีชายสองคนออกเดินทางไปก่อนหน้านี้
“มึงไปถูกแน่นะน้ำ”
“เออ เอฉื่อเคยพากูกับไอ้เขื่อนพี่จิ๊บไปครั้งหนึ่งแล้ว” ผมเลือกจะไม่บอกว่าคนที่ไปด้วยวันนั้นคือคุณครูของที่นี่ เมื่อพ้นจากสถานศึกษาบุหรี่จึงถูกควักขึ้นมาสูบเข้าปอดอีกครั้ง ตะกร้าไม้ถูกสานเป็นเข่งไว้ขนผักของผู้ใหญ่บ้านกำลังกวัดแกว่งอยู่ในมือข้างซ้ายของผม สองเท้าก้าวไปยังทิศทางที่คิดว่ามีสองคนล่วงหน้าไปก่อน สมองกำลังสั่งความให้เหตุและผลถูกปิดกั้นลงแล้วใช้ความรู้สึกเป็นเครื่องนำทางแทน
“มึงเคยวิ่งหนีอะไรไหมวะเวย์”
“เคย แต่เป็นเรื่องที่กูจำไม่ได้ซะแล้วถามทำไมวะ”
“ไม่มีอะไรกูแค่อยากบอกว่ากูก็เคยเหมือนกันแม้แต่ทุกวันนี้บางทีกูยังคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอยู่เลย แต่มีอีกอย่างที่กูเรียนรู้มาจากการหนีก็คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการหลบหนีคือการวิ่งหนีความจริง เพราะการที่วิ่งหนีความจริงเราอาจจะคิดว่าหนีมันได้แต่ว่าเรื่องจริงไม่ใช่แบบนั้นเพราะความจริงมักจะวิ่งนำหน้าเราไปก้าวหนึ่งเสมอ”
ตลอดทางเดินขรุขระข้ามลำธารขึ้นเนินลงเนินเดินอ้อมคลองไปมากับหนทางคดเคี้ยวน่าจะหลายกิโลไม่ได้มีแม้แต่คำพูดอะไรจากเราสองคนอีก จนเห็นแผ่นหลังในเสื้อสีส้มแปร๊ดกับเสื้อสีน้ำตาลไว ๆ ของใครสองคน ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าผ้าใบของเราทั้งคู่ก็ยังคงเดินตามหลังเขาไปด้วยจังหวะย่างก้าวอย่างสม่ำเสมอ
ไม่เคยมีใครวิ่งหนีความจริงได้พ้นแต่สำหรับผมแล้วถ้าหนีจนสุดทางก็ยังไม่ได้งั้นผมขอเลือกจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความรอบคอบที่สุด เลือกจะเปิดหน้าไพ่ในจังหวะและเวลาที่เป็นใจให้ผมเป็นผู้ชนะดีกว่า ถึงแม้ว่าระหว่างทางนั้นผมต้องใช้ความอดทนเป็นเครื่องนำทางเพื่อสานต่อด้วยความพยายามของบางเรื่องในวันข้างหน้า โดยไม่มีอะไรการันตีได้ว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ควรต้องเป็นหรือเปล่า แต่นี่ก็คือทางออกเดียวที่ตอนนี้ผมคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
