บทที่ 14 ตอนที่ 5.3 กลิ่นอายของสายลม
มหาสมุทร Part
“คืนนี้ปล่อยฟรีสไตล์สักคืนใช่ไหมน้ำ ไหน ๆ ภารกิจของพวกเราก็เสร็จสิ้นแล้วริต้าว่าช่วงกลางคืนอีกสองสามคืนที่เหลือน้ำอย่าเข้มงวดอะไรนักเลย”
“ริต้าตั้งใจคุยเรื่องนี้กับผมด้วยตัวเองหรือว่ามีใครสั่งให้มาเจรจากันแน่ครับ อ้อ หึหึ ขอผมปรึกษากับรุ่นพี่อีกทีนะว่าสามารถยืดหยุ่นให้ได้แค่ไหนโอเคไหมครับพี่จิ๊บ” แทนที่จะตอบคำถามนี้กับริต้า แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นท่าทางของพี่จิ๊บที่มองมาเหมือนลุ้นอะไรสักอย่างจนตัวโก่ง
คู่กรณีของผมเอ่ยถึงได้ส่งนิ้วกลางมาให้แล้ววิ่งไปคว้าคอหลานรหัสสายเมาของตัวเอง ที่เพิ่งเดินกลับมาจากทางบ้านพักคุณครูตามคำสั่งของพี่หมีมากระซิบอะไรบางอย่าง โดยมีเด็กหญิงเอฉื่อยืนเกาะชายเสื้อขาด ๆ ของหนุ่มผมยาวเพียงคนเดียวในค่ายอาสา สองตากลมโตจ้องมองชายหญิงข้างหน้าด้วยสายตาเต็มไปด้วยความอยากมีส่วนร่วมในการกระซิบกระซาบนี้
“โอ้โหไม่ได้มาวันเดียวโรงเรียนของเรามีห้องสมุดสวย ๆ ซะแล้ว คุณครูแสงเห็นอย่างที่ผมเห็นไหมตอนนี้หมู่บ้านของเรามีสิ่งที่เราอยากให้มีแล้วนะ”
“ผมว่าพรุ่งนี้เด็ก ๆ คงดีใจที่ได้เห็นแน่ครับผู้ใหญ่ นี่ขนาดผมย้ายไปสอนเด็ก ๆ ที่กลางหมู่บ้านแทนโรงเรียนตั้งหลายวันก็ยังมีเด็กหลายคนแอบมาด้อม ๆ มอง ๆ กันใหญ่เลย”
“แต่จิ๊บว่ามีเด็กบางคนไม่ได้แอบนะคะลุงผู้ใหญ่คุณครู เอ..ใครกันนะมาช่วยพี่ฟ้าเด็ดผักทุกวันน่ะ”
“หนูจ้าหนูเอง พี่สาวบอกว่าหนูเป็นผู้หญิงต้องฝึกทำกับข้าวให้เป็นพี่สาวเลยสอนหนูจ้ะ” ได้เห็นท่าทางยกมือกระโดดจนตัวลอยของเด็กหญิงชาวเขาก็ทำให้พวกผู้ใหญ่หลายคนรวมถึงตัวผมอดอมยิ้มให้กับความน่ารักไร้เดียงสานี้ไม่ได้ แม้ใจอยากจะท้วงเด็กหญิงเหลือเกินว่าขนาดพี่สาวของหนูน้อยยังทอดไข่ดาวไม่เป็นเลย แล้วจะเอาอะไรไปสอนหนูล่ะครับ
“เย็นนี้ผมตั้งใจว่าจะขนชั้นกับหนังสือจัดให้เรียบร้อยทีเดียวไปเลย พรุ่งนี้สักเก้าโมงผมขอเชิญผู้ใหญ่มาเป็นประธานเปิดห้องสมุดกับห้องน้ำให้หน่อยนะครับ ต้องรบกวนผู้ใหญ่ให้ช่วยเชิญชาวบ้านมาร่วมงานด้วยนะครับเดี๋ยวฝ่ายสวัสดิการของค่ายจะทำอาหารเที่ยงเลี้ยงชาวบ้านอย่างสุดฝีมือ อย่าหาว่าผมอวยพวกเดียวกันเลยแต่ฝีมือทำอาหารของพ่อครัวแม่ครัวค่ายเรารสชาติสู้กับร้านใหญ่ ๆ ในเมืองได้สบายเลยนะครับ”
“ใช่แล้วถ้าพลาดอาหารที่ผมลงมือทำถือว่าลุงผู้ใหญ่พลาดของดีเลยนะ ผมไม่อยากจะคุยว่าหลายวันที่ผ่านมาของชาวค่ายอยู่ได้เพราะฝีมือของนายขอบฟ้าคนนี้นะลุง อ้อผมถามหน่อยสิบ้านลุงมีปี๊บไหมไก่ที่ผมเห็นอยู่หลังกระบะรถลุงเอามาให้พวกผมใช่ไหมอะ ถ้าใช่พรุ่งนี้ผมจะโชว์ฝีมือไก่อบปี๊บให้ลุงกินเอง
“ยิ่งถ้าได้ฉีกน่องไก่ให้ควันร้อน ๆ หอบเอากลิ่นลอยมาผมรับรองว่ามืออีกข้างของลุงจะไม่ยอมเสียเวลาควานหาของที่อยู่ในไหมากระดกแน่” พอได้ฟังคำพูดคำจาหว่านล้อมกะล่อนปลิ้นปล้อนจากปากของน้องชายเพื่อน ผมก็แทบอยากจะสั่งให้เจ้าตัววิ่งไปเก็บผักบนเนินวันก่อนแล้ววิ่งกลับมาที่นี่ภายในสิบนาทีจริง ๆ แถมเจ้าตัวไม่ได้ทำแค่พูดนะแต่ตอนนี้ฝ่ามือเต็มไปด้วยปลาสเตอร์ปิดแผลกำลังบีบนวดไปตามแขนของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งที่สายตาคนนวดจับจ้องอยู่กับหลังรถกระบะของผู้ใหญ่นู่นแน่ะ
“ไอ้ฟ้าอย่าทะลึ่งหัดมีมารยาทบ้าง มานี่เลยอยู่เฉย ๆ เป็นไหมสักห้านาทีก็ได้กูขอร้องเหอะนะ”
“เวย์จะว่านังฟ้ามันทำไมที่น้องพูดก็ถูกแล้วนี่นา เอ่อ คุณลุงคะอย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยค่ะไหที่ท้ายกระบะนั่นเหมือนไหที่คุณลุงผู้ใหญ่หิ้วมาฝากเราวันก่อนใช่ไหมคะ ไหก่อนหนูยังไม่ได้ชิมแม้แต่หยดเดียวเลยค่ะก็ไอ้ อะ เอ่อ ประธานค่ายเขาไม่อนุญาตให้ชิมจนกว่างานของพวกเราจะเรียบร้อย แต่เห็นทีว่าวันนี้แหละที่หนูกับนังฟ้าจะได้มีโอกาสตอบรับน้ำใจของลุงผู้ใหญ่สักที” เมื่อพี่รหัสของมันออกตัวแรงจนล้อฟรีแบบนี้ ไอ้เวย์จะทำอะไรได้นอกจากส่ายหัวให้สายรหัสตัวเองอย่างเบื่อหน่าย
แตกต่างจากท่าทางของผู้ใหญ่บ้านราวฟ้ากับดินเพราะชายสูงวัยเอาแต่หัวเราะยิ้มร่าพยักหน้ารับคำ ตามมาด้วยการบรรยายสรรพคุณของในไหให้ป้ากับหลานรหัสคู่นั้นฟัง โดยมีแววตาวาววับของทั้งสองทอประกายเต้นระริกระรี้เสียจนผมต้องถอนหายใจตามไอ้เวย์ไปอีกคน
“ลุงกลับก่อนนะต้องไปรับหลวงตาจากอีกหมู่บ้านมาค้างที่บ้านลุงก่อน อ้ออิหนูไอ้หนูไปขนของที่รถลุงสิ ขนไปให้หมดนั่นแหละลุงเอามาให้คืนนี้เป็นคืนสิ้นปีพวกเอ็งจะได้ฉลองกันเหมือนคนอื่นเขา เอ๊ะห้ามปฏิเสธนะอย่าให้ลุงต้องรู้สึกว่าหมู่บ้านของเราพรากเวลาดี ๆ ของหนุ่มสาวหลายคนเลย อีกอย่างของพวกนี้ชาวบ้านเขาก็เต็มใจให้เพื่อตอบแทนน้ำใจพวกเอ็งทั้งนั้นนอกเสียจากว่าพวกเอ็งจะรังเกียจของพื้นบ้านไม่มียี่ห้อไม่มีราคาแพง ๆ ไม่น่ากินเหมือนที่พวกเอ็งเคยได้กินกัน”
“ฮะ ฮึกก ผมรู้สึกซาบซึ้งในไมตรีและความหวังดีของชาวบ้านที่มีเมตตาต่อพวกผมขนาดนี้ ผมสัญญาว่าจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ได้มาในครั้งนี้ให้คุ้มค่าจนหยดสุดท้าย ขอบคุณที่เมตตาพวกเรานะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปก่อนกลับกรุงเทพผมขอเอากลับไปด้วยสักไหสองไหนะ ผมจะเก็บเอาไว้เป็นของที่ระลึกดูต่างหน้าเมื่อยามที่คิดถึงหมู่บ้านนี้ขึ้นมาน่ะ”
“ขอบฟ้าคุณนี่มัน!” ผมพูดได้แค่เท่านี้จริง ๆ เพราะปากตัวเองไวไม่ทันเจ้าของชื่อที่รีบรั้งตัวผู้ใหญ่บ้านให้เดินตามตัวเองไปยังเป้าหมายโดยมีพี่จิ๊บวิ่งหน้าบานตามไปติด ๆ และไม่ใช่แค่พี่จิ๊บที่วิ่งตามไปอีกสองคนที่เดินตรงดิ่งไปช่วยขนของลงจากรถกระบะก็ไม่พ้นประธานค่ายกับไอ้ต้าเพื่อนผมเอง
“ถ้าคืนนี้ใครเมาจนก่อปัญหาก่อนกลับกรุงเทพผมจะให้สายรหัสนั้นทั้งสายรับผิดชอบการหิ้วน้ำมาเติมใส่ถังทุกใบของโรงเรียนให้เต็มทุกถังนะครับ! งานนี้มึงเคลียร์สายตัวเองด้วยแล้วกันไอ้เวย์ กูเห็นใจมึงก็จริงแต่คงช่วยอะไรไม่ได้นอกจากให้คำแนะนำว่ามึงควรจับตาเฝ้าดูสายของมึงทุกย่างก้าว ตามนี้แหละ”
“พี่เวย์มาช่วยผมขนไหไปเก็บไว้ที่นอนผมหน่อยสิวะ เจ๊จิ๊บบอกว่าสองไหนี้กับสี่ไหวันก่อนเป็นของเราสามคน คืนนี้เจ๊จิ๊บจะให้เราประกาศศักดาความเป็นที่หนึ่งของสายแข็งให้พวกคออ่อนทั้งหลายได้เห็นเป็นบุญตาถ้าไม่มาช่วยอุ้มไหผมไม่แบ่งให้นะเว้ย” เมื่อมีเสียงตะโกนเรียกร้องให้ไปหาจากน้องรหัสที่เป็นน้องแท้ ๆ ของตัวเองคิดว่าไอ้เวย์จะเมินเฉยกับคำสั่งน้องมันเหรอไม่มีทางหรอก
นู่นแน่ะเพื่อนสนิทอีกคนของผมถึงได้แต่เดินตรงไปแย่งไหจากมือน้องมันมาถือไว้เต็มสองไม้สองมือ หน้าตาบอกบุญไม่รับของมันทำแค่ผงกหัวขึ้นลงตามนิ้วชี้ของน้องมันที่ชี้สั่งงานจะเอานั่นเอานี่ไม่หยุดปาก
“เมื่อก่อนเวย์มักจะพูดถึงน้องชายตัวเองให้ฟังบ่อย ๆ วันนี้มาเห็นกับตาถึงรู้ว่ารันเวย์เขารักน้องฟ้ามากกว่าที่เคยคิดเอาไว้ ถึงแม้เขาจะเป็นพี่น้องกันแต่ก็น่าอิจฉาน้องฟ้าจัง” นาทีที่กำลังเดินผ่านหน้าครูหนุ่มผมก็ต้องหยุดชะงักให้กับถ้อยคำแผ่วเบาที่ออกมาจากครูหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีคนนี้
“ถ้าเมื่อก่อนครูไม่ทำแบบนั้นผมว่าวันนี้คนน่าอิจฉาที่สุดก็คือครูมากกว่า ก็นะคนบางคนมีโอกาสได้เจอได้ครอบครองคนดี ๆ แต่ก็ไม่โตไม่แข็งแรงไม่เข้มแข็งพอที่จะรักษาเขาเอาไว้ได้” ไม่รู้ว่าคนฟังมีท่าทีสีหน้าแบบไหนกับคำคำนี้ของผม คำที่ดูเหมือนเป็นการซ้ำเติมคนที่ทำตัวแบบนี้ให้ใจจมดิ่งลึกจนเกินกว่าจะลบล้างออกไปจากความทรงจำจนหมดสิ้น
“คนเราจะเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่อ่อนแอไปตลอดงั้นเหรอ น้ำไม่คิดว่าใครบางคนจะเติบโตจะแกร่งกล้าจนปกป้องคุ้มครองคนดี ๆ อีกคนได้ตลอดชีวิตรึไง”
“แล้วใครบอกพี่ไฟว่าผมไม่คิดอย่างที่พี่พูดกันล่ะ” เป็นครั้งแรกที่ผมมองสบตากับครูแสงไฟหรือพี่ไฟในฐานะคนเคยคุ้นเคยกัน ยิ่งได้มองสบตากันแววตาอมทุกข์คู่นั้นก็ยิ่งเผยความระทมให้ผมได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
ไม่ว่าความโศกเศร้านั้นจะเป็นเรื่องอะไรแต่นั่นคงทำให้พี่ไฟทุกข์ใจมากกว่าเดิม ฝ่ามือพ่อพิมพ์ของชาติถึงได้ยกขึ้นมาตบไหล่ผมเบา ๆ สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นฝ่ายหันหลังเดินจากไป แต่ประโยคแผ่วเบาบางคำยังคงดังก้องติดอยู่ในหูจนผมต้องรีบก้มหน้าย่ำเท้าไปจากตรงนี้เช่นกัน
“อืม พี่ว่าตอนนี้พี่เข้าใจสิ่งที่น้ำพูดเมื่อกี้แล้วล่ะ นั่นสินะคนที่รู้สึกมากกว่ามักจะเจ็บปวดมากกว่าอยู่เสมอ”
