บทที่ 4 ตอนที่ 2.2 มหาสมุทร

มหาสมุทร Part

“มีเวลาแค่ยี่สิบนาทีนะครับถ้าน้องคนไหนมาช้าต้องเป็นคนรับผิดชอบกับข้าวมื้อแรกที่เราไปถึงค่ายนะ ได้ยินไหมคนที่นอนน้ำลายไหลอยู่น่ะ”

“เดี๋ยวกูจัดการมันเอง ฟ้า ไอ้ฟ้าตื่นไปล้างหน้าล้างตาก่อน”

“อือ ไม่เอาไม่ตื่นไม่ล้าง!” ออกจากความวุ่นวายของเมืองหลวงมาได้รถบัสก็จอดให้พักที่ปั๊มน้ำมันก่อนถึงนครสวรรค์ การออกค่ายอาสาครั้งนี้มีรุ่นพี่ปีสามเป็นหัวหอกตามด้วยรุ่นผมและน้องปีหนึ่งรวมทั้งหมดเกือบห้าสิบชีวิตซึ่งทุกชีวิตผมค่อนข้างมั่นใจว่ามาด้วยความเต็มใจ

ยกเว้นมนุษย์เจ้าปัญหาคนนั้นที่ดูเหมือนจะถูกพี่ในสายบีบบังคับให้ต้องใช้ช่วงเวลาปิดเทอมอยู่กับกิจกรรมนี้จนทำให้เจ้าตัวแสดงอาการต่อต้านสังคมพอสมควร มากน้อยแค่ไหนน่ะเหรอก็มากพอจะทำให้ไอ้เวย์ส่ายหัวให้ตลอดทาง รวมถึงตอนนี้ที่เพื่อนผมถูกน้องรหัสของมันตวาดใส่สุดเสียงเพราะไปรบกวนการนอนน้ำลายไหลยืดจนเปียกถึงคอเสื้อเจ้าตัวเข้า

แปะ! “ไอ้ฟ้ากูบอกให้มึงลุกไปเข้าห้องน้ำห้องท่าเดี๋ยวนี้จะลองดีกับกูใช่ไหม!”

“โอ๊ยน่ารำคาญเป็นพ่อรึไงวะบังคับอยู่ได้พ่อกูตายห่าไปแล้วเว้ย!”

“ไอ้ฟ้าปากมึงนี่นะหาแต่เรื่องแท้ ๆ ขอโทษด้วยครับพี่เวย์เดี๋ยวผมลากมันไปเอง ไอ้เขื่อนมึงมาช่วยกูหิ้วปีกมันคนละข้างซิก่อนที่มันจะอาละวาดจนทำให้กูกับมึงซวยไปด้วย” ไอ้เวย์เสียงเข้มใส่แค่ประโยคเดียวก็ถูกน้องรหัสของมันตวาดกลับมาเสียงดังพอจะทำให้อีกหลายชีวิตที่ยังอยู่บนรถพากันมองเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นแถว

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายมากไปกว่านี้ไอ้โฬมเพื่อนสนิทของตัวปัญหาก็เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมกับทั้งลากทั้งดึงคนหน้าหงิกงอผมยาวหลุดลุ่ยกระเซอะกระเซิงโดยไร้ความใส่ใจจากเจ้าของ เมื่อรุ่นน้องทั้งสามชีวิตก้าวลงจากรถบัสไปแล้วเพื่อนผมที่ยืนกำหมัดหายใจหอบถี่อยู่ถึงกับทรุดนั่งบนเบาะ ใบหน้าติดเคร่งขรึมนั้นบ่งบอกถึงความเคร่งเครียดของเจ้าตัวว่ามีมากแค่ไหน

“ถ้ามันก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกมึงก็อย่าถือสามันเลยนะน้ำ ไม่ใช่สิทางที่ดีกูว่ามึงอย่าให้มันอยู่ในสายตามึงดีกว่าเมื่อไม่มองจะได้ไม่เห็นพอไม่เห็นจะได้ไม่มีปัญหาอะไรอีก”

“อืม แต่มึงคอยดู ๆ ด้วยละกันถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาคนที่จะเหนื่อยที่สุดก็คือมึงเอง”

“กูชินแล้วกับเรื่องมันน่ะชินมานานแล้วด้วย แต่ถึงจะชินแล้วไงวะกูจะพูดอะไรได้ล่ะในเมื่อทุกอย่างที่เป็นแบบนี้มันมีที่มาที่ไปนี่หว่าหรือมึงว่าไม่ใช่” ในจังหวะที่มันเดินผ่านไปด้วยความสูงที่เกือบสูสีกันทำให้ไหล่แข็งแรงของเพื่อนสนิทกระทบกับไหล่ผมเบา ๆ สุดท้ายที่ตรงนี้ก็เหลือแค่ผมเพียงลำพังแต่ความอึดอัดบางอย่างทำไมถึงทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิมก็ไม่รู้ ซึ่งผมเองก็ไม่อยากตามหาเหตุผลของความไม่รู้นี้หรอกครับ

เมื่อคืนเราต้องแวะพักที่อำเภอหนึ่งของเชียงใหม่โดยมีลุงผู้ใหญ่ของหมู่บ้านจุดหมายปลายทางของเราลงไปรับถึงที่นั่น แต่ถ้าลุงผู้ใหญ่ไม่ลงไปรับพวกผมก็ไม่มีปัญญาขึ้นมาเองหรอกเพราะรถบัสมาส่งเราได้แค่ตรงนี้ หลังทานข้าวเช้าเสร็จเราก็ออกจากตัวอำเภอตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า พวกเราหลายสิบชีวิตต้องโดยสารรถโฟร์วีลที่นายอำเภอเป็นผู้อนุเคราะห์จัดหามาเพื่อส่งพวกเราขึ้นดอยพร้อมกับขนของที่เรานำมาให้ชาวบ้านและเด็ก ๆ

การเดินทางมายังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอเกือบร้อยกิโลต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงทีเดียว ถ้าเป็นเส้นทางปกติคงไม่ใช้เวลานานขนาดนี้แต่เส้นทางที่เราเผชิญหน้ามาเมื่อกี้มันไม่ปกติจนสามารถเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤตก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นทางคดเคี้ยวทางลาดชันโดยมีสองฝั่งของถนนลูกรังเป็นหุบเขาหรือต้องผ่านลำธารขนาดเล็กอีก

ถ้าไม่มาอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยตัวเองผมคงนึกภาพตามคำบอกเล่าของญาติพี่หมีที่แนะนำสถานที่แห่งนี้ให้ไม่ออกแน่ แต่การนั่งรถขนหมูขึ้นดอยครั้งนี้กลับไม่มีรายงานว่าใครสร้างปัญหาเหมือนอย่างที่คาดเดาไว้ ทั้งที่เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยความลำบากบางจุดพวกเราต้องลงจากรถเพื่อช่วยกันเข็นรถที่ติดหล่มด้วยซ้ำ หรือเป็นเพราะผมนั่งมาคนละคันกับเจ้าตัวปัญหาเลยไม่รู้ว่ารายนั้นก่อเรื่องขึ้นอีกหรือเปล่า

“ถ้าที่นอนหมอนมุ้งไม่พอหรือขาดเหลืออะไรก็ไปเรียกที่บ้านได้เลยนะไอ้หนุ่ม เดี๋ยวสักพักครูอีกคนคงกลับมาจากโรงหมอในเมืองแล้วล่ะ”

“ขอบคุณครับแต่แค่นี้ก็รบกวนลุงผู้ใหญ่มากแล้วครับ”

“รบกงรบกวนอะไรแค่พวกไอ้หนุ่มมองเห็นโรงเรียนของลูกหลานลุงแค่นี้ลุงก็ดีใจมากแล้ว หมู่บ้านเราไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่โรงเรียนก็มีเด็กไม่ถึงสามสิบคน เดิมทีเขาจะยุบโรงเรียนด้วยซ้ำแต่ครูใหญ่กับครูแสงไฟเขายินดีจะสอนที่นี่ต่อลูกหลานเราถึงยังมีที่ให้เรียน

“เพราะถ้ายุบโรงเรียนที่นี่เราก็ต้องส่งลูกหลานไปเรียนอีกหมู่บ้านหนึ่งการเดินทางก็เป็นอย่างที่ไอ้หนุ่มเห็น ขนาดตอนนี้ครูใหญ่ป่วยทีลุงยังต้องบังคับให้ไปนอนโรงหมอในเมืองจนกว่าจะหายเลย ขืนให้ไป ๆ มา ๆ ครูใหญ่คงล้มหมอนนอนเสื่อเพราะการเดินทางนี่แหละ ลุงต้องขอบใจคนข้างล่างอย่างพวกเอ็งนะที่มองเห็นคนข้างบนอย่างพวกเรา ลุงขอตัวก่อนล่ะถ้าไงเย็นนี้จะแวะมาอีกที”

ตุบ ๆ ๆ “ลุงลุ้งอย่าเพิ่งไปผมขอถามอะไรหน่อย แฮก ๆ ๆ ลุงครับคือว่า...” ยังไม่ทันที่ลุงผู้ใหญ่จะซ้อนมอเตอร์ไซค์ลูกชายกลับบ้านคนที่ผมคิดว่าไม่มีปัญหาตลอดการเดินทางก็วิ่งกระหืดกระหอบไปรั้งแขนผู้นำหมู่บ้าน แล้วดึงไปอีกทางเพื่อกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ชายสูงวัยพูดอะไรสักอย่างขึ้นมาคนที่ผมกระเซอะกระเซิงถึงกับตาเบิกโพลงถอยหลังสองสามก้าว สุดท้ายก็เดินตาลอยผ่านผมไปนั่งแหมะอยู่กับพื้นใกล้กองสัมภาระของพวกเรา

เฮ้อ เพี้ยนอะไรอีกแล้วเนี่ย สีหน้าซีดเผือดของคนบ้าถูกตัดออกจากความสนใจแล้วหันไปมองตามเสียงรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า เสียงรถค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางความเงียบสงบที่มีแต่สายลมฤดูหนาว ผสานกับเสียงกิ่งไม้ใบไม้ร่วงหล่นส่งให้บรรยากาศดูเงียบเหงาแม้จะเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงกว่าแล้วก็ตาม

อย่างว่าแหละบนป่าบนดอยห่างไกลแสงสีของความเจริญแห่งนี้จะให้มีเสียงอึกทึกครึกโครมโหวกเหวกโวยวายก็ใช่ที่ แต่มันก็เงียบสงัดจนดูวังเวงเกินไปไหมขนาดกลางวันอยู่นะเนี่ยแล้วถ้าเป็นกลางคืนล่ะ

สายตาผมไล่มองไปตามลานว่างเปล่ามีเพียงเสาธงตั้งตระหง่านด้านหลังเสาธงนั้นคืออาคารไม้เล็ก ๆ ชั้นเดียวแบ่งเป็นห้องสามห้องสภาพจะพังไม่พังแหล่อยู่แล้ว ไม่ห่างกันนักคือเพิงไม้มีโต๊ะกับม้านั่งยาวเป็นแถวลุงผู้ใหญ่บอกว่าจุดนี้คือโรงอาหาร เยื้องไปไม่ไกลคือเพิงสังกะสีน่าจะเป็นห้องน้ำที่ทั้งโรงเรียนมีเพียงห้องเดียว

ผมกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบข้างจนมาหยุดแช่สายตาอยู่กับคนหน้าตาซีดจะเหลือสองนิ้วอยู่แล้ว ริมฝีปากเดี๋ยวขบเม้มเดี๋ยวขมุบขมิบเหมือนบ่นอะไรสักอย่างมือไม้สั่นเป็นเจ้าเข้าสายตาล่อกแล่กมองซ้ายทีขวาทีแบบนี้มัน หึหึ เสร็จผมล่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป