บทที่ 6 ตอนที่ 3.1 จากขอบฟ้าสู่รันเวย์

ขอบฟ้า Part

“แตงกวานั่งเฉย ๆ ดีกว่าเดี๋ยวฟ้าทำเอง”

“โอ๊ยนังฟ้ากูอุตส่าห์กอดแข้งกอดขาอ้อนวอนไอ้ไชยะแทบเป็นแทบตายกว่ามันจะยอมเปลี่ยนตัวให้มึงมาเป็นกะลาก้นครัวกับกู แทนที่มึงจะสำนึกในบุญคุณของกูที่ไม่ต้องไปใช้แรงงานงก ๆ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเหมือนตัวผู้ตัวอื่นแต่มึงกลับตอบแทนบุญคุณกูด้วยการออดอ้อนออเซาะชะนีตัวอื่นต่อหน้ากูเนี่ยนะ มึงมันไอ้เนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง!” เวลาเกือบสี่โมงเย็นของวันแรกที่มาถึงหมู่บ้าน

หลังจากรุ่นพี่ผู้มีอำนาจทั้งหลายแบ่งงานและแจ้งกฎข้อบังคับของการอยู่ร่วมกันระหว่างนี้ให้กรรมกรอย่างพวกผมฟังโดยพร้อมเพรียง ผมก็ถูกเพื่อนรักอย่างไอ้โฬมกับไอ้เขื่อนเบ้ปากใส่ด้วยเหตุผลที่ว่าผมมีอิทธิพลมืดอย่างเจ๊จิ๊บคุ้มกะลาหัว จนสามารถย้ายสำมะโนครัวจากฝ่ายสร้างมาอยู่ฝ่ายสวัสดิการแทนไอ้โฬมเฉยเลย ทั้งที่เรื่องกับข้าวกับปลานั้นไอ้โฬมนู่นที่เป็นความหวังของหมู่บ้านเพราะบ้านมันเป็นร้านอาหารชื่อดังของเมืองจันท์และไอ้โฬมก็ได้วิชามาจากทางบ้านมากทีเดียว

“เจ๊จิ๊บกับน้องฟ้าสนิทกันดีจังเลยนะคะ ริต้าไม่เคยเห็นเจ๊จิ๊บสนิทกับใครเท่าน้องฟ้าสักคน”

“ก็ไอ้หลานเนรคุณคนนี้มันไม่เต็มบาทเจ๊เลยต้องดูแลเป็นพิเศษหน่อย ไม่งั้นสายของเจ้คงมีมลทินโดยมีมันเป็นจุดกำเนิดแน่” เจ๊จิ๊บผู้ทรงอิทธิพลในชีวิตผมพูดไปด้วยมือก็ตั้งท่าจะหั่นมะระมาตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นลงมือสักที แตกต่างจากมีดคมในมือของพี่ริต้าผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นแฟนรองประธานค่ายที่กำลังปอกเปลือกฟักลูกโตอย่างทะมัดทะแมง

เห็นแบบนี้ก็ใจชื้นขึ้นหน่อยเพราะเท่าที่กวาดตาดูแม่ครัวห้าคนที่ยึดเพิงโรงอาหารเป็นโรงครัว ท่าทางของแต่ละคนทำเอาผมใจเสียแทนแรงงานกรรมกรที่บางส่วนก็ลงมือขุดนั่นวัดนี่ทั้งขนทั้งรื้อเสียงดังโครมครามทีเดียว จริง ๆ ตัวผมใช่ว่าอยากจะมาซอยผักผัดหมูอย่างนี้นะถึงจะถูกพี่กับป้าในสายรหัสบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยความไม่เต็มใจก็เถอะ

แต่เมื่อมาถึงจุดหมายครั้งแรกที่ได้สบตากับเด็กน้อยหลายชีวิตเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นความประหม่าความดีใจที่เด็ก ๆ ทั้งหลายมองพวกเรา นาทีนั้นผมก็รับรู้ถึงความยินดีของตัวเองว่าการมาในที่ที่ไม่เคยมาครั้งนี้มันคือสิ่งดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของผมเลย และเพราะสัมผัสได้ถึงความหวังของเด็ก ๆ ผมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสิ่งที่จะทำให้พวกเขามีรอยยิ้มกว้าง ๆ ไม่ใช่มานั่งทำกับข้าวหุงข้าวอย่างนี้

“ฟ้า นังฟ้า!”

“เฮ้ย! ตกใจหมดเลยตะคอกทำไมอะอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าวเองเจ๊”

“กูเรียกมึงอย่างละมุนละม่อมตั้งหลายครั้งแล้วแต่มึงก็ยังนั่งเหม่อจ้องอิแตงกวาจนแก้มมันสุกแดงจะเป็นแตงเน่าอยู่แล้ว ตกลงกูคิดผิดหรือคิดถูกที่ให้มึงมาอยู่สวัสดิการเนี่ย กูขอเตือนไว้ก่อนนะว่าอย่าทำอะไรออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด มึงหันไปมองรอบ ๆ ตัวสิมองไปทางไหนก็เจอแต่ป่ากับเขาขืนทำอะไรรุ่มร่ามที่นี่มึงต้องโดนเจ้าป่าเจ้าเขาหักคอตายแน่

“พ่อน้ำรูปหล่อยิ่งบอกว่าเจ้าที่แถวนี้ท่านเฮี้ยบซะด้วย ไปก่อไฟหุงข้าวเลยนังหื่น” มีดปลายแหลมในมือของเจ๊จิ๊บชี้ไปทั่วบริเวณนี้ทำเอาผมต้องค่อย ๆ สอดส่ายสายตาตามนิ้วแกในใจก็ก่นด่าตัวปล่อยข่าวไปด้วย โดยพื้นเพเดิมที่เป็นเด็กบ้านสวนมาก่อนทำให้ผมไม่กลัวการอยู่กับต้นไม้ลำคลองเท่าไหร่แต่ต้องไม่ใช่อยู่ในป่าใหญ่แบบนี้นะ ขนาดเมื่อกี้ผมไปเอาฟืนที่ชาวบ้านขนมาไว้ให้ข้างอาคารเรียนบรรยากาศมันทั้งอึมครึมทั้งวังเวงจนขนหน้าแข้งลุกแข่งกันพรึ่บพรั่บทีเดียว

“นังลำยองมึงก็คิดถึงแต่เรื่องอกุศลอยู่คนเดียวนั่นแหละ ฟ้ามาช่วยหั่นมะระดีกว่าเดี๋ยวแตงกวาจะก่อไฟเอง”

“ไม่ได้สิฟ้าจะให้ผู้หญิงมาก่อไฟได้ไงเดี๋ยวฟ้าทำเองเสร็จแล้วจะมาช่วยหั่นมะระนะครับ แตงกวาจะให้ฟ้าทำอะไรบอกมาเลยนะที่จริงฟ้าอยากทำแทนทุกอย่างมากกว่าฟ้าไม่อยากให้แตงกวาเหนื่อย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามฟ้ายอมเหนื่อยทำคนเดียวดีกว่า” ไม่ใช่แค่ลมปากแต่ผมจ้องมองตาสวย ๆ ของแตงกวาด้วยความหมายแอบแฝง ตอนนี้แก้มชมพูจากเครื่องสำอางกำลังจะมีสีแดงแตะแต้มขึ้นมาเรื่อย ๆ คิดว่าเจ้าตัวคงจะตีความหมายประโยคคำว่าผมยอมเหนื่อยทำคนเดียวของผมออกแล้วมั้ง

“ขอโทษที่ขัดจังหวะ ผมมาคอนเฟิร์มเวลาอาหารเย็นคือห้าโมงเย็นนะครับแต่เท่าที่ดูแล้วห้าทุ่มจะได้กินไหม”

“พ่อมหาสมุทรสุดหล่อทำไมคำพูดคำจาไม่รักษาน้ำใจแฟนตัวเองบ้างล่ะจ๊ะ นั่นน่ะน้องริต้าแฟนตัวเองกำลังตั้งอกตั้งใจทำต้มจืดไก่ใส่ฟักให้อย่างพิถีพิถันเลยนะ แล้วนี่ไอ้หมีประธานค่ายไปไหนเจ๊ยังไม่เห็นมันโผล่หัวมาถามว่าขาดอะไรต้องการอะไรเพิ่มบ้างไหม จะเห็นก็แต่รองประธานสุดหล่ออย่างน้องน้ำที่ขยันเดินวนมาทวงอาหารเย็นได้ทุกชั่วโมงเลย

“เอ..นี่เป็นห่วงปากท้องของชาวคณะหรือจะมาวนเวียนดูแฟนตัวเองกันแน่ หมั่นไส้หันไปทางไหนก็เจอแต่พวกมีความรัก!” ที่เจ๊จิ๊บพูดมาไม่ผิดแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ช่วงบ่ายที่เจ็ดชีวิตมีผมรวมอยู่ในนั้น พากันอพยพขนย้ายลังอาหารสดที่อัดด้วยน้ำแข็งเต็มถังพลาสติกใบใหญ่กับอาหารแห้งหลายลังมาปักหลักที่เพิงนี้ รองประธานค่ายก็วนเวียนเดินมาจับผิดเราได้ทุกชั่วโมงจริง ๆ หรือจะมาอ่อยแฟนคนสวยของตัวเองแต่ต้องรักษามาดเข้มเอาไว้ปะวะ

“ขนาดผมขยันเดินมากำชับทุกชั่วโมงแล้วนะแต่ไม่เห็นว่ามื้อเย็นจะเป็นรูปเป็นร่างสักอย่างผมว่าพี่จิ๊บแลกแรงงานผิดคนแล้วมั้ง เอางี้เอาไอ้โฬมกลับมานี่เหมือนเดิมแล้วคนที่ไม่ได้เรื่องก็ไปใช้แรงงานแทนเถอะ ไปตักน้ำหิ้วน้ำยังมีประโยชน์มากกว่ามานั่งขี้เกียจเอ้อระเหยกินแรงเพื่อนเปล่า ๆ ผมไม่อยากให้คนที่เหลือต้องอดอาหารมื้อเย็นกันเพราะวันนี้เราทำงานมาเหนื่อยทั้งวันแล้วครับ”

เคร้ง! “พูดเกินไปหน่อยไหมน้องน้ำฟ้าเขาไม่ได้เอาแต่นั่งสูดหายใจเข้าออกสักหน่อย เห็นข้าวของพวกนี้กับลังของสดไหมเห็นกองฟืนนั่นรึเปล่าน้องน้ำคิดว่าพวกเราห้าหกคนจะแบกจะยกมาจะพากันขนฟืนโดยไม่มีฟ้าช่วยได้เหรอ” ทัพพีในมือของแตงกวาถูกโยนลงบนโต๊ะยาวดังเคร้งก่อนที่ผู้หญิงของผมจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบความอึดอัดเข้าครอบคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ตัวผมเองไม่ได้พอใจในคำถากถางเมื่อกี้หรอกคำว่ากินแรงเพื่อนมันฟังแล้วแรงไปไหม แต่ถ้าผมกระโดดไปร่วมวงอีกคนอีกหลายวันหลายคืนที่เหลือเราคงต้องอยู่กับความกระอักกระอ่วนใจแน่

“น้องฟ้าเพิ่งได้นั่งพักเองนะน้ำเมื่อกี้น้องเขาไปแบกฟืนมาให้จนเสี้ยนกับกิ่งไม้ตำมือยังไม่ได้ทำแผลด้วยซ้ำ น้ำจะเร่งอะไรนักหนาถ้ามื้อเย็นช้าหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก เราเพิ่งมาถึงกันวันแรกอย่าเข้มงวดนักเลยอาหารก็ง่าย ๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ”

“เจ๊รู้ว่าพวกข้างนอกทำงานเหนื่อยแค่ไหนเจ๊รู้ว่าเจ๊ผิดเองที่ถืออภิสิทธิ์เอานังฟ้ามาอยู่ที่นี่ แต่อย่างเดียวที่เจ๊อยากให้น้ำรู้เหมือนกันคือน้องชายเจ๊มันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวแบบนั้น เจ๊รับรองว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยตามกำหนดการของน้องน้ำแน่ค่ะ” ในขณะที่ทุกคนแม้กระทั่งคนรักของคู่กรณีปกป้องผม ผมก็ได้แต่ยืนหันหลังให้คู่กรณีแล้วนับลมหายใจเข้าออกของตัวเอง

ฝ่ามือที่ยังมีเศษเสี้ยนไม้เศษฝุ่นจากฟืนเปรอะเปื้อนอยู่ถูกกำแน่นสายตามองผ่านทุกคนไปทางด้านหลัง เด็กชายหน้าหวานที่อยู่ในชุดมัธยมคนเดิมเขากำลังส่งยิ้มให้ผมฝ่ามือเล็กถูกยกขึ้นชูสองนิ้วส่งมาให้ ไม่รู้ว่าริมฝีปากได้รูปนั้นพูดอะไรอยู่แต่ที่ผมมั่นใจก็คือเขาคงจะส่งกำลังใจให้ผมอีกตามเคย 

“ไปก่อไฟหุงข้าวก่อนนะพี่ผมหุงแบบนี้ไม่เป็นด้วยสิแต่คงไม่ยากเท่าไหร่ อ้อกะหล่ำปลีที่จะใช้ผัดคือกองนี้ใช่ไหมเดี๋ยวตั้งหม้อข้าวไว้แล้วผมจะมาจัดการเองกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาเมนูง่าย ๆ ผมเห็นไอ้โฬมทำบ่อย ๆ ” เพราะได้กำลังใจจากรอยยิ้มนั้นผมถึงเลื่อนสายตามาจับจ้องอยู่กับกองฟืนที่ตัวเองแบกมาเมื่อกี้ ปากก็สาละวนอยู่กับการบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ตัวเองจะทำต่อไปโดยไม่เสียเวลาสบตาใครทั้งนั้น

บนโลกนี้มีคนอยู่หลายล้าน ๆ คนมันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าจะมีใครสักคนเขาไม่ชอบขี้หน้าหรือเกลียดชังเรา เพราะฉะนั้นความคิดคำพูดและการกระทำของรองประธานค่ายอาสาที่มีต่อผมก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป