บทที่ 7 ตอนที่ 3.2 จากขอบฟ้าสู่รันเวย์
ขอบฟ้า Part
“จุ๊บจิ๊บเราว่าเราจะไว้ใจให้เธอดูแลเรื่องปากเรื่องท้องพวกเราไม่ได้แล้วล่ะ ผัดมะระใส่ไข่ถ้าไม่ใส่จานมาเรานึกว่ามันคือแกงมะระมากกว่า แล้วต้มจืดฟักใส่ไก่เนื้อไก่อยู่ไหนเราเห็นมีแต่ตีนไก่ไม่กี่ตีนเองงบกองสวัสดิการโดนหั่นรึไง นี่เด็ดสุดชื่อเมนูมันคือผัดน้ำปลาใส่กะหล่ำปลีใช่ไหม น้ำปลาที่เราเอามาใช้กับเมนูนี้ไปหมดแล้วล่ะสิต้มจืดฟักถึงจืดเหมือนน้ำล้างจานแตกต่างกับผัดน้ำปลาใส่กะหล่ำปลีสุดขั้วแบบนี้น่ะ”
“อะไรของมึงอีกอิหมีกินจนทั้งข้าวทั้งกับหมดหม้อแล้วมึงจะมาโอดครวญเอาอะไรหา! มึงแหกตาดูพวกกูซิตอนนี้พวกกูมีใครได้กินเหมือนที่พวกมึงกินบ้าง ถ้ายังไม่สาแก่ใจมึงก็แหกตาดูมือไม้นังฟ้าเองเถอะ แกงมะระ ต้มฟักรสน้ำล้างจานกับผัดน้ำปลากะหล่ำปลีที่มึงว่าต้องแลกมากับอะไรบ้างไอ้พวกเรื่องมาก พวกเรามาออกค่ายอาสากันนะเว้ยไม่ได้มาปิกนิก!”
ตุบ ๆ ๆ ๆ หมับ! “เฮ้ย! ทำอะไรอะพี่มาม่าหกหมดแล้ว” สิ้นคำตวาดของเจ๊จิ๊บผมที่กำลังก้มหน้าก้มตานั่งขัดสมาธิสูบมาม่าเข้าปากก็ต้องตกใจกับมือของใครสองคนที่คว้ามือผมคนละข้างไปพลิกดูนั่นดูนี่จนตะเกียบเกือบหลุดจากมือ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อมาม่าที่คีบอยู่เส้นแม่งร่วงลงพื้นหมดแล้ว!
“ทำไมไม่ทำแผลก่อนล่ะนางฟ้าไปโดนอะไรมาเยอะแยะเนี่ย ริต้าทำไมไม่ดูแลนางฟ้าให้เราล่ะทีเรายังดูแลไอ้น้ำให้เธอเลย”
“ฟู่ว ๆ ๆ แสบไหมน้อง มือเป็นแผลทำไมไม่บอกวะถ้าติดเชื้อขึ้นมาจะทำยังไง” มือซ้ายผมอยู่ในอุ้งมือของพี่ต้าพี่รหัสของไอ้โฬมที่นั่งยอง ๆ ลูบฝ่ามือผมเบา ๆ พร้อมกับหันไปต่อว่าพี่ริต้าที่นั่งกินมาม่าอยู่เยื้อง ๆ ผมไปด้วย ส่วนมือขวาถูกพี่หมีพี่ปีสามผู้เป็นประธานค่ายอาสาครั้งนี้กำลังเป่าลมปากใส่ฝ่ามือผมอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำลายพี่มึงเต็มฝ่ามือกูแล้วมั้งเนี่ย
แก๊ก! “รีบกินจะได้รีบไปอาบน้ำอาบท่าแล้วกินยาทำแผลถ้าเป็นอะไรไปที่นี่ไม่มีหมอมารักษาคุณทันทีหรอกนะ”
“ขอบคุณแต่ผมพกยามาเอง” แผงยาบรรเทาปวดลดไข้กับกล่องปลาสเตอร์ติดแผลถูกโยนมากองบนตักโดยฝีมือคนที่ยัดเยียดคำว่ากินแรงเพื่อนให้กับผม มือขวาผมถึงดึงออกจากพี่หมีแล้วคว้าของบนตักตัวเองโยนลงบนพื้นใกล้กับปลายรองเท้าผ้าใบสีดำของคนที่ยืนมองมา แวบหนึ่งเมื่อได้สบตากันผมมองเห็นแววตาคู่นั้นสลดวูบลงก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังเดินไปหาพี่รหัสผมโดยไม่แม้แต่จะเก็บของจากปลายเท้าของตัวเอง
“ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะพี่ยิ่งมืดอากาศยิ่งเย็นว่ะ เขื่อนโฬมปะไปอาบน้ำกันเถอะหน้าตามึงสองคนขะมุกขะมอมอย่างกับลูกหมาคลุกฝุ่นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
หมับ! “พี่ต้องขอโทษแทนน้ำด้วยนะคะน้องฟ้า น้ำเขาเป็นคนจริงจังบางทีก็เข้มงวดเกินไปแต่พี่คิดว่าเขาไม่ได้จงเกลียดจงชังอะไรน้องฟ้าหรอกค่ะ” เมื่อเป็นอิสระจากพี่ต้ากับพี่หมีได้แล้วฝ่ามือผมก็ต้องถูกจองจำด้วยฝ่ามือของพี่ริต้าอีกครั้ง คำขอโทษถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับสีหน้าจ๋อยของผู้หญิงที่เป็นสเปกผมอีกคนเห็นแล้วอดใจอ่อนยวบไม่ได้
“อย่าคิดมากสิครับพี่ริต้า ถ้าแม่ครัวคิดมากแบบนี้พรุ่งนี้กับข้าวจะไม่อร่อยเอานะ” รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นเมื่อผมดึงมือออกมาจากมือเธอแล้ววางฝ่ามือข้างนั้นของตัวเองลูบผมเธอเบา ๆ เห็นสาวในสเปกทีไรทำไมกูต้องวูบวาบทุกทีวะเนี่ย เขามีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้วนะเว้ยไอ้ฟ้าแถมผัวเขายังจ้องจะตีปากกับมึงทุกครั้งที่มีโอกาสอีกด้วย
“อะแฮม จะไปอาบน้ำไม่ใช่เหรอฟ้า”
“อุ๊ยที่รัก แหะ ๆ เดี๋ยวฟ้ารีบอาบน้ำแล้วจะหิ้วน้ำมาให้ที่รักนะครับ” ผมกำลังตั้งจิตสวดภาวนาเพื่อสาปแช่งผัวพี่ริต้าอยู่เลยแต่เสียงคุ้นหูจากผู้หญิงที่คบหากันโดยยังไม่ระบุความสัมพันธ์ในช่วงนี้ดังมาจากทางข้างหลังเสียก่อน เลยต้องงดทุกกิจกรรมแล้วรีบสาวเท้าไปรวมตัวกับไอ้เขื่อนไอ้โฬมที่ปักหลักยืนรออยู่
“ไปอ่อยพี่ริต้ามาก ๆ เดี๋ยวพี่แตงกวาจะแหกอกพี่ริต้ากับมึงเข้า แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับแฟนพี่ริต้าจะยิ่งเขม่นมึงหนักกว่านี้นะเว้ย”
“ไอ้โฬมพูดถูกส่วนเดียวแต่กูไม่บอกว่าส่วนไหนเสียเวลาอาบน้ำว่ะแต่กูมีแค่เรื่องเดียวที่จะเตือนมึงนะฟ้า กูได้ยินมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าพอตะวันลับขอบฟ้าที่นี่จะมีอะไรหรือใครที่มึงระแวงอยู่เข้ามาทักทายเห็นเขาบอกว่า”
พลั่ก! “ไอ้สัสเขื่อนไอ้ชิงหมาเกิดไอ้เลวกว่าเหี้ย!” เท้าซ้ายที่คีบอีแตะของผมยกขึ้นมาถีบไอ้เขื่อนโดยอัตโนมัติ จากนั้นไม่ต้องรอให้มันเป่าหูถึงเรื่องอะไรต่อมิอะไรผมก็ใช้ความไวสุดชีวิตวิ่งไปหอบเสื้อผ้ากับอุปกรณ์อาบน้ำแต่ไม่ลืมจะหิ้วถังน้ำสีเทาขนาดกลางแล้ววิ่งปรู๊ดตามหลังพี่ไชยะที่เดินนำหน้าไว ๆ ถ้าคืนนี้กูปวดขี้ปวดเยี่ยวขึ้นมาคนที่จะถูกพิพากษาคนแรกก็คือมึงนี่แหละไอ้สันเขื่อนไอ้เพื่อนเหี้ย!
“พี่จ๋าหนูปวดฉี่จ้ะ”
“อ้าว เอ่อ แป๊บนะคะพี่ไปเรียกพี่สาวมาก่อน”
“ไม่เอาค่ะหนูจะฉี่ราดอยู่แล้วพี่สาวพาหนูไปฉี่หน่อยนะคะ” วันที่สาม! นี่เป็นวันที่สามที่ผมมาอยู่นี่ได้เจอได้พูดคุยและทำความเข้าใจกับเด็กพวกนี้เป็นวันที่สามเช่นกัน
แต่ดูเหมือนว่าวาจาผมจะไม่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เด็กพวกนี้เชื่อถือได้เลย เพราะทุกเช้าที่เจอกันถึงผมจะเพียรพยายามพูดกรอกหูเด็กทั้งหลายว่าผมเป็นพี่ชายนะครับ แต่เด็กที่ฉลาดหัวไวกับทุกเรื่องที่คนอื่นสอนเหล่านี้กลับเป็นเด็กที่เข้าใจยากสอนยากสอนเย็นความจำสั้นกับผมคนเดียวอยู่ร่ำไป เจอหน้าทีไรพากันเรียกผมว่าพี่สาวทุกทีจนผมอยากจะงัดไอ้หนูขอบฟ้าขึ้นมาประกาศศักดาให้เด็กพวกนี้รู้ว่านี่มันคือจู๋ไม่ใช่จิมินะเว้ย!
“รีบพาเด็กไปสิครับพี่สาวเดี๋ยวน้องฉี่รดกระโปรงจะอายเพื่อนแย่เลย”
“พี่หมีพูดจาไม่สร้างสรรค์อีกแล้วนะ ไปช่วยเขาทำห้องน้ำหรือห้องสมุดนู่นไม่ต้องเทียวไปเทียวมาระรานผมเลย!” นี่ก็อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมทั้งหงุดหงิดใจทั้งหูตาสว่างขึ้นเป็นกอง
รุ่นพี่ชื่อหมีหุ่นล่ำบึกทั้งกล้ามแขนทั้งซิกแพคต่างประเคนมาอยู่บนเรือนร่างของผู้ชายคนนี้อย่างลงตัว ไหนจะพ่วงด้วยตำแหน่งประธานค่ายอาสาวิศวะรุ่นที่xx แล้วทำไมไอ้พี่หมีที่ผมรู้จักตอนอยู่มหาวิทยาลัยกับไอ้พี่หมีคนนี้มันต่างกันนักวะ พี่หมีคนนี้ดูช่างจะทั้งเกาะติดทั้งขยันหยอดขนมจีบแบบกวนตีนใส่ผมซะเหลือเกิน
“นี่น้องขอบฟ้าพี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าพี่ไม่อยากสร้างอะไรนอกจากสร้างความสัมพันธ์ของเราให้ยาวไกลกว่าตอนนี้ หึหึ” หึหึพ่อง! นี่เป็นแค่คำอุทานที่ดังอยู่ในใจผมเท่านั้น ไอ้หมีขี้หลีเอ๊ยชาติหน้านู่นเถอะถึงจะได้เห็นขาอ่อนกูน่ะ
“พี่สาวจ๋า ฮึกก เอฉื่อจะฉี่แล้วจ้ะ”
หมับ! อึ๊บ! “โอเคงั้นไปฉี่กันนะคะ” เมื่อเห็นท่าทีย่ำแย่น้ำตาจะร่วงแหล่ไม่ร่วงแหล่ของเอฉื่อเด็กหญิงลูกครึ่งไทยกะเหรี่ยงวัยหกขวบ ผมก็ตัดสินใจอุ้มน้องแล้ววิ่งปรู๊ดผ่านหน้าเพื่อนร่วมค่ายหลายคนไปหยุดที่ห้องน้ำเก่าโดยเร็ว
“อะเข้าไปฉี่ข้างในนะเดี๋ยวพี่รออยู่ตรงนี้” เด็กหญิงตัวเล็กในชุดชาวเขารีบวิ่งตุบตับไปทางห้องน้ำเก่าที่ยังเป็นเพิงไม้ โดยพื้นที่ข้างกันนั้นมีชายฉกรรจ์กว่าสิบชีวิตกำลังขึ้นโครงสร้างห้องน้ำสองห้องอย่างขะมักเขม้น
จะว่าไปที่นี่ก็อากาศดีแฮะขนาดบ่ายสองโมงแล้วแสงตะวันยังไม่แรงพอที่จะสร้างความร้อนระอุให้เหล่ากรรมกรต้องอ่อนเพลียเกินกว่าที่จำเป็น สายลมบางเบานี่น่าจะเป็นอุปสรรคพอดูเพราะดูท่าทีของแต่ละคนความง่วงน่าจะเข้ามาทักทายแล้วมั้ง แต่ผมจะง่วงไม่ได้หรอกเพราะแค่นี้ก็โดนไอ้รุ่นพี่มันหมายหัวเรียบร้อยแล้วล่ะ เฮ้อ!
