บทที่ 9 ตอนที่ 4.1 ข้อดีของความทุกข์

มหาสมุทร Part

“เห็นไอ้เวย์ไหมวะต้า”

“เมื่อกี้กูเห็นมันเดินไปทางหลังอาคารเรียนสงสัยลงไปสูบบุหรี่ที่ลำธารมั้ง” เมื่อรู้จุดหมายผมถึงได้เดินลัดเลาะตามต้นไม้ใหญ่น้อยหลังอาคารเรียนสู่ทางลูกรังแคบ ๆ ไปยังลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกอะไรสักอย่างบนภูเขาไม่ไกลจากหมู่บ้านเท่าไหร่นัก

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นอกเหนือความคาดหมาย คือการได้พบเจอคนที่ไม่คิดและไม่ควรจะเจอเมื่อสองวันก่อนไอ้เวย์ก็เงียบไปมากกว่าเดิม ขนาดสองวันที่ผ่านมานี้มันจะมีน้องชายเพี้ยน ๆ คอยทำตัวบ้าบอปัญญาอ่อนบางทีก็ออดอ้อนมันอย่างที่ไม่เคยทำมาตั้งนาน แต่เพื่อนผมก็ยังคงเงียบกริบก้มหน้าก้มตาทำงานกินข้าวมืดมาก็เข้านอนไม่ออกมาร่วมกิจกรรมช่วงกลางคืน โดยผมให้เหตุผลกับพี่หมีไปว่ามันไม่ค่อยสบาย ผมรู้ว่าพี่หมีคงตงิดใจกับข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นนี้แต่ยังดีที่แกไม่เร้าหรือเค้นเอาคำตอบอะไรทั้งนั้น

“กูอยากกินปลาย่างอะเวย์”

“เฮ้อ มึงก็เห็นว่าเราอยู่ในป่าในดอยแบบนี้มึงจะให้กูไปหาซื้อปลาที่ไหนมาย่างให้มึงกินวะฟ้า ไว้กลับกรุงเทพเมื่อไหร่มึงมานอนที่บ้านสิอยากกินอะไรกูจะ”

“ไม่เอากูไม่อยากไปที่นั่นนี่หว่า เวย์อย่าทำหน้าหงุดหงิดใส่กูสิอย่าบังคับในสิ่งที่ทำให้กูอึดอัดใจด้วย ขนาดกูยังไม่บังคับให้มึงพูดในสิ่งที่กูอยากรู้เลยนะทั้งที่ใจกูอยากรู้อยากเห็นม้ากมาก มึงคิดดูสิกูอยากรู้แค่ไหนขนาดตีหนึ่งตีสองกูยังนอนไม่หลับแต่กูต้องตื่นตีห้าครึ่งทุกวันเพื่อหุงหาอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมึงอะ กลางวันทีไรกูนั่งสัปหงกทุกทีจะหลับสักงีบก็ไม่กล้า ขืนเพื่อนมึงรู้จะด่ากูจนสำนึกผิดไม่ทันเหมือนวันแรกที่มานี่อีก

“คนอะไรวะอีโก้สูงฉิบหายมาถึงปุ๊บไม่มีการถามไถ่อะไรสักคำเอาแต่ด่ากูฉอด ๆ อะเวย์ มึงอย่าไปคบค้าสมาคมกับมันให้มากนักเลยเดี๋ยวติดนิสัยจิ๊กโก๋จากมันมากูคงเสียใจแย่” เมื่อคำสนทนานั้นมีตัวเองถูกดึงเข้าไปพาดพิงถึงผมก็ชักจะอยากดีดปากไอ้หนุ่มผมหยิกที่กำลังใช้แขนทั้งสองของตัวเองกอดรอบเอวพี่รหัส ใบหน้าหวานไม่สมควรจะเป็นใบหน้าผู้ชายกำลังแนบลงนัวเนียอยู่กับไหล่กว้างของไอ้เวย์ ปากบางนั้นพ่นสารพัดถ้อยคำเพื่อล่อหลอกไอ้เวย์รวมไปถึงเหน็บแนมผมอีกด้วย

“ถ้าผมทำให้พี่ชายคุณต้องนิสัยเสียจนเสียผู้เสียคนไปด้วยผมก็จะรับผิดชอบชีวิตมันเอง แต่ถ้าเพื่อนผมติดนิสัยขี้นินทาว่าร้ายชาวบ้านแถมยังขี้ยุแยงตะแคงรั่วจากบางคนจนทำให้เสียมิตรภาพไปไม่ทราบว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้ล่ะ อย่าบอกนะว่าเป็นคุณน่ะเพราะขนาดตัวเองคุณยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลย โตแต่ตัวแต่ไม่มีวิจารณญาณรอยหยักในสมองหัดให้มันทำงานบ้างไม่ใช่มีไว้เพื่อประดับสมองอย่างเดียวเดี๋ยวจะโง่แล้วโง่เลยจริง ๆ ”

“อะไรของพี่อีกวะเดี๋ยวก็หาว่าผมบ้าเดี๋ยวก็ด่าว่าผมเห็นแก่ตัวกินแรงเพื่อนนี่อยู่ดี ๆ มาด่าว่าผมโง่อีกละ ผมเคยไปจุดไฟเผาบ้านพี่รึไงถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาจองเวรจองกรรมผมเนี่ย!” แขนสองข้างที่กอดพี่ชายอย่างออดอ้อนเมื่อกี้ตอนนี้เจ้าตัวยกขึ้นมาเท้าเอวตัวเองแล้วหันหน้ามาด่าผมไม่หยุดปาก เถียงคำไม่ตกฟากแบบนี้มันน่าโยนลงลำธารให้ไหลลงห้วยหนองคลองบึงเป็นวัชพืชไปเลย!

“ดูเพื่อนมึงเลยนะเวย์ขนาดอยู่ต่อหน้ามึงอย่างนี้มันยังด่ากูฉอด ๆ เลยถ้าลับหลังมึงกูไม่โดนฆ่าหมกป่าเป็นผีไม่มีญาติอยู่บนดอยแล้วเหรอวะ”

“ถ้าผมจะฆ่าคุณจริง ๆ คงไม่เอาคุณมาหมกไว้ที่นี่ให้เจ้าป่าเจ้าเขาต้องเดือดร้อนหรอก ผมคงจับคุณถ่วงหินโยนลงทะเลให้คุณได้อยู่ใต้มหาสมุทรที่ลึกที่สุด ให้คุณจมอยู่กับมหาสมุทรไปตลอดกาลจนไม่สามารถหลุดพ้นจากผืนน้ำขึ้นมาหาแผ่นฟ้าได้อีกเลย”

“พอเถอะทั้งคู่เลยถ้ายังไม่หยุดจะฆ่าจะแกงกันกูจะถีบมึงทั้งคู่ลงน้ำตรงนี้แหละ ฟ้าไปช่วยงานเขาได้แล้วไปป่านนี้เจ๊จิ๊บโดนเด็ก ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังจนลมจับแล้วมั้ง อ้อคืนนี้ห้ามแอบสุมหัวกับเจ๊จิ๊บกินเหล้าอีกนะ ถ้ามีกลิ่นเหล้าติดตัวมึงกูจะไล่ให้ไปนอนเฝ้าอาหารคนเดียวที่เพิงโรงครัวเข้าใจไหม”

“กูไม่เข้าใจกูไม่โอเคกูไม่รู้เรื่องไอ้เวย์ขี้งก คืนนี้ห้ามแอบมานอนเฝ้ากูอีกนะกูรำคาญพี่ต้าที่มึงหอบติดตัวมาด้วยถ้าคืนนี้มึงพาพี่ต้ามาตอแยกูอีกกูจะหนีไปนอนห้องเดียวกับพี่หมีจริง ๆ ! กูไปฟ้องเจ๊ว่ามึงไม่ให้เจ๊จิบน้ำบำรุงเลือดลมดีกว่า” คำโต้ตอบของสองพี่น้องทำเอาผมอดเลิกคิ้วด้วยความสงสัยไม่ได้

ตั้งแต่มาที่นี่คืนแรกผมพอจะรู้อยู่ว่าพอถึงเวรไอ้เวย์กับไอ้ต้าทีไรมันจะโดดไปนอนแล้วให้รุ่นน้องปีหนึ่งมาอยู่เวรแทนทุกที แต่เพิ่งรู้ว่ามันพาไอ้ต้าไปนอนเบียดน้องตัวเองงั้นเหรอ? หางตาตัวเองเหลือบไปมองเพื่อนสนิทอย่างเผลอตัว แต่แรงกระทืบจากฝ่าเท้าอย่างหนักหน่วงของคนที่เดินผ่านหน้าไปเมื่อกี้ทำเอาผมแทบร้องโอ๊ยขึ้นมาเหมือนกัน ดีนะที่ยังยั้งปากยั้งเท้าได้ทันไม่งั้นมีหวังได้เดินตามไปตีก้นงอน ๆ ที่สะบัดตูดเดินกลับขึ้นไปข้างบนแล้วล่ะ

“เอาสักตัวไหม”

“เออขอบใจ” เมื่อไอ้เวย์เสนอมะเร็งให้ผมก็ไม่รีรอจะรับมะเร็งกลิ่นมิ้นเข้าปอดเป็นเพื่อนมัน แล้วความเงียบก็เข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

“มึงอยากพูดอะไรไหม เรื่องอะไรก็ได้ถ้าทำให้มึงรู้สึกดีขึ้นก็พูดมันออกมาแล้วกูจะเป็นคนรับฟังเหมือนที่เคยเป็นเอง”

ฟู่วว “เมื่อก่อนกูไม่เคยเชื่อทฤษฎีโลกกลมเลยว่ะแต่ตอนนี้กูชักจะเชื่อแล้วสิ ประเทศไทยมีพื้นที่ตั้งกี่ตารางเมตรทำไมกูถึงต้องมาเจอคนที่ไม่อยากเจอด้วยวะ” ควันสีขาวถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากเพื่อนผม

ไอ้เวย์เป็นคนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่มัธยมปลายภายนอกของมันอาจเป็นคนที่ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจใครไม่ให้ความใส่ใจกับใคร จนบางครั้งคนที่ไม่รู้จักตัวตนของมันอาจจะมองว่ามันเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง

แต่ไม่ว่าใครจะมองมันยังไงผมก็ไม่เคยใส่ใจในความนึกคิดของคนเหล่านั้นเพราะรู้ดีว่าเนื้อแท้แล้วเพื่อนผมเป็นยังไง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของน้องชายมันหรือแม้กระทั่งเรื่องของผมเองมันจะจริงจังชัดเจนทุกครั้งจนบางครั้งความจริงจังของมันทำให้ผมต้องมีน้ำตา

“หึหึ ก็งี้แหละโลกมักจะเหวี่ยงคนที่เราคิดว่าไม่ใช่ออกไปแล้วสักพักโลกก็จะเล่นตลกด้วยการเหวี่ยงคนไม่ใช่คนเดิมคนนั้นกลับคืนมาเสมอ ไม่แน่อาจไม่ใช่การเล่นตลกของโลกแต่มันอาจเป็นโอกาสของใครบางคนที่โลกหยิบยื่นให้ก็ได้ ในที่นี้กูไม่ได้ชี้ทางให้มึงต้องเลือกเปิดใจให้เขานะเว้ย

“โลกหมุนรอบตัวเองไม่รู้กี่รอบวันเวลาก็ผ่านไปพอสมควรแล้วเหมือนกัน บางทีคนที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าเราในตอนนั้นก็ได้ กูเชื่อว่าเมื่อเวลาได้ผ่านไปความรู้สึกนึกคิดของจิตใจคนมันต้องมีสักอย่างที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน” สารนิโคตินถูกผมสูบเข้าเต็มปอดก่อนจะปล่อยควันสีขาวให้ล่องลอยไปตามสายลม ความทรงจำบางอย่างที่ถูกกดเอาไว้ยามเผลอตัวทีไรมันคอยแต่จะแย้มประตูความทรงจำออกมาทุกทีสิน่ะ

“การที่โลกเหวี่ยงคนคนเดิมให้กลับมาอยู่ในวงโคจรของเราอีกครั้งกูว่าอาจเป็นเพราะเรามีวาสนาต่อกันก็ได้ แต่การที่เรามีวาสนาต่อกันมันไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นเนื้อคู่กันนี่หว่า หวังว่ามึงจะคิดเหมือนกันกับกูนะเพื่อน”

“หึหึ” จะให้ผมตอบอะไรมันได้ล่ะนอกจากเสียงหัวเราะแผ่วเบาของตัวเองเท่านั้นที่หลุดออกมาให้บรรยากาศอึมครึมนี้ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง

“มึงอยากร้องไห้ไหมเวย์ถ้าอยากร้องก็ร้องเลยนะกูจะปลอบใจมึงเอง”

“ขอบใจ แต่ถ้ามึงกำลังพยายามซ่อนน้ำตาของตัวเองอยู่กูก็จะพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นน้ำตาของมึงเหมือนกันเพื่อน” แขนซ้ายของผมกับแขนขวาของไอ้เวย์ถูกยกขึ้นมากอดคอกันไว้

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าบ่อเกิดของความเปียกชื้นที่สัมผัสอยู่มันมาจากไหน ใครกันหนอที่โศกเศร้าเสียใจจนมีน้ำตาและเก็บเสียงคร่ำครวญของความเจ็บปวดหนักหนาเอาไว้อยู่ในอก ถ้าใครคนนั้นเป็นผมล่ะมีเรื่องไหนของใครสักกี่คนที่จะทำให้ผมเต็มใจเก็บความระทมเอาไว้แบบนี้

ตาทั้งสองข้างของผมรีบปิดให้สนิททันควันปิดรับทุกเรื่องราวไม่ว่าจะผ่านมาแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น ปิดกั้นมันเอาไว้ก่อนเถอะมหาสมุทรเก็บทุกความรู้สึกนึกคิดเอาไว้ ถึงแม้ไม่รู้ว่านานสักเท่าไหร่แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือเก็บมันเอาไว้ในใจ ส่วนเท้าสองข้างยังต้องเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป