บทที่ 1 จุลติเวช

ผมชื่อพร้อม พร้อมมานะ อัศวเรืองติกุล ที่มีความมานะพากเพียรสมชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งให้ ด้วยการเรียนจบแพทย์เฉพาะทางด้านนิติเวชมาด้วยอายุที่น้อยกว่าคุณหมอหลายท่านมากๆ ผมจึงเป็นคุณหมอวัย30ต้นๆ ที่ใช้ชีวิตเต็มที่ในทุกๆ วันไม่ว่าจะเรื่องเที่ยวหรือว่าเรื่องงานก็ตามที

ผมมักจะทุ่มเทให้กับมันทุกๆ อย่างจนบรรดาเพื่อนและพยาบาลสาวๆ ต่างก็ออกปากแซวไปในทิศทางเดียวกันหมด ว่าถ้าผมไม่อยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตก็คงต้องแต่งงานกับร่างไร้วิญญาณที่ตัวเองชันสูตรแน่ๆ

ทว่าผมหัวเราะให้กับมันทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมไม่เชื่อเรื่องโลกคู่ขนานหรือเรื่องลี้ลับที่หลายคนงมงายบูชากราบไหว้นับถือ หรือแม้แต่สิ่งที่คนเรามักจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและให้คำนิยามสิ่งนั้นว่า...ผี

จนกระทั่งวันที่ผมได้พบกับเขา ‘จุล หรือ จุลติภัทร’

“…..”

“เมื่อวานวันหยุดคุณหมอเหรอครับ ผมนั่งรอคุณหมอที่หน้าโรงพยาบาลตั้งนานแหนะ ทำไมจะหยุดไม่บอกผมล่วงหน้าเลยสักนิดล่ะครับ คุณหมอไม่รู้เหรอว่าผมรอ”

เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังของจุลติภัทรเฝ้าถามผมไม่หยุดตั้งแต่ผมก้าวเท้าลงจากรถ แม้ว่าผมจะปิดปากเงียบไม่ตอบโต้อะไรเขาสักคำ แต่เขาก็ยังคงมีความมานะอดทนเดินตามมาถามผมไม่หยุด จนผมต้องตวัดสายตาไม่พอใจใส่พฤติกรรมพูดมากเกินความจำเป็นของเขานั่นแหละ จุลถึงได้ปิดปากเงียบเสียงแล้วค่อยๆ สลายเรือนร่างของเขาหายไป....

ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องมองเห็นจุล ไม่รู้ด้วยว่าทำไมจุลถึงได้มาตามติดผมเป็นดั่งเงาตามตัวแบบนี้ ผมไม่เคยเห็นวิญญาณและไม่ได้มีสัมผัสพิเศษดวงตาที่สามติดตัวมาแต่เกิดด้วย ผมออกจะลบหลู่สิ่งที่ตามองไม่เห็นซะด้วยซ้ำ

เพราะผมเป็นหมอคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเชื่อในสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้เช่นกัน แต่แล้ววันหนึ่งชายผู้นี้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าผม เขาตอกย้ำความมั่นหน้าของผมว่าผีไม่มีจริงด้วยการหายตัวแวบไปแวบมาให้ผมใจระทึกเล่น แบบที่เขาทำมันเมื่อครู่นี่แหละ คิดจะหายไปก็หายไป คิดจะมาเขาก็มา...

"......"

ผมไม่รู้ที่มาที่ไปของเขาพอๆ กับที่ผมไม่รู้สาเหตุว่าทำไมผมต้องมองเห็นเขานั่นแหละ จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่โรงพยาบาลที่ผมทำงานทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย และนับตั้งแต่วันที่ผมได้เจอกับเขาชีวิตการทำงานของผมมันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป....

“สวัสดีค่ะหมอพร้อม วันนี้มีงานแต่เช้าเลยนะคะ”

“สวัสดีครับ ผมรู้สึกเหมือนว่ายังไม่ได้หยุดเลยเหมือนกันครับ” ผมตอบคุณพยาบาลในแผนกใกล้เคียงด้วยรอยยิ้มเมื่อเธอส่งเสียงทักทาย ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเอาหูฟังขึ้นมาสวมไว้ที่หูทั้งสองข้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่มันกำลังก่อตัวอยู่ด้านหลัง

“เห้อ...” ผมถอนหายใจให้กับพฤติกรรมที่ตัวผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไรแต่จุลติภัทรก็ดันชอบทำมันใส่ผมอยู่บ่อยๆ

“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมจุลว่าอย่าหายไปหายมาแบบนี้อีก ผมไม่โอเค ผมไม่ชอบ”

“ก็ผมถามหมอแล้วหมอไม่ตอบผมหนิ” เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกในน้ำเสียงเอ่ยตอบกลับจากด้านหลัง จุลติภัทรไม่ยอมขยับมายืนด้านหน้าให้ผมได้มองหน้าเขาได้ง่ายๆ ทำราวกับว่ากำลังงอนเรื่องที่ผมเงียบใส่เขาอยู่อย่างนั้นแหละ

“เห้อ....” ได้ยินคำตอบของเขาแล้วผมก็ต้องถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์เพื่อขึ้นไปทำงานที่ผมรักและทุ่มเทให้กับมัน “จะให้ผมตอบคุณทุกที่ทุกเวลาไม่ได้หรอกนะจุล จะให้คนอื่นคิดว่าผมเป็นบ้าคุยคนเดียวยังไงกันล่ะ”

“แล้วคุณหมอรู้ได้ไงว่าตอนนี้คุณหมอไม่ได้บ้า” นั่นไง ดูคำตอบที่แสนจะยอกย้อนของจุลนั่นสิ มันน่าโมโหเสียยิ่งกว่าอ่ะไรดี

เพราะเขามันยอกย้อนและทำตัวย้อนแย้งเก่งแบบนี้ไง ครั้งหนึ่งผมถึงได้คิดว่าตัวเองอาจจะบ้าจนถึงขั้นรีบบึ่งรถไปหาเพื่อนที่เป็นหมอจิตเวชให้มันตรวจให้อย่างละเอียด ว่าตอนนี้ผมได้ทำงานหนักจนสมองเพี้ยนสร้างภาพหลอนขึ้นมาเองหรือเปล่า

แต่ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่ผมไม่ได้ทำงานหักโหมจนสร้างภาพหลอนขึ้นมาเอง ผมยังปกติดีทั้งร่างกายจิตใจและสมอง แต่ทว่า....ผมกลับสามารถมองเห็นวิญญาณของจุลได้อย่างคมชัดระดับHDเลยนี่น่ะสิ

“ถ้าผมจะบ้าก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละ ที่ทำผมบ้า”

“หึหึ คุณหมอเป็นคนตลกจังเลยนะครับ” จุลติภัทรก็ยังคงเป็นจุลติภัทรตนเดิม ยังคงทำเป็นไม่สนใจคำพูดประชดประชันของผมเช่นเคย หนำซ้ำยังทำเป็นหัวเราะขบขันใส่ผมอีกต่างหาก

“…..”

“วันนี้คุณหมอมีงานยาก ผมสปอยให้ฟังเอาไหมครับ”

เขาเริ่มชวนผมคุยถึงเรื่องงานที่ผมต้องเจอในวันนี้ ถ้าให้เดาก็คงไม่แคล้วว่าจุลแอบไปดูเคสชันสูตรพลิกศพวันนี้มาแล้วแน่ๆ แล้วก็คงไม่แคล้วไปพูดคุยกับวิญญาณเจ้าของร่างมาแล้วด้วยแหง๋ๆ เขาถึงได้มายิ้มหน้าระรื่นชวนผมคุยออกหน้าออกตาดี๊ด๊าแบบนี้นี่ไง

ความเป็นจุลบางครั้งเขาก็ช่วยผมทำงานได้อย่างราบรื่นและง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่บางครั้งเขาก็ทำให้ผมทำยากมากขึ้นจนเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ก็มี แต่ส่วนมากเขาก็ทำให้ผมทำงานง่ายขึ้นและส่งสารที่เป็นความจริงจากร่างไร้วิญาณไปถึงเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จนผมกลายเป็นคุณหมออัจฉริยะในสายตาหมอรุ่นน้องและพยาบาลเจ้าหน้าที่ในแผนกไปแล้วก็ว่าได้

หึ! นี่สินะครับ ข้อดีของการที่เป็นหมอนิติเวชแล้วมองเห็นวิญญาณได้

บทถัดไป