บทที่ 2 จุลติเวช 2

“ถ้าคุณจะพูดมาขนาดนี้แล้วคุณเฉลยมาเลยก็ได้นะจุลว่าเขาตายแบบไหนกันแน่ ถูกฆาตกรรมแบบที่ต้องสงสัยหรือว่าเสียชีวิตโดยธรรมชาติกันแน่”

ผมถามออกไปด้วยความอยากรู้จริงจัง แต่ถ้าจุลจะให้คำตอบผมมาง่ายๆ มันก็คงดูไม่เป็นเขาเลยใช่ไหมล่ะ เพราะจุลที่ผมคุ้นเคยรู้จักเขาต้องยียวนกวนอารมณ์และยอกย้อนจนผมอยากบีบคอวิญญาณแบบเขาให้ตายห่าอีกรอบก่อน

ซึ่งใช่! เขาทำทีเป็นไม่ได้ยินที่ผมถามแล้วยืนขนาบข้างมองดูรอบๆ ลิฟท์ ราวกับว่าในลิฟท์สี่เหลี่ยมแคบๆ มันจัดนิทรรศการให้ชื่นชมอย่างนั้นแหละ

“….”

“แล้วแต่นะจุล”

“โธ่ คุณหมอก็อย่ามาบังคับผมสิครับ คุณหมอจะไม่ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาตั้งเกือบสิบปีหน่อยเหรอครับ คุณอุตสาห์เรียนมาเลยนะ อ่านวิจัยมาไม่รู้ตั้งกี่ฉบับไหนจะเคสที่ลงมือทำมานับครั้งไม่ถ้วนอีก ใจคอจะให้ผมเฉลยง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอครับ” จุลร่ายประโยคยาวเหยียดใส่ผม ทั้งๆ ที่บางครั้งผมอยากจะทำเองแทบตายแต่เขาก็ดันมายืนซ้อนหลังกระซิบข้อเฉลยให้ผมกลางคันซะอย่างนั้นไม่รู้ตั้งกี่เคสต่อกี่เคส

“วันนี้ผมเหนื่อยแถมเพลียมากด้วย ไม่อยากใช้สมองเยอะ”

“เมื่อคืนคุณหมอคงจะไปเที่ยวมาสินะครับ” จุลรีบย้อนถามผมทันที เขาดูให้ความสนใจเรื่องราวของผมมากกว่าเรื่องของตัวเขาเองซะอีก จนบางทีผมยังอดนึกสงสัยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ว่าวิญญาณที่บอกกับผมว่าเขามีอาณาเขตให้เที่ยวเล่นได้แค่โรงพยาบาลแบบจุลทำไมถึงได้คาดเดาเหตุการณ์ด้านนอกได้ถูกนัก บางทีเขาพูดถูกเสียจนผมคิดว่าเขามายืนดูอยู่ข้างๆ เลยด้วยซ้ำ

“ไหนว่าอยู่แต่โรงพยาบาล แล้วคุณรู้เรื่องผมได้ยังไง”

“ถ้าผมบอกว่าผมสัมผัสถึงความรู้สึกคุณหมอได้ คุณหมอจะเชื่อผมไหมครับ”

หึ! ได้ยินคำถามของจุลแล้วผมอยากจะหัวเราะออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศษซะเดี๋ยวนี้เลย เขาโผล่มาทำลายทุกความเชื่อมั่นในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเรื่องที่ผมลบหลู่ได้ถึงขนาดนี้ยังมีหน้ามาถามผมด้วยสายตาใสซื่ออีกว่าผมเชื่อเขาไหม

แต่ถึงแม้จะไม่อยากเชื่อ สุดท้ายผมก็จำต้องเชื่ออยู่ดี เพราะแต่ละหลักฐานที่จุลเอามาวางกองตรงหน้ามันทำเอาผมเถียงไม่ออกสักคำ ทั้งเรื่องการปรากฏตัวของเขาเอง และเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญด้านนิติเวชเป็นอย่างดี

“คนอย่างผมกล้าที่จะไม่เชื่อคุณด้วยเหรอจุล”

“นั่นสิครับคุณหมอพร้อม”

“คุณหมอพร้อมคะ ทางตำรวจและญาติผู้เสียชีวิตมารอพบแล้วค่ะ” แต่ก่อนที่ผมจะได้คุยอะไรกับจุลไปมากกว่านี้พยาบาลผู้ช่วยของผมก็เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มรายงานจากทางนิติวิทยาศาสตร์ซะก่อน

ผมหยุดทุกคำพูดที่ต่อปากต่อคำกับจุลไว้เพียงเท่านั้นแล้วหยิบเอาหูฟังที่หูออกเก็บไว้ในกระเป๋า อีกมือก็ยื่นออกไปรับแฟ้มรายงานมาอ่านตรวจตราการสรุปจากทางต้นเรื่อง อ่านไปก็พลางขมวนคิ้วนิ่วหน้าเตรียมตัวรับศึกหนักกับความกดดันที่กำลังจะตามมาไปด้วย

งานของผมมันอาจจะไม่หนักเท่ากับการขึ้นเตียงทำCPRคนไข้ทุกๆ วันอย่างห้องฉุกเฉินหรือต้องคอยเดินราวน์เขียนชาร์ทคนไข้ทุกๆ วันอย่างห้องอายุรกรรมเพราะผมทำงานกับศพ ทำงานกับร่างที่ไม่มีลมหายใจและไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ ไม่ว่าผมจะสรุปสาเหตุการตายของเขาผิดหรือถูกอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีการลุกขึ้นมาโวยวายชี้หน้าด่าเอาเรื่องผมหรอก แต่ใครจะรู้ว่าการทำงานโดยไร้เสียงโต้ตอบนี่แหละมันโคตรกดดันที่สุดเลย

....เพราะพวกตายแล้ว เพราะพวกเขาพูดความจริงออกมาไม่ได้ ความหวัง ความจริง และความยุติธรรมทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับมือของผมคู่นี้นี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็นทูตส่งสารให้พวกเขากับคนที่รออยู่ด้านหลัง ผมไม่จำเป็นต้องรักษาชุบชีวิตให้พวกเขาฟื้น แต่ถ้าผมทำผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวนั่นเท่ากับว่า....พวกเขาจะไม่ได้รับความเป็นธรรมไปตลอดชีวิต

“ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหมครับ” ผมเงยหน้าขึ้นถามพยาบาลผู้ที่มีหน้าที่ช่วยผ่าชันสูตรพลิกศพ เธอพยักหน้าพร้อมกับดวงตามาดมั่นว่าเราจะตามหาความจริงให้กับการเสียชีวิตครั้งนี้ได้ให้ผม

“ค่ะคุณหมอ”

“ดีครับ งั้นเรามาเริ่มงานที่เรารักกันเถอะครับ มาตามหาความจริงกัน” ผมพูดด้วยรอยยิ้มนิดๆ เพื่อไม่ให้การทำงานของเช้าอันสดใสมันดูน่าอึดอัดกดดันมากเกินไป จนพยาบาลสาวคนสวยผู้ช่วยมือขวาของผมต้องร้องไห้โฮวิ่งออกจากห้องชันสูตร รวมไปถึงเด็กๆ เอ็กซ์เทิร์นว่าที่แพทย์อนาคตไกลที่ต้องเวียนมาแผนกนิติเวชเป็นครั้งแรกนี่ด้วย

ทุกขั้นตอนการทำงานของผมดำเนินไปอย่างปกติสุขเฉกเช่นทุกที มีการผ่าชันสูตรตรวจตราทุกอวัยวะภายในอย่างละเอียดและคอยเก็บชิ้นเนื้อที่น่าสงสัยในส่วนต่างๆ ไปส่งตรวจอีกครั้ง

ถึงญาติผู้เสียชีวิตจะลงความเห็นหลักว่าต้องเป็นการฆาตกรรมแน่นอน แต่ทว่าจุดที่ต้องสงสัยมันกลับมีน้อยนิดซะเหลือเกิน เหมือนกับเป็นการเสียชีวิตโดยธรรมชาติเสียมากกว่า

"......" บรรยากาศในห้องชันสูตรตอนนี้เงียบสงบมาก ซึ่งมันคือบรรกาศปกติของห้องชันสูตรทั่วไปทว่ามันกลับไม่ปกติสำหรับผมเอาซะเลย ผมไม่คุ้นชินกับมัน

เพราะนับตั้งแต่วันที่ผมได้เจอกับจุลความเงียบสำหรับโรงพยาบาลแห่งนี้มันก็กลายเป็นความผิดปกติสำหรับผมไปเสียแล้ว ทุกๆ สถานที่ที่ผมอยู่มันมักจะจอแจไปด้วยเสียงพูดคุยของจุลไม่ขาดสาย เขาแทบจะไม่เคยห่างผมเลยตลอดเวลาที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ก็ว่าได้

เขาชอบปรากฎตัววนเวียนไปมารอบกายผมแต่ว่าตอนนี้ผมกลับไม่เห็นแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณของจุลเลย เขาทำให้ผมเคยชินและโหยหาเขาโดยที่ผมแทบจะไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าไม่มีเสียงของพยาบาลเอ่ยทักออกมา

“คุณหมอมองหาอะไรเหรอคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป