บทที่ 3 จุลติเวช 3
แต่คุณรู้อะไรไหม...
ถ้าผมเริ่มตัดใจและทำใจไม่ต้องการจุลได้เมื่อไรเมื่อนั้นแหละเขาจะรีบปรากฏตัวออกมาตอกย้ำผม ว่าต่อให้ผมตัดใจได้ไปแล้วแค่ไหนแต่ว่าในใจลึกๆ ผมก็ยังคงจะต้องการเขาอยู่ดี คล้ายกับเป็นบททดสอบจิตใจของผมที่จุลสร้างมาโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ เพราะความที่เขาเป็นวิญญาณเป็นสสารที่ใครไม่อาจเห็นได้ง่ายๆ เขาเลยมักจะแอบซุ่มมองดูผมจากที่ใดสักแห่งแล้วรอคอยเวลาที่ผมทำตามแบบทดสอบจนถึงข้อสุดท้ายนั่นแหละ เขาก็จะรีบปรากฎตัวมาหาผมในระยะประชิดทันที
“เขาถูกฆาตกรรมแหละครับคุณหมอ” เสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นชิดใบหูผม สัมผัสเย็นวาบราวกับจุลพ่นลมหายใจใส่ใบหูเกิดขึ้นเร็วมากในจังหวะที่เขาขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ย ร่างสมส่วนสูงมากกว่า 180 เซนติเมตรยืนซ้อนอยู่ชิดแผ่นหลังพร้อมด้วยฝ่ามือที่ยื่นออกมาเท้าค้ำกับเตียงผ่าชันสูตร
“.....” คำพูดของจุลทำผมนิ่งไปชั่วขณะ จากที่กำลังจะลงมือกรีดแบ่งชั้นอวัยวะเพื่อผ่าพิสูจน์ในจุดต่อไปก็ชะงักนิ่งทันที ผมกำลังรอคำเฉลยถัดไปของจุลอยู่ว่าเขาจะแนะนำให้ผมทำอะไร
แต่รู้อะไรไหม....
“…..” เขาเงียบใส่ผม!!!
จังหวะและชั้นเชิงการยียวนกวนอารมณ์ของจุลทำเอามือผมสั่นดิกๆ อยากจะเอามีดผ่าตัดจ้วงท้องแล้วคว้านลำไส้เล็กเขาออกมาผูกเป็นโบว์ซะเดี๋ยวนี้เลย เขาทำผมชะงักเก้อจนพยาบาลในห้องรวมถึงน้องๆ เอ็กซ์เทิร์นยังเลิกคิ้วถามแสดงสีหน้าสงสัย ว่าทำไมรุ่นพี่หมอพร้อมที่หลายๆ คนบอกว่าเป็นนิติเวชผู้อัจฉริยะถึงได้ดูงกๆ เงิ่นๆ ในการผ่าชันสูตรพลิกศพแบบนี้กันได้นะ
“เอ่อ... คุณหมอพร้อมมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เปล่าครับ ผมกำลัง...กำลังคิดอะไรนิดหน่อย” ผมตอบปัดๆ เพื่อให้คำถามนี้มันจบไป ก่อนจะตวัดสายตาไม่สบอารมณ์มากๆ ใส่โครงหน้าได้รูปสุดแสนทะเล้นที่กำลังยื่นหน้าผ่านไหล่ผมออกมามองการทำงานของผมในตอนนี้
“โอ๋ โอ๋ ผมขอโทษนะครับคุณหมอพร้อม อย่าโกรธจนอยากคว้านท้องเอาลำไส้ผมออกมามัดโบว์เลยนะครับ” เห็นไหมล่ะว่าต่อให้ไม่อยากเชื่อในคำที่เขาพูดสุดท้ายผมก็ต้องเชื่อ เพราะขนาดผมคิดเรื่องนั้นอยู่ในใจจุลก็ยังคาดเดาและพูดมันออกมาถูกต้องทุกคำ
“….”
“ผ่าจุดนี้ไปคุณหมอก็หาไม่เจอหรอกครับ”
กึก!
คำพูดของจุลทำผมต้องหยุดชะงักมือเป็นครั้งที่สองแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ปรากฎตัวยืนซ้อนด้านหลังผมอีกต่อไปแล้ว สสารเรือนร่างเหมือนมนุษย์ทั่วไปค่อยๆ แจ่มชันขึ้นบนเตียงผ่าชันสูตรจากที่เลือนลางคล้ายถูกบดบังด้วยม่านหมอกก็ชัดเจนขึ้นจนเห็นทุกอณูเส้นขน จุลทิ้งกายนั่งบนเตียงมือทั้งสองก็ยกขึ้นกอดอกทำท่ายึกยักเล่นตัวครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มร่ายละเอียดอีกครั้ง
“คุณหมอเป็นคนเก่งเป็นคนช่างสังเกตนะครับ....แต่คุณหมอยังช่างสังเกตไม่มากพอ”
จุลพูดพลางแสยะรอยยิ้มยากจะคาดเดาความคิดได้ให้ผม ก่อนจะขยับลงมาเดินวนไปมารอบๆ เตียงแล้วชี้ให้ผมดูบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างผู้ตาย ซึ้งมันเป็นเพียงแค่ร่องรอยเล็กๆ จุดสังเกตน้อยๆ ที่ถ้าไม่จดจ้องมองพิจารณาจริงๆ ก็คงมองเห็นได้ยาก
“คุณหมอดูนี่สิครับ เห็นรอยจุดสีขาวเป็นด่างเป็นดวงบนผิวหนังของเขาไหมครับ รอยพวกนี้มันเกิดมาจากเส้นเลือดของเขาอุดตัน”
“….” คำอธิบายของจุลทำผมขมวดคิ้วเข้าหากันแทบจะทันที เพราะเท่าที่อ่านประวัติด้านการรักษาตัวและการวินิฉัยเบื้องต้นผู้ตายไม่เคยมีการรักษาตัวเกี่ยวกับเลือดหรือเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเกิดเส้นเลือดอุดตันได้เลยสักอย่าง แล้วก็เป็นอีกครั้งที่จุลอ่านใจผมออก....
“ทำหน้างี้แปลว่าคุณหมอไม่เชื่อผมอะดิ เดี๋ยวผมเฉลยให้คุณหมอฟังเอง” เขารีบพูดดักทางผมอย่างรู้ทัน “เอิ่มม... คุณหมอลองไล่อุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ ตามร้านขายยาทั่วไปให้ผมฟังหน่อยสิครับว่ามีอะไรบ้างน้าา ซื้อง่าย ใช้ง่าย ราคาถูก แถมทำลายทิ้งก็ง่ายเช่นกัน แต่ถ้าหากเราใช้ผิดวิธีนิดเดียวก็....ฟิ๊ววว คร่าชีวิตคนได้อย่างง่ายดายเช่นกัน สิ่งนั้นคืออะไรนะ??”
เสียงยียวนกวนประสาทของจุลจบลงพร้อมกับหัวสมองของผมที่เริ่มทำงานหนักคิดประมวลหาทุกอุปกรณ์ที่สามารถคร่าชีวิตคนได้ทันที อะไรที่ซื้อง่าย ใช้ง่ายมีขายตามร้านขายยาทั่วไป
และที่สำคัญ...ทำลายทิ้งง่ายด้วยงั้นเหรอ สิ่งนั้นคืออะไรกันนะ เครื่องวัดความดัน ปรอตวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจน เสาน้ำเกลือ สายน้ำเกลือและ... เข็ม
“เข็ม”
“คะคุณหมอ?”
“เข็มฉีดยา”
“ปิ๊งป๊อง! ถูกต้องแล้วครับคุณหมอพร้อมแพทย์ประจำบ้านนิติเวชผู้แสนอัจฉริยะ เก่งจริงๆ เลยนะครับ ผมปรบมือให้เลย”
จุลเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดี๊ด๊าชื่นชมที่แอบจะจิกกัดผมนิดๆ แต่ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกโล่งอกกับการตามหาสาเหตุการเสียชีวิตเด็กๆ เอ็กซ์เทิร์นกับพยาบาลร่วมห้องของผมก็เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่กไปมา กับพฤติกรรมการพูดเออออของผมคนเดียวในเวลานี้
“เขาถูกฆาตกรรมด้วยเข็มฉีดยา อุปกรณ์ง่ายๆ ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ราคาถูกและทำลายทิ้งง่าย เพียงแค่ใช้เข็มทิ่มลงไปในเส้นเลือดแล้วฉีดเอาอากาศที่อยู่ในไซริงค์เข้าไปเพียงเท่านั้นเองครับคุณหมอ ฟิ๊ววววว เปร๊าะ!” จุลดีดนิ้วมือใส่หน้าผมพร้อมกับสแยะรอยยิ้มกว้างขึ้นอย่างช้าๆ มันทั้งน่าขนลุกน่ากลัวแต่สำหรับผมมันกลับน่าต่อยหน้ามากกว่า
“เสียชีวิตง่ายๆ เหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันไงครับ”
“เข้าใจแล้ว”
“คะคุณหมอพร้อม เข้าใจอะไรคะ”
“เปล่าครับ ผมแค่เข้าใจแล้วว่าเจ้าของร่างนี้เขาต้องการให้ผมส่งต่อข้อเท็จจริงอะไรให้กับคนที่รออยู่ด้านหลังไงครับ”
“อ่อออ” พอได้ยินผมพูดแบบนั้นทั้งห้องที่เคยอยู่ในสภาะกดดันสุดๆ ก็ดูเหมือนจะเริ่ม ผ่อนคลายขึ้นมาทันที
“น้องอุ้มครับเดี๋ยวพี่รบกวนหนูเก็บชิ้นเนื้อช่วงที่มีรอยด่างสีขาวส่งเข้าแลปด้วยนะ”
ผมหันไปบอกน้องอุ้มสาวน้อยเอ็กซ์เทิร์นเพียงหนึ่งเดียวให้ลงมือปฏิบัติเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ ก่อนจะหันไปบอกกับน้องบอลเอ็กซ์เทิร์นอีกคนที่ยืนมองการทำงานทั้งหมดด้วยสีหน้าซีดๆ ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร
ก็แหง๋แหละ! มันไม่ใช่ทุกคนที่อยากทำงานร่วมกับศพโดยเฉพาะศพที่ต้องเอามาผ่าชันสูตร แต่ถ้าเลือกที่จะเรียนแพทย์แล้วทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ยิ่งถ้ากลัวก็ยิ่งต้องลงมือคลุกคลีอยู่กับมันให้เคยชิน
“บอล" ทันทีที่ผมเรียกชื่อเขาก็สะดุ้งตกใจช่างขวัญอ่อนจริงๆ เลย "เดี๋ยวบอลเก็บตัวอย่างเลือดส่งแลปนะ ไหวใช่ไหม”
“หวะ ไหวครับอาจารย์” เสียงที่ตอบกลับมาดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร แต่อย่างว่าแหละครับถ้าเลือกที่จะเป็นหมอแล้วมันต้องเรียนให้ครบทุกแผนกทุกแขนงมันเลือกไม่ได้
“งั้นก็ดี เริ่มเลยพี่จะได้ช่วยประเมินให้”
ทุกขั้นตอนการทำงานของเด็กเอ็กซ์เทิร์นดูค่อนข้างเงอะงะไปสักนิดแต่มันก็ไม่ได้ดูแย่อะไรสำหรับเคสชันสูตรแรกในชีวิต แต่มันจะมีอยู่คนหนึ่งที่ดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนแพทย์ประจำบ้านอย่างผมจนออกนอกหหน้านอกตายืนกอดอกบ่นพึมพำไม่หยุดปาก
“เด็กนี่มันปอดคุณหมอ ดูดิแค่เก็บตัวอย่างเลือดแค่นี้ก็มือสั่นงึกๆ แล้ว เจอศพยังเป็นถึงขนาดนี้เจอเคสทำคลอดห้องสูติไม่เป็นลมเลยเหรอ”
“จิ๊!” ผมจะออกปากเถียงกับจุลก็ไม่ได้เลยได้แต่จิ๊ปากเตือนให้เขาเบาเสียงลงบ้าง วิญญาณอะไรเรื่องมากรู้ดียิ่งกว่าผมที่เป็นหมอนิติเวชซะอีก
ทุกขั้นตอนเสร็จสิ้นและจบลงไปได้ด้วยดี แต่กว่าจะเก็บหลักฐานทั้งหมดได้ก็เล่นเอาบรรดาพยาบาลของผมหมดแรงไปตามๆ กัน
พวกเขาฟุบหน้าหลับกับโต๊ะเป็นแถบ ผมมองแล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกเพื่อสั่งซื้อกาแฟรสชาติโปรดมาสองแก้ว แล้วค่อยกดลิฟตท์กลับขึ้นไปยังชั้นที่มีห้องเย็นประจำอยู่ สถานที่ประจำสำหรับผมกับจุล....
ติ๊งง!
เสียงประตูลิฟท์เปิดออกพร้อมกับจุลที่ยืนล้วงกระเป๋าส่งยิ้มกว้างรอผมอยู่ด้านนอก ชั้นนี้เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ส่วนตัวของผมกับจุลก็ว่าได้ เพราะมันคงไม่มีคุณหมอ พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่คนไหนที่จะมาคลุกอยู่ที่ห้องเย็นสำหรับเก็บศพหรอกใช่ไหมล่ะ ยกเว้นผมนี่แหละที่สามารถยืนจิบกาแฟท่ามกลางบรรดาศพที่ถูกจัดเก็บหลายสิบรายได้
“อะ รางวัลตอบแทนของคุณ” ผมยื่นแก้วกาแฟม็อคค่าให้จุล เขาหลุบสายตามองมันก่อนจะช้อนสายตาเบะปากใส่ผมพลางเชิดหน้าขึ้นมองท้องฟ้าไม่เหลียวแลรางวัลที่ผมมอบให้
“บางทีคุณหมออาจจะลืมไปแล้วว่าผมไม่ใช่คน”
คงจริงอย่างที่จุลพูดนั่นแหละ บางทีผมอาจจะอยู่กับเขามานานเกินไปจนหลงลืมข้อสำคัญไปแล้วว่าจุลเป็นแค่วิญญาณสสารที่อยู่อาศัยร่วมกับผมสสารหนึ่งเท่านั้น ถึงเขาจะมีรูปร่างทุกจุดเหมือนคนปกติก็ตามทีแต่ก็นั่นแหละ เขาแค่เหมือนแต่ไม่ใช่คน
“อ่า ขอโทษผมลืมน่ะจุล ผมคงอยู่กับคุณมานานเกินไปจนคิดว่าคุณก็ไม่ต่างจากคนคนหนึ่ง” ผมพูดพลางยิ้มเก้อเขินให้กับจุลที่ยืนหลุบตามองผมอยู่ตรงหน้า จะว่าไปแล้ว...นี่ก็ครบหนึ่งปีแล้วสินะนับตั้งแต่วันที่ผมเจอเ
ขา เวลามันช่างผ่านไปไวชะมัดเลย เหมือนภาพแรกที่ผมเจอกับจุลเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง....
