บทที่ 4 จุลติภพ

1ปีก่อนหน้านี้....

"วันนี้เย็นเหรอ" ผมส่งเสียงถามศรัณย์เพื่อนสนิทที่อยู่กันคนละแผนก ที่ตอนนี้มันกำลังวิ่งหน้าดำคร่ำเครียดไปยังห้องฉุกเฉินที่มีน้องๆ เอ็กซ์เทิร์นยืนมองมันด้วยสายตาวาววับราวกับไอ้คุณหมอศรันย์เป็นเทพบุตรมาจุติ

"เออ ไว้ค่อยคุยไปช่วยน้องๆ ก่อน" พอมันหันมาเห็นผมก็ได้แต่ยกมือทักทายผ่านๆ แล้วรีบวิ่งตรงเข้าไปในห้องทันที

ผมได้แต่พยักหน้างึกงักเข้าใจในสิ่งที่มันพูดก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้แถวๆ นั้นเพื่อรอเวลาเพื่อนตัวดีเลิกเวร แล้วไปนั่งกินชาบูหม่าล่าอย่างที่นัดกันไว้

งี้แหละครับชีวิตนายแพทย์มันแสนจะอาภัพ เข้าเวรนอกต่อด้วยเวรในไหนจะเคสแสนจะสาหัสที่กำลังรอการรักษาอยู่อีก กว่าจะได้เงยหน้ามองฟ้าก็ตอนที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาหลับเขานอนไปกันหมดแล้ว

เพื่อนๆ แต่ละคนที่เคยสนิทก็ต้องถยอยห่างเหินกันไปตามกาลเวลา บ้างก็ทำเรื่องย้ายกลับบ้านเกิด บ้างก็ลาออกไปเปิดคลินิกส่วนตัว จนทั้งรุ่นตอนนี้ก็เหลือแต่ผมกับมันนี่แหละที่ยังอยู่โรงพยาบาลนี้และสานต่อเจตนารมณ์ความเป็นหมออย่างแกร่งกล้ากันอยู่สองคน

"....."

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนผมก็ไม่ได้สนใจ ยังคงนั่งเล่นโทรศัพท์ฆ่าเวลารอศรัณย์เช่นเดิมจนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมีคนเดินเข้ามานั่ง ผมเงยหน้ามองเขาแบบผ่านๆ ทว่าแม้จะแค่ผ่านๆ ตาก็เถอะ แต่การแต่งกายและรสยมที่ดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของเขามันติดตาผมชะมัดเลย โคตรดูดี

อีกฝ่ายสวมใส่เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงศอกสีฟ้าอ่อนด้านล่างเป็นกางเกงสแล็คสีดำสนิท บนเอวได้รูปนั่นสวมทับไว้ด้วยเข็มขัดหนังกลับอย่างดียี่ห้อหรูหรา รองเท้าที่สวมก็เข้ากับการแต่งตัวเขาอย่างดีไม่มีที่ติ แต่ทว่าผมกลับไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาตรงๆ เห็นแค่เพียงปลายคางและสันกรามได้รูปที่โผล่พ้นออกมาจากหลังมือสีขาวซีดที่ยกขึ้นปิดใบหน้าไว้เท่านั้น ดูจากปฏิกิริยาท่าทางแล้วเขาน่าจะกำลังเครียดกับเรื่องใดสักเรื่องที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลนี้แน่ๆ

"......" ผมเลิกให้ความสนใจเขาแล้วก้มมองหน้าจอโทรศัพท์เช่นเดิม

ติก....ติก...ติก...

เสียงนาฬิกาบนข้อมือผมเดินไปอย่างสม่ำเสมอ เพราะการก้มหน้านานเกินไปเลยทำให้ผมเริ่มปวดต้นคอต้องเงยหน้าขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันบ้าง ทว่าผู้ชายฝั่งตรงข้ามกับผมยังคงนั่งก้มหน้าเอาฝ่ามือปิดใบหน้าเช่นเดิม

'ท่าทางจะเครียดจัด' ผมได้แต่คิดในใจแต่ก็ไม่ได้เข้าไปพูดคุยปลอบใจอะไร จะว่ายังไงดีล่ะ ผมไม่ถนัดเรื่องปลอบใจญาติคนไข้แม้ว่าจะเป็นหมอก็ตาม ผมถนัดเรื่องการสืบหาค้นคว้าความจริง โดยเฉพาะหาความจริงจากคนที่ไม่มีชีวิตอยู่นั่นแหละงานถนัดผมเลย

ผมชอบทำงานกับร่างที่ไม่มีลมหายใจน่ะ

นั่งยืนเส้นยืดสายจนพอใจผมก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เช่นเดิม หางตาก็เหลือบมองนาฬิกาไปด้วยว่าใกล้จะถึงเวลาเลิกเวรของไอ้ศรัยณ์หรือยัง ถึงแม้ว่าจะไม่อยากให้ความสนใจแค่ไหนแต่สุดท้ายผมก็อดที่เผลอตัวเหลือบมองฝั่งตรงข้ามไม่ได้อยู่ดี

นั่นแหละผมแอบเหลือบตามองเขา ครั้งนี้เขาทำผมชะงักงันใจเต้นแรงจนแทบออกจากอกเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่เพราะการแต่งตัวดูดีรสนิยมเริศหรูหรือใบหน้าที่หล่อจัดจนผมตาค้าง แต่เป็นเพราะ....

!!!

เขาไม่มีขา

"เชี่ย!!" ผมสะดุ้งลุกเดินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เสียงร้องตกใจของผมมันค่อนข้างที่จะดังและเรียกความสนใจจากผู้คนบริเวรนั้นได้มากเลยทีเดียว จนคุณพยาบาลที่กำลังเดินผ่านไปต้องย้อนกลับมาดูอาการของผม

"คุณหมอพร้อมเป็นอะไรหรือเปล่าคะ"

"เอ่ออ..." ผมไม่รู้จะตอบเธอว่ายังไงดี

ผมชั่งใจอยู่สักพักเม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดซึมตามกรอบหน้าเรื่อยๆ ฝ่ามือก็เย็นเฉียบไปหมด จนสุดท้ายผมก็ลงมติในใจว่าต้องรู้ความจริงให้ได้ เลยตัดสินใจหันกลับไปมองที่เก้าอี้ตัวเดิมที่ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ ตอนนี้เขายังคงนั่งในท่าเดิมและท่อนขาไม่มีเช่นเดิม...

"เอ่ออ...คุณเห็นไหมครับ" ผมถามแล้วก็ชี้ไปที่เก้าอี้ตัวนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป