บทที่ 8 จุลติพร้อม
'สวัสดีครับคุณหมอ ผมชื่อจุล'
.
ประโยคแนะนำตัวจากน้ำเสียงเย็นยะเยือกยังคงดังหลอนหูผมไม่หายแม้ว่าเหตุการณ์วันนั้นมันจะผ่านมาเกือบอาทิตย์แล้วก็ตาม แล้วภาพของวิญญาณตนนั้นที่เขาแนะนำตัวว่าชื่อจุลก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆตัวผมไม่ห่างไปไหน บางทีเขาก็จะมายืนรอที่หน้าประตูรั้ว บางทีก็มานั่งรอที่หน้าห้องชันสูตร แต่ที่แย่ที่สุดเลยก็คือการที่เขามานั่งรอผมเลิกงานอยู่ในรถของผม! คิดดูสิกำลังทำงานมาเหนื่อยๆโคตรเพลียแต่เปิดประตูรถเข้ามาเจอวิญญาณสีขาวซีดฉีกยิ้มหวานรออยู่เป็นคุณคุณจะรู้สึกยังไง!(?)
ศิก็ยังคงไลน์มาถามอาการของผมอยู่เรื่อยๆแต่ผมก็ยังคงเลี่ยงที่จะบอกเธอเรื่องวิญญาณของจุล ผมมั่นใจว่าศิจะไม่มองว่าผมบ้าเพ้อเจ้อแล้วศิก็จะเป็นฝ่ายที่เข้าใจผมด้วย แต่มันคือความไม่พร้อมของผมเองนี่แหละ ไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าตัวเองมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้
"คุณหมอ! คุณหมอ!" เสียงของจุลตะโกนเรียกผมมาแต่ไกล เขากำลังยกแขนโบกมือไปมาอยู่บนวีลแชร์หน้าทางเข้าแผนกฉุกเฉินเพื่อเรียกความสนใจจากผม
แต่ผมไม่ให้ความสนใจเขาหรอกนะ ทันทีที่เห็นเขาอยู่ทางนั้นผมก็รีบเดินก้มหน้าเลี่ยงไปอีกทาง พยายามเว้นระยะห่างและแสดงท่าทีให้เขารู้กลายๆว่าผมไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักกับเขา
เฮือกกกก
"เชี่ย!!!" ผมร้องตะโกนอุทานออกมาสุดเสียง เมื่อจู่ๆไอ้ร่างที่นั่งโบกไม้โบกมือเรียกเมื่อครู่มันได้หายตัววาปมายืนประชิดตัวผมชนิดแทบจะหลอมรวมกัน
ถ้าหากเขาสิงร่างผมได้เขาคงทำไปแล้ว...
ตอนนี้ผมแทบจะก้าวขาไม่ออกเลยก็ว่าได้ กว่าจะก้าวได้แต่ละทีก็เล่นเอาซะเหนื่อยเหมือนเท้ามันหนักยกไม่ขึ้นอย่างไรอย่างนั้น แถมต้องก้าวเท้าเดินหน้าไปมองหน้าวิญญาณไม่เคยคุ้นไม่เคยรู้จักไปด้วยอีก ไอ้พร้อมอยากจะเขียนใบลาออก!
"คุณหมอเมินผมมาเป็นอาทิตย์ๆแล้วนะครับ ใจร้ายจัง" เขาว่าพลางก้าวถอยหลังไปด้วย มือทั้งสองข้างก็ยกขึ้นกอดอกกดสายตาหรี่จ้องจับผิดจนผมเหงื่อซึมปุดๆไปทั้งตัว
"....."
"หมอจะเมินผมง่ายๆงี้จริงดิ หมออุตสาห์ได้เห็นผมแล้วนะ" เขาเริ่มส่งเสียงดังไม่พอใจอีกครั้งเมื่อผมเลือกที่จะมองผ่านเขาแล้วทำเหมือนไม่เห็นเขาในสายตา
แต่พอผมเลือกที่จะตั้งใจมองผ่านเขาเข้าจริงๆอีกฝ่ายก็ค่อยๆสลายเรือนร่างสูงโปร่งของตัวเองหายไป ตอนนั้นแหละผมถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เห้ออออ...
"หลุดพ้นสักทีนะไอ้พร้อม" ผมพูดพึมพำกับตัวเองเมื่อเอาตัวเข้ามาอยู่ในลิฟท์แคบๆเพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ผมทำงานได้แล้ว แต่แล้วจู่ๆบรรยากาศในลิฟท์มันก็ดูแปลกไปจนผมใจคอไม่ดีเอามากๆ
จากที่กำลังรู้สึกผ่อนคลายหายใจโล่งปลอดโปร่งมันก็ค่อยๆกลายเป็นความอึดอัดขึ้นมาทีละนิด ผิวหนังชั้นนอกรู้สึกเย็นยะเยือกวูบวาบไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนต้องยกมือขึ้นลูบแขนไปมา บรรยากาศแปลกๆมันทำให้ใจผมเริ่มกลัวรู้สึกหวาดหวั่นยังไงบอกไม่ถูก จนต้องเงยหน้ามองสำรวจไปรอบๆลิฟท์ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ตู้เหล็กสี่เหลี่ยมแคบๆนี้มีแค่ผมยืนคนเดียว
ฟุ่วววว~
ผมมองสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรแน่ๆก็พ่นลมหายใจทิ้งมาหนึ่งครั้ง ทำไมลิฟท์แค่ไม่กี่ชั้นมันถึงใช้เวลาขึ้นไปนานนักนะ เมื่อรู้สึกว่าลืมตาแล้วจิตใจมันฟุ่งซ่านเกินไปผมก็เลือกที่จะหลับตาลงแล้วใช้หูคอยฟังเสียงลิฟท์เปิดเอาเท่านั้นพอ....
ตึ๊งงง!!
เหมือนเสียงสวรรค์ลงมาโปรด เสียงลิฟท์ที่เปิดออกช่างทำให้ผมรู้สึกดีใจไม่ต่างจากตอนที่รู้ว่าตัวเองสอบติดแพทย์เมื่อหลายปีก่อนเลย ผมรีบลืมตาแล้วระบายรอยยิ้มโล่งใจก่อนจะขยับขาเตรียมตัวก้าวเดินออกจากลิฟท์ แต่แล้วทุกการเคลื่อนไหวของผมก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีเสียงเสียงหนึ่งเอ่ยเรียกชื่อผมมาจากทางด้านหลัง....
"จะรีบไปไหนล่ะครับคุณหมอพร้อมมานะ อัศวเรืองติกุล" เขาเรียกชื่อผมเสียงดังฟังชัด ชัดชนิดที่ว่าอาจจะทำให้ผมหลอนได้ยินเสียงนี้ไปได้อีกหลายวันแน่นอน
"...!!!..."
เสียงเรียกของเขาทำผมไม่กล้าก้าวเดินออกไปจากลิฟท์ตัวนี้ มิหนำซ้ำยังต้องหมุนตัวหันหน้ากลับมามองเขาอย่างไม่มีเหตุผลอีกด้วย
"ผมไม่ยอมให้คุณหมอหนีผมหรอกนะครับ" เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าแววตามุ่งมั่น พลันทันใดนั้นร่างขาวซีดตรงหน้าก็ขยับตัวสาวเท้าเข้ามาใกล้
ตึก...ตึก...ตึก...
เขาก้าวเท้าเดินสม่ำเสมอทั้งยังหนักแน่น และหยุดก้าวเดินเมื่อปลายรองเท้าหนังกลับของเขาแตะโดนบริเวรปลายหัวรองเท้าหนังอย่างดีของผม ผมจัดว่าเป็นผู้ชายสูงตามมาตรฐานมากๆคนหนึ่งแต่ผู้ชายที่เขาแนะนำตัวว่าชื่อจุลตรงหน้าสูงกว่าผมหลายเซนติเมตรเลย เขาค่อยๆโน้มคอก้มหน้าลงมามองผมใกล้ๆ มันอาจจะใช้เวลาไม่กี่วินาทีสำหรับการกระทำแบบนั้นแต่ทว่าในความรู้สึกผมช่วงเวลานี้มันช่างยาวนานเหลือเกิน เหมือนเข็มวินาทีมันถูกเปลี่ยนเป็นเข็มนาที....
อึก!...
ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่พร้อมกับการกลั้นหายใจโดยไม่มีเหตุผล เมื่อปลายจมูกโด่งจัดได้รูปขยับเข้ามาเฉียดปลายจมูกของผม สัมผัสเย็นจัดผ่านไปราวกลับมีไอเย็นพัดออกมาจากช่องแอร์ ดวงตาสีเข้มกดลึกจ้องเข้ามาจนผมไม่กล้าสู้กลับรีบหลับตาปี๋หนีทันที
"หึ...หึ..." แต่เหมือนยิ่งผมกลัวเขายิ่งชอบใจ(?)
จากความเย็นยะเยือกที่พัดผ่านไปมาอยู่ตรงหน้าก็กลับขยับย้ายมาเคลื่อนไหวอยู่ข้างแก้ม ความเย็นวูบเคลื่อนไหวแนบชิดสัมผัสกับร่างกายผมมากขึ้นทุกที แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่กล้าพอจะลืมตามองดู ผมปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวไปตามที่เขาต้องการ จนทุกอย่างหยุดนิ่งชะงักลงที่ใบหูด้านซ้ายของผมพร้อมกับประโยคที่ทำให้ผมอยากจะร้องไห้ออกมา
"คุณหมอหนีผมไม่พ้นหรอกครับ ผมจะตามติดคุณหมอ เพราะโชคชะตาเขาเลือกไว้แล้ว....ว่าให้ผมเกี่ยวพันธ์กับคุณหมอ"
