บทที่ 9 จุลติพร้อม 2

ผมจมดิ่งไปกับประโยคที่เขากระซิบบอกข้างหู เหมือนตัวมันเบาลอยล่องอยู่กลางอากาศ ทุกความรู้สึกนึกคิดถูกดึงดูดให้ไปอยู่กับน้ำเสียงทุ้มยะเยือกทว่านุ่มนวลชวนน่าฟังที่เพิ่งเอ่ยออกมา อยากจะขยับปากออกเสียงตอบกลับก็ทำไม่ได้ ครั้นอยากจะลืมตามองก็ทำไม่ได้เช่นกัน เหมือนทั้งร่างกายผมมันถูกจับตรึงให้ยืนนิ่งอยู่กับที่แล้ววนเวียนอยู่ในวนลูปของคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาซ้ำๆไม่ยอมหยุด

'คุณหมอหนีผมไม่พ้นหรอก'

'ผมจะตามติดคุณหมอ'

'โชคชะตาเขาเลือกไว้แล้ว'

'ให้ผมเกี่ยวพันธ์กับคุณหมอ'

คำพูดทุกคำมันวนเวียนอยู่ในรูหูผมไม่จางหาย คล้ายกับมีคนท่องมนต์คาถาให้ฟังพึมพำงึมงำอยู่อย่างนั้น จากที่เป็นเสียงเบาๆก็เริ่มดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้นจนมันก้องสะท้อนปวดแก้วหูไปหมด

พอสักที! หยุดสักที! ผมไม่อยากฟัง!

"หยุดได้แล้วผมไม่อยากได้ยิน!!" ผมตะโกนออกไปสุดเสียงหลังจากที่ทานทนกับเสียงก้องกังวาลในหูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่ในลิฟท์อีกต่อไป ตอนนี้ผมเดินออกมาจากลิฟท์มายืนอยู่หน้าแผนกท่ามกลางสายตาของน้องๆพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่มองผมเป็นตาเดียวกัน

"....." เดินมาตรงนี้ได้ไงวะ?

ทุกคำถามผุดขึ้นมากมายในหัว เขาหายไปไหน ทำไมเสียงนั่นถึงดังซ้ำๆอยู่ในหัวผมด้วย แล้วผมเดินออกมาจากลิฟท์ได้ยังไง จากระยะทางลิฟท์มาหน้าแผนกก็หลายสิบก้าวพอตัว หรือจุลจะพาผมเดินมา(?)...

"หมอพร้อมโอเคไหมคะ" น้องบีพยาบาลสาวที่ทำงานมานานที่สุดเป็นหน่วยกล้าตายเดินเข้ามาถามผม

"ไม่เป็นไรครับ ผม....สบาย" ผมตอบเธอพลางยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาเรียกสติตัวเองซะใหม่

"บีตกใจหมดเลยค่ะตอนที่หมอพร้อมตะโกนลั่นออกมา"

"อ่อ ขอโทษด้วยครับ ผมคงทำงานหนักเกินไป"

"ใช่ค่ะ งานหนักมากกกก" น้องบีว่าแล้วก็ยื่นแฟ้มรายงานเบื้องต้นมาให้ผม จริงสิวันนี้มีเคสผ่าชันสูตรเคสใหญ่นี่น่าเกือบลืมไปเลย เป็นเพราะวิญญาณของจุลนั่นแหละที่ทำสติผมแตกซ่านขนาดนี้น่ะ

"ครับ สงสัยจะหนักจริง"

"หนักมากค่ะ รายงานเบื้องต้นผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาวอายุ23ปีค่ะ มีการรับรักษาตัวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าติดต่อกันมาหลายปีแล้วค่ะ ช่วงหลังแพทย์มีความเห็นตรงกันว่าเธออาการเริ่มดีและคงที่มากขึ้นเลยมีการปรับแผนการรักษาใหม่ ระยะเวลาการนัดพบแพทย์ก็น้อยลงเช่นกันค่ะเหลือเพียงแค่สามเดือนครั้งค่ะ" น้องบีเริ่มร่ายละเอียดเกี่ยวกับเคสชันสูตรของเช้านี้ให้ผมฟัง

"......."

"อาการเธอกำลังไปได้ดี ไม่มีเรื่องเรียนให้เครียดเพราะเรียนจบแล้วแล้วก็ไม่มีแฟนค่ะ ครอบครัวให้ความรักความอบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็นทุกอย่าง แต่สุดท้ายกลับพบศพเธอนอนจมกองเลือดอยู่ในอ่างอาบน้ำที่ห้องในคอนโดเมื่อ2วันที่แล้วค่ะ ทางพ่อแม่ไม่เชื่อว่านี่จะเป็นการฆ่าตัวตายของลูกสาวเลยยืนยันจะให้ทางนิติเวชผ่าชันสูตรค่ะหมอ"

"ทางเจ้าหน้าที่กับนิติวิทยาเขาลงความเห็นเบื้องต้นว่าไงบ้างครับ"

"เป็นการตายผิดธรรมชาติที่เป็นการฆ่าตัวตายค่ะหมอ แต่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นนะคะเพราะตอนนี้ก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ค่ะรวมทั้งมูลเหตุจูงใจก็ยังหาไม่ได้ด้วยค่ะ"

"อืม....งานยากจริงด้วยครับ" จากที่กำลังจิตใจฟุ้งซ่านเพราะวิญญาณจุลตอนนี้สติผมวิ่งแล่นกลับมาสู่หัวสมองผมแล้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมเดินเข้ามาเก็บสัมภาระของตัวเองเข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อยพร้อมกับอ่านรายงานอีกครั้งอย่างละเอียด งานนี้ผมห้ามพลาด ผมพลาดไม่ได้แม้แต่เส้นขนเดียวเพราะพ่อแม่ของน้องคนนี้กำลังรอความจริงจากภูติสื่อสารอย่างผมอยู่

กึก! กึก!

ทุกการชันสูตรเริ่มขึ้นด้วยความตึงเครียดอีกครั้ง ผมต้องหาให้ได้ว่าเธอฆ่าตัวตายจริงหรือไม่ สภาพศพสีคล้ำซีดเซียวเริ่มมีอาการบวมจากน้ำหนองกำลังถูกผมเริ่มผ่าชันสูตรทีละจุดอย่างช้าๆด้วยความตั้งใจ น้ำยาดับกลิ่นส่งกลิ่นฉุนจนแสบจมูกแม้จะปิดแมสมาถึง2ชั้นแล้วก็ตาม ผมเพ่งสมาธิใช้ความรู้ทุกศาสตร์แขนงที่มีในหัวหาความจริงในครั้งนี้ให้ได้

ฟิ๊ววววว~

เสียงลมพัดผ่านหูผมไปพร้อมกับไอเย็นจัดที่เคลื่อนไหวผ่านแผ่นหลังไปอย่างรวดเร็ว เขามาเหรอ(?) วิญญาณที่ชื่อจุลตามผมเข้ามายันห้องชันสูตรเลยเหรอ ไม่หรอกมั้ง เขาจะตามเข้ามาทำไม ผมพยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้ก่อนจะเอี้ยวตัวเหลือบสายตามองไปที่ด้านหลัง ยังบริเวรที่ผมสัมผัสได้ว่าเขากำลังยืนมองอยู่จากตรงนั้นแต่ก็ว่างเปล่า

คงไม่มีอะไรหรอก....ซะที่ไหน!

กึกกกก...กึกกก....กึกกกกก

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำผมมือสั่นจนมีดผ่าตัดกระทบกับเตียงสแตนเลสดังกึกๆ ผมเกร็งไปหมดทั้งตัวไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี เมื่อร่างไร้ลมหายใจที่ผมกำลังทำการผ่าชันสูตรอยู่ได้ถูกร่างสูงโปร่งของจุลนั่งทับไว้พลางเงยหน้ามองผมด้วยรอยยิ้มแววตาใสซื่อ(?)

"เจอกันอีกแล้วนะครับคุณหมอพร้อม" เขาทักผมอีกแล้ว ซึ่งผมไม่อยากให้เขาทักผมเลยแม้แต่นิดเดียว ปฏิกิริยาแปลกไปของผมทำให้น้องๆพยาบาลและเจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยพอสมควร จู่ๆการผ่าชันสูตรก็ถูกหยุดชะงักกลางคัน

"......"

"เขาเป็นผู้หญิงสวยมากเลยนะครับคุณหมอ เพียงแต่..." เขาว่าแล้วก็เอี้ยวตัวหลุบสายตามองไปยังใบหน้าอันบวมช้ำของร่างไร้ลมหายใจที่นั่งทับอยู่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "ตอนเป็นศพเขาดันไม่สวยเท่าที่ควร"

"......"

ผมนิ่งเงียบพยายามควบคุมสติให้มั่นเหมาะไม่หลุดโฟกัสไปที่จุลมากกว่างานตรงหน้า แต่มันช่างเป็นการกระทำที่ยากเย็นซะเหลือเกิน เพราะถ้าผมจะลงมือผ่าผมก็ต้องกดมีดผ่านเรือนร่างขาวซีดของเขาไป

"ผ่าทำไมตรงนี้ล่ะครับคุณหมอ ไม่ต้องผ่าหรอกไปเก็บเนื้อเยื่อในโพร่งปากส่งตรวจน่าทำกว่าเยอะครับ" เขาว่าแล้วก็ใช้ปลายนิ้วโป้งดันหลังมือผมไปยังโต๊ะวางอุปกรณ์พลางพยักเพยิดหน้าไปที่อุปกรณ์สำหรับเก็บเนื้อเยื่อให้ผมหยิบมันขึ้นมาใช้งาน "เราจะเสียเวลาไปตรวจอะไรๆที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องไปทำไมล่ะครับจริงไหม"

ผมแทบจะไม่มีทางเลือกอื่นเลยก็ว่าได้นอกจากวางมีดลงแล้วหยิบตลับเก็บเนื้อเยื่อขึ้นมาใช้งาน ทุกขั้นตอนการทำงานของผมกำลังถูกเขาจับจ้องราวกับกำลังเข้าคลาสสอบเชิงปฏิบัติในช่วงไฟนอลก็ไม่ผิด พอผมจะเก็บชิ้นเนื้อน่าต้องสงสัยบริเวณไหนส่งตรวจแล้วไม่ใช่อย่างที่ควรจะส่งไปเขาก็วาปมากระซิบบอกข้างหูผมทันที บ้างก็หูซ้าย บ้างก็หูขวา บ้างก็มายืนซ้อนพูดอยู่ด้านหลัง เขาทำการทำงานของผมรวนไปหมดจวบจนวินาทีสุดท้ายของการชันสูตร เขาก็ยังไม่วายมายืนกระซิบข้างหูผมอีกครั้ง พร้อมกับบอกถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเธอที่ผมแทบจะไม่คาดคิดมาก่อน

"เธอไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่เธอถูกบังคับให้ต้องตายต่างหาก" คำพูดของจุลทำผมนิ่งชะงัก ก่อนที่เขาจะขยับวาปหายตัวไปยืนอ่านชาร์ทรายงานของเธอที่ผมวางไว้ไม่ไกล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป