บทที่ 1 ปู่อยากให้แต่งงาน 

“จิณณ์เอ้ย”

เสียงแหบพร่าของชายชราเปล่งดัง เมื่อหลานชายสุดที่รักเข้ามาเยี่ยมถึงเตียงนอน

“ครับ คุณปู่” แววตาของจิณณ์หม่นแสงลง เมื่อเห็นรูปร่างผอมโซของมั่น ชายผู้มีศักดิ์เป็นปู่ กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง ทั้งยังมีสายระโยงรยางค์เกี่ยวห้อยพันกันวุ่นวาย

“ปู่คงอยู่ได้อีกไม่นาน” 

“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ...” มือหนาสัมผัสมือเหี่ยวย่นด้วยความเป็นห่วง หากมีสิ่งใดที่เขาจะช่วยเหลือและยื้อชีวิตปู่ไว้ เขายินดีจะทำทุกอย่าง

“น่าเสียดายที่ปู่ยังไม่มีโอกาสเห็นจิณณ์แต่งงานเนอะ” 

ชายหนุ่มเหลือบสายตามองใบหน้าซูบซีด มั่นเอ่ยคำว่า ‘แต่งงาน’ ออกมาได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ 

“ปู่ล่ะเป็นห่วงเอ็งเหลือเกิน หากมีเมียรักคอยดูแล มีเหลนให้ปู่ได้เห็น คงจะดีไม่น้อย”

จิณณ์เลื่อนสายตาไปมองแน่งน้อย หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นย่าแท้ ๆ ของตนกำลังยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“อย่าถือสาเลยเจ้าจิณณ์เอ้ย ... คนกำลังเพ้อน่ะ” แน่งน้อยรีบยกนิ้วปาดน้ำตาแบบลวก ๆ ก่อนเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง เพราะไม่อาจทนเห็นภาพตรงหน้าได้นานนัก

ผ่านมาสามวันแล้ว แต่คำพูด แววตา น้ำเสียงของมั่นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาจะทำอย่างไรดีหากนี่คือความปรารถนาของชายชราใกล้สิ้นลมหายใจ 

“สีหน้าคุณจิณณ์ดูเครียด ๆ นะคะ” ชะเอมเลขาคนสนิท ผู้รู้เรื่องราวของเขาอย่างดีทุกด้าน เอ่ยออกมาด้วยความไม่สบายใจนัก เพราะเห็นคิ้วเข้มนั่นขมวดเข้าหากันตั้งแต่เช้าตรู่

“ปู่อยากให้ผมแต่งงาน”

ชะเอมคลี่ยิ้มเล็กน้อย พลางยกแฟ้มเอกสารปิดบังรอยยิ้มของตน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

“คุณจิณณ์ก็แต่งงานสิคะ คุณจิณณ์ก็น่าจะทราบว่าท่านน่ะอยากเห็นหลานแต่งงาน อยากอุ้มเหลนจะตายไป”

ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงที่เขาอยากแต่งหรือไม่อยากแต่ง แต่มันอยู่ตรงนี้เขาไม่มีแฟน หรือคนรู้ใจเลยนี่สิ แล้วแบบนี้จะให้เขาแต่งงานกับใครกัน

“ผมไปทานข้าวดีกว่า” ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นเวลาใกล้พักเที่ยงเต็มที

เวลาเที่ยงตรง จิณณ์เดินเข้าโรงอาหารในออฟฟิศด้วยสีหน้าเคร่ง เขาหวนนึกถึงความปรารถนาของมั่นเสมอ ไม่ว่าจะหยิบจับหรือขยับตัวทำอะไร คำว่า ‘แต่งงาน’ ที่ปู่เอ่ยออกมานั้นมันคอยตามหลอกหลอนไม่ห่าง

จิณณ์ถือจานข้าวกลับมานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่ง ตักข้าวเข้าปากช้า ๆ ทีละคำ ก่อนจะได้ยินบทสนทนาของพนักงานสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ห่างนัก

“แม่ ... เงินเดือนหนูยังไม่ออกเลย” 

สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวลระคนทุกข์ มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์แนบหูไว้แน่น 

“เราเลื่อนเขาไปก่อนไม่ได้เหรอ!” 

“อะไรนะแม่! เขาอยู่หน้าบ้านเหรอ!”

ท่าทางของเธอดูร้อนรน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ จานข้าวที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่ได้ตักเข้าปากสักคำ 

วินาทีที่เธอเดินผ่าน กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากกายเธอลอยแตะจมูก ชวนให้จิณณ์เลื่อนสายตามองตามแผ่นหลังไปอย่างไม่รู้ตัว 

ทว่า เมื่อได้เห็นใบหน้าเรียวงาม ดวงตากลมโต ขนตาเรียงตัวเป็นแพหนา ปากนิดจมูกหน่อย ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบาง ๆ กลับทำให้จังหวะหัวใจของกรรมการหนุ่มเต้นผิดไปชั่วขณะ

“เธอ ...” 

เขาพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว ปากที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ก็ชะงักค้าง พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวแรง

คือเธอคนนั้นไม่ผิดแน่ คนที่เขาใฝ่ฝันว่าอยากจะเจออีกสักครั้ง หลังจากที่เจอกันเมื่อสามปีก่อน

จิณณ์ตัดสินใจเขาถึงลุกออกจากโต๊ะทานข้าว แอบเดินตามหญิงสาวคนนั้นไปอย่างเงียบ ๆ ฝีเท้าเธอหยุดไว้ตรงบันไดหนีไฟ จิณณ์จึงต้องชะลอฝีเท้าลง

“แม่หนูไม่มีหรอก! โอ๊ย! แล้วแม่ไปกู้เงินอะไรอีกล่ะ”

เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด ครอบครัวของเธอกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน และดูเหมือนว่าคนที่ต้องร่วมรับผิดชอบในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นเธอคนนั้น

“อะไรนะ! ให้หนูกดเงินออกจากบัตรเครดิต เลิกคิดได้เลย วงเงินบัตรเต็มแล้ว!”

“หนูไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนแล้วแม่ ถ้าหนูมีนะ! หนูจะให้แม่ไปจ่ายหนี้จ่ายสิน แล้วก็เอาไปดูแลพ่อให้หมดเลย”

“ดูแลพ่อ ...” จิณณ์คิดในใจ พลางขมวดคิ้วแน่น ทำไมต้องดูแลพ่อ พ่อของเธอเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ 

“ให้หนูยืมเพื่อนที่ทำงานเหรอ! ไม่เอาอ่ะ หนูไม่กล้าขอยืมใครหรอก เพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วันเองแม่คิดว่าหนูสนิทกับใครแล้วหรือไง”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก ไม่รู้ว่าโลกกลมหรือพรหมลิขิตที่เหวี่ยงให้เขาได้มีโอกาสมาเจอเธออีกครั้ง

เมื่อจับใจความสำคัญที่แอบฟังบทสนทนาครั้งนี้ได้แล้ว จิณณ์จึงค่อย ๆ ถอยเท้าออกมาอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

ร่างสูงเดินตามทางไปด้วยรอยยิ้มเต็มปาก หนทางที่ดูมืดมนในทีแรกตอนนี้กลับสว่างวาบราวกับมีความหวัง เมื่อเขาคิดหนทางที่จะช่วยทั้งเขาและเธอให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ในคราวเดียว

จิณณ์รีบกลับไปยังห้องทำงานของตน สืบค้นประวัติของหญิงคนนั้นด้วยความใคร่รู้ล้นอก

“เจอแล้ว ...” ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายระยับ ก่อนไล่สายตาอ่านทุกตัวอักษร

“ชื่อสายซอเหรอ ... อายุยี่สิบเจ็ดปี” 

แม้เธอจะมีอายุน้อยกว่าเขาตั้งแปดปี แต่ก็ไม่ได้สร้างความกังวลใจนัก จิณณ์ไม่รอช้า รีบสั่งพิมพ์ประวัติของสายซอแล้วเรียกเลขาคนสนิทเข้ามาพบในทันที

“ค่ะ คุณจิณณ์” 

“ขอโทษที่ผมรบกวนเวลาพักของคุณ แต่ผมมีงานพิเศษให้คุณทำครับ”

ชะเอมเอียงคอมองท่านกรรมการด้วยความสงสัย 

“งานอะไรเหรอคะ”

เขายื่นประวัติส่วนตัวของสายซอให้เลขาคนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับชะเอมที่อ่านประวัติส่วนตัวของพนักงานใหม่ด้วยความฉงน

“อะไรเหรอคะ คุณจิณณ์”

“ช่วยสืบประวัติของผู้หญิงคนนี้ให้ผมหน่อย”

“ประวัติ ...?”

“ครับ” เขายืนยันคำเดิม พลางสบตาอีกฝ่าย “ขอรายละเอียดทุกอย่างครับ”

“ค่ะ” ชะเอมยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นก็ตกปากรับคำไป “ขอเวลาสักสามวันนะคะ”

“ครับ”

บทถัดไป