บทที่ 5 หลานท่านประธาน
ร่างบางลุกขึ้นนั่งเลื่อนหน้าจอมือถือเพื่อค้นหาเบอร์โทรของจิณณ์ที่เคยแลกกันไว้
“เราควรโทรไปไหม ...”
เธอตัดสินใจต่อสายหาเขาในตอนเที่ยงคืนเศษ โดยไม่สนใจมารยาทขั้นพื้นฐาน เพราะความอยากรู้มันล้นท่วมอกไปหมดแล้ว
(สวัสดีครับ)
“สวัสดีค่ะคุณจิณณ์” หญิงสาวทักทายปลายสายด้วยความประหม่า
(คิดมากจนนอนไม่หลับหรือครับ โทรมาเสียดึกเชียว)
สายซอแสร้งทำไขสือ ก่อนจะถามเรื่องที่ค้างคาใจ
“ฉันอยากสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาจ้างแต่งงานค่ะ”
ปลายสายขำในลำคอเบา ๆ แล้วเงียบเสียงรอให้เธอพูดต่อ
“หลังแต่งงานฉันต้องทำยังไงบ้างคะ”
(ก็ ... ใช้ชีวิตปกติครับ อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่าลืมหน้าที่ภรรยาแค่นั้น)
“เอ๊ะ!” หน้าที่ภรรยาเขาหมายถึงเรื่องไหนบ้างล่ะ “คะ คุณหมายถึงเรื่อง ...”
(ผมจะไม่ทำอะไรคุณแน่นอนครับ สบายใจได้ เราเป็นสามีภรรยากันแค่ในนาม)
“ค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอก็โล่งอก แล้วรีบถามเรื่องที่ยังสงสัยออกไป “ถ้าฉันแต่งงานไปแล้ว ฉันสามารถกลับมาเยี่ยมบ้านได้หรือเปล่าคะ”
(ได้เสมอครับ ผมรู้น่ะว่าคุณห่วงพ่อกับแม่ของคุณ)
“ค่ะ ...”
(ถามเรื่องชีวิตหลังแต่งงานแบบนี้ สรุปแล้วคุณยินดีจะแต่งงานกับผมใช่ไหมครับ)
“มะ ไม่ใช่ค่ะ!” สายซอรีบปฏิเสธ “ฉันแค่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเพื่อประกอบการตัดสินใจค่ะ”
ปลายสายขำร่วน จนคนที่ฟังอยู่ถึงกับหงุดหงิดเบา ๆ
“หัวเราะอะไรนักหนาล่ะคุณจิณณ์”
(ปะ เปล่าครับ ไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอกครับ ผมยังรอคุณอีก ... หกวัน)
“แค่นี้ล่ะค่ะ!” ด้วยความหมั่นไส้เสียงหัวเราะของจิณณ์ หญิงสาวรีบตัดสายทิ้งทันที
มือเรียวยังกำโทรศัพท์ไว้แน่น ล้มตัวนอนลงบนฟูกขนาดสามจุดห้าฟุตที่ใช้พักผ่อนในทุกค่ำคืน หัวสมองทบทวนเรื่องสัญญาจ้างอีกเป็นสิบครั้ง จนผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวัน
เช้าวันรุ่งขึ้น
เธอตั้งใจจะรีบไปออฟฟิศให้ไวกว่าเดิม เพื่อสืบค้นข้อมูลของชายที่ชื่อจิณณ์ เธออยากรู้เขาทำตำแหน่งอะไรในบริษัท สนิทกับใครบ้าง ชีวิตส่วนตัวเป็นแบบไหน เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง
สองเท้าตรงดิ่งไปหาหนุงหนิง เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้างกัน สายซอเลือกที่จะผูกมิตรด้วยการยื่นชาไทยสีส้มสวยให้เพื่อนร่วมงานสาวคนนั้น พลางคลี่ยิ้มบาง
“โหย! ขอบคุณนะซอ”
สายซอสังเกตเห็นว่าหนุงหนิงชอบดื่มชาไทยอยู่เป็นประจำ และวิธีนี้มันก็ผูกมิตรง่ายที่สุด
“หนุงหนิง ซอขอถามอะไรหน่อยสิ”
“อะไรเหรอ” หนุงหนิงดูดชาไทยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
“หนุงหนิงรู้จักคนชื่อจิณณ์ ที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกับเราไหม”
หนุงหนิงสบตาสายซอเล็กน้อย เอียงคอมองด้วยความสงสัย
“จิณณ์เดียวที่หนิงรู้จักก็คือ คุณจิณณ์ กรรมการบริหารบริษัทเรานี้ล่ะนะ แต่ไม่รู้ว่ามีคนอื่นชื่อจิณณ์หรือเปล่า”
กรรมการบริหาร ...
สายซอเบิกตาโพลง เพียงแค่ชื่อตำแหน่งก็บ่งบอกว่าใหญ่โตเกินกว่าจะคาดคิด
ไม่นานนักหนุงหนิงรีบยื่นโทรศัพท์ของเธอส่งมาให้ดู
“ใช่คนนี้ไหม”
หน้าจอปรากฏรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่ง สวมชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้ม เรือนผมถูกจัดแต่งอย่างดี และนั่นก็ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ
“ใช่ ...” คนนี้ล่ะคือจิณณ์ที่เธอถามถึง
“คุณจิณณ์เป็นคนใจดีมากนะ ไม่ถือตัวด้วยทั้ง ๆ ที่เป็นหลานของท่านประธาน”
หนุงหนิงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ทว่าคนฟังกลับเบิกตาค้างยิ่งกว่าเดิม
“หา!? หลานของท่านประธาน”
“อื้ม คุณมั่นน่ะ แต่ตอนนี้ท่านป่วยอยู่”
“หะ เหรอ ...” หากจิณณ์เป็นถึงกรรมการบริหาร แล้วยังเป็นหลานของท่านประธานเหตุใดถึงต้องจ้างเธอแต่งงานด้วยล่ะ “แล้ว ... คุณจิณณ์มีครอบครัวไหม แต่งงานหรือยัง”
“ไม่นะ ไม่มีหรอก แต่เท่าที่หนิงรู้มา ...” หนุงหนิงยื่นใบหน้ามาใกล้สายซอ พลางยกมือป้องปากราวกับว่ากลัวใครจะได้ยิน “เขาว่ากันว่า คุณจิณณ์ถูกแฟนเก่าหักอก จนไม่คิดจะมีแฟนหรือแต่งงานอีก”
“เหรอ ...”
“เดี๋ยวนะ!” หนุงหนิงวางแก้วชาไทยพลางสบตาเพื่อนร่วมงาน “สายซอถามทำไมอะ หรือว่าแอบปิ๊งคุณจิณณ์เหรอ”
“บะ บ้า!” เธอรีบปฏิเสธ หาข้อแก้ตัวทันที “คะ แค่อยากรู้เฉย ๆ น่ะ คือ ...”
“เออใช่! เห็นคนเขาเม้าท์กันว่าเมื่อวานคุณจิณณ์พาพนักงานคนหนึ่งไปกินร้านอาหารญี่ปุ่น หรือว่า ... เป็นสายซอเหรอ”
จู่ ๆ ใบหน้าสวยก็แต้มด้วยสีแดงระเรื่อ สายซอรีบเลื่อนหน้าหลบหนุงหนิงที่กำลังจับผิดอยู่
“ใช่จริง ๆ ด้วย หน้าแดงแจ๋เลย”
“มะ ไม่มีอะไรหรอก ...”
พักเที่ยง
เหล่าพนักงานต่างเดินเข้าโรงอาหารเพื่อทานมื้อกลางวัน สายซอเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น ทว่าวันนี้เธอกลับสอดส่ายสายตามองหาจิณณ์อยู่เป็นระยะ
ไม่ใช่เพราะอยากเจอ แต่มันเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก แต่ที่รู้แน่ ๆ คืออย่าเพิ่งเจอหน้ากันตอนนี้จะดีกว่า
“ซอ ...”
เสียงทุ้มนุ่มเปล่งดังจากด้านหลัง ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งเฮือก เธอจำเสียงเขาได้อย่างแม่นยำและมั่นใจว่าเจ้าของเสียงนั่นก็คือจิณณ์
เธอจะหันไปมองหน้าเขาดีไหม หรือว่าจะรีบเดินหนีไปเลยตอนนี้
“สายซอ!”
แต่เสียงเข้มนั่นก็เรียงเธออีกครั้ง สายซอจึงยอมจำนนหันกลับไปสบตา
“คะ”
“ยืนเหม่ออะไร ไม่รีบไปหาข้าวกินล่ะ เดี๋ยวก็คิวยาวหรอก”
“เอ่อ ... คือ” เธอจะพูดกับเขาอย่างไรดี คนตรงหน้าเป็นถึงกรรมการบริหาร ทั้งยังเป็นหลานท่านประธานอีกนะ
“เป็นอะไรหรือเปล่าหน้าดูซีด ๆ”
จิณณ์มองดวงหน้างามด้วยแววตาใคร่รู้ ปกติก็เห็นเธอเป็นคนโผงผาง มุทะลุ ทว่าวันนี้กลับมีสีหน้าซีดเผือด ทั้งยังไม่กล้าสบตาเขาอีกต่างหาก
“เปล่าค่ะ”
“ไปทานข้าวข้างนอกด้วยกันไหม”
“ไม่ .. ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยกมือขึ้นปฏิเสธพลางยิ้มเจื่อน
ทว่า ...
มือหนาของเขากลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แล้วจูงเธอเดินออกจากโรงอาหารไปพร้อมกับสายตานับสิบคู่ที่มองด้วยความสนใจ
