บทที่ 7 หาหนทางอื่น

เขาหันมาสบตาเธอครู่หนึ่ง แววตาของเธอฉายเศร้าหมองระคนกังวลใจ ริมฝีปากของเธอไม่คลี่ยิ้ม มันเพียงเหยียดตรงเท่านั้น

“ทำไมเป็นคุณน่ะเหรอ ...”

คำถามนั้นทำให้จิณณ์นึกย้อนกลับไปถึงคืนหนึ่งเมื่อสามปีก่อน สะพานสูงกลางเมืองในค่ำคืนที่เขาไม่เหลือเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ต่อ

และหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขา กลับเป็นคนที่ทำให้เขาก้าวถอยออกมาจากราวสะพาน รอยยิ้มของเธอในคืนนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอและวันนี้ผู้หญิงคนนั้นกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขา

จิณณ์มองใบหน้างามตรงหน้า ก่อนอมยิ้มจาง ๆ 

“คุณเหมาะที่สุดแล้ว เชื่อผมสิ”

มีเพียงเสียงถอนหายใจของสายซอที่ดังลอดออกมา ก่อนที่เธอจะหันหน้าหนี ทอดสายตามองวิวเมืองด้านนอกเช่นเดิม

“สุดท้าย คุณก็ตอบแบบเดิม” 

ชายหนุ่มยิ้มขำ ก่อนจะหันไปสนใจเส้นทางตรงหน้าต่อ ตอนนี้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อยแล้ว 

ส่วนเธอ ความคิดยังคงหมุนวนกับการคำนวณค่าใช้จ่าย และจำนวนเงินห้าล้านในสัญญาฉบับนั้น หากเธอยอมเซ็นสัญญา ไปใช้ชีวิตในฐานะภรรยากับเขาสามปี หลังจากนั้นก็ได้อิสระกลับคืนมา 

มันจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ ...

“คุณกังวลอะไรเหรอ สายซอ”

เสียงของเขาทำลายความเงียบภายในห้องโดยสาร ก่อนจะลอบมองใบหน้างามที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้าง ๆ 

“มันเป็นเรื่องเล่น ๆ หรือยังไง จู่ ๆ ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับคุณในฐานะภรรยา ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ!”

“อ้าว! ก็นี่ไง รู้จักกันแล้ว” จิณณ์ขำพรืด ก่อนจะหันกลับไปมองถนนด้านหน้าต่อ “ผมอุตส่าห์ชวนคุณทานข้าว มาส่งคุณที่บ้านนี่เรายังไม่รู้จักกันอีกเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย” เธอตอบเสียงดังพลางถอนหายใจอีกรอบ 

“หรือคุณกลัวว่า ... จะหลงรักผมเหรอ” 

คราวนี้จิณณ์ขำคิกคักอย่างคนอารมณ์ดี ส่วนอีกฝ่ายมองค้อนตาเขียว แทบอยากจะฟาดมือใส่เขาสักฉาด 

แต่เธอพยายามข่มอารมณ์ไว้

“บ้า! ฉันไม่มีทางหลงรักคนเอาแต่ใจอย่างคุณหรอก!”

“เหลือเวลาอีกห้าวันแล้วนะ ตัดสินใจได้แล้ว”

เธอหันไปสบตาชายหนุ่มที่นั่งข้างกัน ก่อนจะเบะปากใส่ไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

“การที่คุณมาหาฉันเช้าเย็น พาไปกินข้าว รับส่งแบบนี้ คือการบีบบังคับกันกลาย ๆ ใช่ไหม!”

“เปล่านะ ...” จิณณ์คลี่ยิ้มเล็กน้อย “แค่อยากทำความรู้จักกัน ก่อนที่คุณจะตอบตกลงน่ะ” 

“ต่อหน้าคนทั้งออฟฟิศอะนะ!” 

“ก็ใช่สิ จะได้ไม่ต้องมีใครนินทาคุณไง ถ้าคุณต้องแต่งงานกับผม” 

เขาหันมายิ้มยียวนให้เธออีกรอบ ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหน้าต่อ

“ขี้ตู่ คิดไปเองแท้ ๆ ใครจะแต่งงานด้วยกัน” หญิงสาวสะบัดหน้าหนี หันไปมองวิวด้านนอกอีกรอบ 

ทว่า ...

ตัวเลขห้าล้านบาทกลับสว่างวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง พร้อมกับเสียงในหัวที่กำลังขับกล่อมเธอ

“คิดให้ดีนะสายซอ ... ถ้าเธอมีเงินห้าล้านบาท เธอได้ชีวิตใหม่กันทั้งครอบครัวเลยนะ” 

“หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หนี้สินของแม่ทั้งนอกและในระบบ ทุกอย่างจะกลายเป็นศูนย์หมดเลยนะสายซอ”

“แกเห็นบ่อนยายแต๋วท้ายหมู่บ้านใช่ไหม มันไม่ได้ไกลจากบ้านแกเลยนะ ตรงนั้นมีอบายมุขครบถ้วน ไม่ว่าจะการพนันหรือเครื่องดื่มมึนเมา”

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ จนคนข้างกายหันมามองด้วยความฉงน

“มีอะไรก็พูดกับผมตรง ๆ ได้นะสายซอ” 

“ซออึดอัดน่ะค่ะ” เธอกล่าวเสียงเรียบ “อึดอัดกับทุกอย่าง” 

สิ้นคำพูด ภายในห้องโดยสารก็เงียบลงอีกครั้ง มีเพียงแค่เสียงพ่นลมหายใจของสายซอออกมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน

“เลี้ยวซ้ายข้างหน้าแล้วจอดได้เลยนะคะ ซอเดินเข้าบ้านเอง”

“ให้ผมไปส่งหน้าบ้าน—”

“พอเถอะค่ะคุณจิณณ์!” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงดังด้วยความอึดอัดและหงุดหงิดใจ “ให้ซอลงตรงนี้เถอะค่ะ”

น้ำเสียงของเธอยืนยันอย่างหนักแน่น พร้อมกับรถยนต์คันหรูเทียบเข้ามาจอดข้างทางตามเจตนารมณ์ของเธอ

“ขอบคุณที่อุตส่าห์มาส่งนะคะ”

สีหน้าของเธอบึ้งตึงกว่าเดิมเล็กน้อย หญิงสาวเปิดประตูรถ เดินลงไปอย่างเร่งรีบ โดยไม่หันหลังกลับมามองเขาเลยสักนิด

หรือการที่เขาเข้าหาเธอแบบนี้ จะยิ่งทำให้เธออึดอัด และไม่อยากเซ็นสัญญากัน ...

มันต้องมีวิธีอื่นสิ!

สองเท้าของเธอยังคงก้าวเดินเข้ามาในซอยบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง เธอจะเอาอิสรภาพสามปีไปแลกกับเงินห้าล้านทำไม ในเมื่อเธอยังมีสองมือ สองเท้าของตัวเอง

กะอีแค่หนี้สินรวมกันไม่กี่แสน ไม่เห็นต้องสนใจสัญญาจ้างและตานั่นเลย คนอะไรเอาแต่ใจชะมัด

หญิงสาวคิดในใจด้วยอารมณ์คุกรุ่น ก่อนเดินเลี้ยวเข้าบ้านไปในที่สุด

ทว่า ...

ร้านอาหารตามสั่งของแม่วันนี้ปิดเร็วกว่าที่คาดไว้ สายซอรีบยกนาฬิกาข้อมือเรือนละไม่กี่ร้อยขึ้นดูเวลา

ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงนิด ๆ ทำไมแม่ของเธอปิดร้านไวจัง หรือว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ

ทันทีที่เธอกำลังจะเปิดประตูรั้ว ก็เห็นแม่กุญแจที่คล้องไว้อยู่ด้านนอก และเมื่อมองเข้าไปในบ้านก็เห็นเงียบสงบ มืดสนิทไปเสียทุกอย่าง

ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น

“แม่ไปไหน แล้วพ่อล่ะ”

หญิงสาวเบิกตากว้าง พยายามตั้งสติ ก่อนจะล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบกุญแจบ้านออกมา 

สายซอยังไม่ทันไขกุญแจเข้าบ้านได้เรียบร้อย เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเธอรู้สึกหวาดหวั่น

“น้อง!”

เสียงชายฉกรรจ์ดังขึ้นจากด้านหลัง สายซอรีบหันไปมองด้วยความตกใจ

“คะ!”

“ป้าไปไหน เมื่อวานก็ไม่จ่ายดอก วันนี้ร้านปิดอีก”

หญิงสาวกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ มือเรียวสั่นเทาด้วยความกลัวสุดขีด คนพวกนี้น่ะหรือที่แม่เธอต้องพบเจอทุกวัน

น่ากลัวชะมัด!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป