บทที่ 8 เงื่อนไขเพิ่มเติม

“น้องเป็นลูกป้าหรือเปล่า” ชายฉกรรจ์ถามด้วยน้ำเสียงเข้ม ขณะที่อีกคนยืนมองหน้าเธอตาแทบไม่กะพริบ

“เอ่อ ...” 

หญิงสาวอึกอัก จะตอบออกไปอย่างไรดี เธอรู้ดีว่าหากยอมรับว่าเป็นลูกสาวของชื่นจิตร มีหวังได้จ่ายค่าดอกเบี้ยแทนแน่นอน ปัญหาคือเธอมีเงินอยู่สามร้อยบาทเท่านั้น 

“กูว่าใช่ น้องจ่ายค่าดอกมาเลย ของเมื่อวานกับวันนี้รวมกันก็สี่ร้อย” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสีหน้าขึงขัง

“อย่าให้พี่เสียเวลาไปมากกว่านี้เลยน้อง” ชายอีกคนเอ่ยเสริม

“คือ ...” คราวนี้สายซอหัวใจแทบหยุดเต้น เธอกลัวชายสองคนนี้แทบบ้า จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไรดีล่ะ อีกอย่างเงินที่มีอยู่มันยังไม่ถึงสี่ร้อยบาทด้วยซ้ำ

แล้วถ้าเอาทั้งหมดที่มีจ่ายค่าดอกเบี้ยไป เธอจะเอาเงินที่ไหนกินใช้กันล่ะ

“น้องอย่าตุกติก พี่ไม่ตลก!” 

“คืออย่างงี้นะคะพี่ ... หนูไม่ใช่ลูกสาวป้า คะ แค่ ...” ราวกับมีเสียงเข็มวินาทีวิ่งวนอยู่ในหัว เธอจะเฉไฉ สร้างเรื่องอย่างไรต่อดี 

ในที่สุดก็คิดหาทางออกได้สำเร็จ

“หนูแค่มาดูแลผู้ป่วยติดเตียงในบ้านน่ะค่ะ”

“เรอะ! แล้วรู้หรือเปล่าว่าป้าไปไหน” 

“ไม่ทราบค่ะ หนูมีหน้าที่แค่เข้ามาดูแลคุณลุงตอนเย็น” สายซอพยายามควบคุมสติและร่างกายไม่ให้สั่นจนผิดสังเกต ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวจนแทบทะลุออกจากอก

“อีป้านี่แม่ง! เอาไงดีวะพี่!” ชายอีกคนเริ่มสบถออกมาด้วยคำหยาบคาย ก่อนหันไปถามเพื่อนร่วมงาน

“ถ้าพรุ่งนี้มันไม่จ่าย ค่อยมาพังร้านมัน” 

และแล้วชายฉกรรจ์ทั้งสองคนก็เดินออกจากหน้าบ้านของเธอไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ส่วนสายซอแทบล้มพับลงตรงหน้าประตูบ้าน 

เธอกลัวจนใจสั่น น้ำตาแทบหลั่งออกมาเป็นสาย พร้อมกับหันไปมองด้านใน ไม่รู้ว่าป่านนี้แม่กับพ่อจะอยู่ในนั้นหรือเปล่า

สายซอพยายามควบคุมสติ กลับไปไขกุญแจบ้านต่อ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในบ้านด้วยขาที่กำลังสั่นเทา 

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าในตัวบ้าน เธอก็เห็นร่างกายซูบผอมของผู้เป็นพ่อกำลังนอนมองหน้าเธออยู่ แววตาของพ่อนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม

“พ่อ .. แม่ล่ะ” 

“.. อยู่” ชาติชายพยายามตอบออกมาให้ชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะกลิ้งลูกตาดำไปมองทางด้านหลังบ้าน

“ขอบคุณค่ะพ่อ” 

เธอรู้ทันทีว่าชื่นจิตรแอบหลบอยู่ด้านหลัง จึงปรี่เดินไปหา

“แม่ ... ปิดร้านหนีพวกนั้นเหรอ”

“อือ” ชื่นจิตรยอมรับเสียงสั่น ก่อนหันมองหน้าลูกสาวด้วยขอบตาแดงก่ำ “แม่ไม่มีเงินลงทุนขายของวันนี้ ไม่มีเงินส่งดอก เลยปิดร้านหนีพวกมัน”

“แล้วแม่จะหนีไปเรื่อย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ มันอันตรายจะตายไป!” 

“แล้วแกจะให้แม่ทำยังไง!” ชื่นจิตรสบตาลูกสาว ก่อนเบือนหน้าหนี “ฉันน่ะทุกข์จะตายห่าอยู่แล้ว เงินหามาเท่าไรก็หมด กะอีแค่ต้นหมื่นเดียว ฉันยังไม่มีเลย”

หากเป็นเมื่อก่อนชีวิตเธอกับครอบครัวคงไม่เดือดร้อนและทุกข์ยากขนาดนี้ นับจากวันที่สุชาติล้มป่วย กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็สูญเสียรายได้หลัก

ร้านอาหารที่เคยขายดี ขายง่ายก็กลายเป็นขายแทบไม่ได้เลยในแต่ละวัน เงินทุน เงินเก็บที่มีก็ร่อยหรอลงไปทุกที ซ้ำร้ายยังต้องหากู้มาใช้จ่ายในแต่ละเดือน 

เมื่อรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ทำให้เกิดหนี้สินและดินพอกหางหมูไปโดยปริยาย

“แกรู้อะไรไหมซอ ฉันน่ะเหนื่อย เหนื่อยจนไม่อยากอยู่แล้ว” 

ได้ยินดังนั้นร่างบางถึงกับสะท้าน เมื่อผู้เป็นมารดาเอ่ยปากออกมาว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว 

แล้วเธอทำอะไรได้บ้างล่ะ 

เสียงปล่อยโฮของชื่นจิตรดังออกมาจนทั่วบริเวณ ก่อนที่สายซอจะนั่งลงกับพื้นข้างกายผู้เป็นมารดา 

“แม่ ... ไม่ต้องร้องไห้นะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป”

“ผ่านอะไรล่ะ! ผ่านไปยังไงล่ะซอ! แพมเพิสพ่อหมดอีกแล้ว ไหนจะค่าข้าว ค่ายา ค่าน้ำค่าไฟอีก”

สายซอเงียบเสียงลง พลางลอบถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา หรือบางทีสัญญาฉบับนั้นจะช่วยเธอกู้วิกฤตครอบครัวครั้งนี้ได้กันนะ

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันหยุดเดียวของสัปดาห์ และเหลือเวลาอีกสี่วัน ก่อนจะตอบรับหรือปฏิเสธสัญญาจ้างแต่งงาน 

สายตาของหญิงสาวไล่อ่านทุกตัวอักษรในเอกสารฉบับนั้น พร้อมกับจดคำถามที่เกิดขึ้นในหัว เพื่อคุยกับจิณณ์ ผู้ว่าจ้างให้กระจ่างใจ

สายซอตัดสินใจต่อสายหาจิณณ์อีกครั้งในช่วงสาย เพื่อหวังจะขอข้อมูลด้านอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้เธอได้คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอีกครั้ง

อย่างน้อยแค่เสียอิสรภาพสามปี กับชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้นเธอคงต้องยอม

(สวัสดีครับ)

“สวัสดีค่ะ ... คุณจิณณ์”

หญิงสาวเริ่มลังเลใจ หรือจะชิงวางสายเสียตอนนี้เลยดีกว่า

(ว่าไงซอ โทรหาผมมีอะไรเหรอ)

“คือ ... ซออยากคุยเงื่อนไขเพิ่มเติมน่ะค่ะ”

(เงื่อนไขอะไร)

ปลายเสียงคล้ายกับขำเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ

(คุณสนใจสัญญาของผมแล้วงั้นเหรอ)

“ถ้าเงื่อนไขเป็นไปตามที่ฉันขอ ฉันคงสนใจกว่านี้ค่ะ” 

ทีแรก เธอโทรมาหาด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ทว่าพอเจออีกฝ่ายกวนประสาทก็ไม่ต้องเกรงใจกันแล้วล่ะมั้ง

(คุณมีอะไรเหรอ)

“คือว่าฉันอยากเพิ่มเงื่อนไขในส่วนของฉันลงไปในสัญญา เพื่อความสบายใจของฉันเองค่ะ”

(อืม ... น่าสนใจ ไหนลองว่ามาสิ)

เธอจะพูดเรื่องไหนออกไปก่อนดี ทั้งเรื่องงาน เงิน ครอบครัว เวลา และความสัมพันธ์ทางกาย มันเยอะแยะจนร้อยเรียงเป็นคำพูดไม่ถูก

(เอางี้ ตอนนี้คุณว่างหรือเปล่า)

“ถามทำไมคะ”

(เดี๋ยวผมไปรับที่หน้าปากซอยแล้วกัน เราจะได้มีเวลาคุยกัน)

“ไม่ดีกว่าค่ะ”

เสียงตอบรับของปลายสายหายวาบ มีเพียงเสียงตู้ด ตู้ด ดังตอบกลับมาเป็นระยะ 

ในตอนนี้จิณณ์ชิงวางสายสนทนา โดยไม่ฟังคำปฏิเสธของเธอเลยสักนิด

อย่างไรเสียการสนทนาครั้งนี้ก็มั่นใจว่าแล้ว

ผู้ชายคนนั้นเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป