บทที่ 9 เพียงแค่ความหวัง
และแล้ว ...
คนที่พูดว่าไม่ต้องมารับ กลับแต่งตัว แต่งหน้าบาง ๆ ยืนรอผู้ว่าจ้างอยู่ที่หน้าปากซอยด้วยความหงุดหงิดใจ
“ไม่รู้จะมารับทำไม คุยทางโทรศัพท์ก็ได้!”
แม้ว่าปากจะบ่นอุบ ทว่าสายตากลับสอดส่อง มองหารถยนต์คันหรูของจิณณ์อยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดรถคันดังกล่าวก็เคลื่อนตัวมาจอดรับเธอ
“รอนานหรือเปล่า”
เสียงทุ้มดังขึ้นหลังจากที่เธอเปิดประตูรถ ขึ้นมานั่งเบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว
“ไม่นานหรอกค่ะ คุณจะมารับฉันทำไมกัน แล้วนี่จะพาไปไหนอีก”
จิณณ์เพียงแค่ส่งยิ้มบาง ๆ ขับรถมุ่งหน้าไปโดยไม่ให้คำตอบกับสายซอ ปล่อยให้เธอนั่งบ่นกระเง้ากระงอดอยู่ข้าง ๆ
มันก็รู้สึกดีเหมือนกันที่มีเสียงใครบางคนคอยดังขึ้นตลอดเวลา ทำให้คลายเหงาไปได้นิดหน่อย
ผ่านไปราวสามสิบนาที จิณณ์และสายซอเดินตรงเข้ามายังร้านอาหารญี่ปุ่นสุดหรูที่อยู่ย่านชานเมือง ไม่ไกลจากบ้านของสายซอมากนัก
“นี่คุณชอบทานอาหารญี่ปุ่นมากเลยเหรอ” เป็นอีกครั้งในรอบไม่กี่วันที่เธอได้ทานอาหารญี่ปุ่น ดูเหมือนว่าเจ้ามือของเธอนั้นจะโปรดปรานมันเหลือเกิน
“ใช่ พิถีพิถัน รสชาติดี” จิณณ์หันมาส่งยิ้มให้คนตัวเล็กกว่าที่เดินข้างกัน “แล้วคุณชอบทานอะไรล่ะ”
สำหรับเธอแล้วไม่มีสิ่งใดโปรดปรานเป็นพิเศษหรอก แค่เพียงกินให้อิ่มท้อง แล้วประหยัดเงินแค่นี้ก็ดีถมแล้ว
“ไม่มีอะไรชอบเป็นพิเศษค่ะ ซอทานได้ทุกอย่าง”
“กินง่ายดีจัง” เขายิ้มร่า ก่อนจะเดินนำไปนั่งที่โต๊ะด้านในสุด
หลังจากสั่งอาหารเสร็จแล้ว สายซอก็สบตาจิณณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเกริ่นเรื่องราวที่ค้างคาใจ
“เรื่องสัญญาน่ะค่ะ ...”
“อื้ม ทำไมเหรอ”
“ฉันอยากขอความชัดเจน เรื่องงาน เรื่องการกลับมาเยี่ยมครอบครัว และเรื่องขอบเขตสัมพันธ์ทางกาย”
“อ๋อ ว่ามาสิ”
“ค่ะ” สายซอสบตาชายหนุ่มครู่หนึ่ง “กรณีถ้าฉันแต่งงานกับคุณ ... ซึ่งเป็นถึงหลานท่านประธานในขณะที่ฉันเป็นพนักงานใหม่ คุณไม่กังวลเรื่องคำนินทา หรือสายตาคนอื่นหรือคะ”
“อ๋อ เรื่องนั้น” เสียงของเขาแผ่วลงเล็กน้อย แต่คำตอบในใจกลับดังลั่น ความจริงเรื่องนั้นเขาก็ลืมคิดไปเสียสนิท หวังเพียงแค่ว่าให้เธอยอมตกลงแต่งงานก็พอ “หรือสายซออยากทำอะไรล่ะ”
หญิงสาวส่ายหน้าน้อย ๆ เธอไม่ได้คิดแผนสำรองให้ชีวิตตัวเองเลยสักนิด ในหัวมีแต่เรื่องหนี้สินและค่าใช้จ่าย
“งั้นถ้าคุณตกลงแต่งงาน เรื่องนั้นค่อยว่ากัน แล้วเรื่องต่อไปล่ะครับ”
“ฉันขอกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่สัปดาห์ละสองครั้งค่ะ และอาจจะขอนอนค้างที่บ้านสักคืน”
“อืม ...” จิณณ์พลางคิด ก่อนจะตอบตกลงเพราะเห็นว่าไม่ได้มีอะไรเสียหาย หรือน่าลำบากใจ “ได้สิ”
“แล้วอีกเรื่อง ...”
คราวนี้ฝ่ายชายสบตาเธอนิ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
“ผมจะไม่แตะเนื้อต้องตัวคุณเด็ดขาด ขอให้สบายใจ เว้นเสียแต่ว่าอาจจะมีการขอจับมือ หรือโอบไหล่เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ”
“... ค่ะ”
ทั้งจับมือ หรือโอบไหล่ ในที่สาธารณะ
เธอลืมไปเสียสนิท นามสกุลศิริทรัพย์มีชื่อเสียงและหน้าตาทางสังคม และการเข้าไปเป็นสะใภ้ครอบครัวนี้คงต้องปรับตัวใหม่อีกหลายอย่าง
“มีอะไรกังวลใจอีกหรือเปล่า”
“เท่าที่คิดออกตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ” สายซอตอบพลางยกแก้วชาเขียวขึ้นจิบหลายอึก ราวกับกระหายอยาก ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองด้านนอก
วิวลานจอดรถที่มันไม่ค่อยเจริญหู เจริญตาเสียเท่าไร ทว่าเธอกำลังปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป
หากเธอจรดปากกาเซ็นสัญญาฉบับนี้ เพื่อแลกกับเงินห้าล้านบาท คงทำให้ปัญหาทุกอย่างในบ้านคลี่คลายลงได้อย่างถนัดตา
“แล้วเรื่องเงินล่ะคะ”
จิณณ์คลี่ยิ้มบาง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ เขาสบตามองเธอครู่หนึ่ง
“ทันทีที่เซ็นสัญญา ผมจะเซ็นเช็คเงินสดให้คุณครับ”
หญิงสาวเบิกตาโพลง เพราะคิดเอาเองว่ากว่าจะได้เงินก้อนนั้นเธอกับเขาต้องเข้าพิธีวิวาห์ให้เรียบร้อยเสียก่อน
แต่มันผิดคาด
“วะ วันที่เซ็นสัญญาเลยเหรอคะ”
“ครับ ไม่สะดวกเหรอ”
“ปะ เปล่าค่ะ” สายซอโบกมือรัว ๆ พลางยิ้มเจื่อน หัวใจพลันเต้นตึกตัก เมื่อจินตนาการถึงเช็คเงินสดจำนวนห้าล้านบาท
“งั้นผมขอถามกลับบ้างสิ”
“...” สายซอสบตาคนตรงหน้านิ่ง
“ถามขนาดนี้แล้ว คุณยังลังเลอะไรอีก หรือคุณไม่ไว้ใจผม”
“เอ่อ ...” ความจริงแล้วที่เธอลังเลคือทุกเรื่องหลังจากแต่งงานไปต่างหาก มันคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอแทบจะทุกอย่าง “เปล่าหรอกค่ะ”
“เหรอ ...” จิณณ์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ผมหิวแล้ว กินข้าวกันดีกว่า”
เซ็ทอาหารถูกวางลงตรงหน้าเขาและเธอ พร้อมกับรอยยิ้มของพนักงานสาว และจิณณ์ก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารไปอย่างช้า ๆ
ขณะที่สายซอยังคงมองคนตรงหน้า วันนี้เขาดูนิ่งขรึม ไม่ต่อปากต่อคำกับเธอเลยสักนิด ดูพิลึกจนรู้สึกแปลกใจ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก กินเถอะซอ ถ้ามันเย็นจะไม่อร่อยนะ”
“... ค่ะ”
สายซอจึงก้มมองจานอาหารของตัวเอง ก่อนจะตักเข้าปากอย่างช้า ๆ พร้อมกับความคิดทั้งหลายที่มันหมุนวนอยู่ในหัว ราวกับหาทางแก้ไขไม่เจอ
“คุณอยากรู้ไหมว่าทำไมผมถึงอยากแต่งงาน”
คำถามของเขาทำให้แววตาเศร้าของเธอเปล่งประกายขึ้นมาทันที อย่างน้อยก็ยังได้รู้เหตุผลว่าทำไม ทำไมคนตรงหน้าถึงอยากแต่งงานนัก
“ทำไมล่ะคะ”
จิณณ์สบตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าตักอาหารเข้าปากหนึ่งคำ
“เพราะปู่ผม อยากให้ผมแต่งงานเท่านั้นล่ะ”
“แบบในละครเหรอคุณ แต่งงานเพื่อผลประโยชน์อะไรแบบนี้เหรอ”
“เปล่า ...” ชายหนุ่มตอบกลับทันควัน “ท่านป่วย ท่านอยากให้ผมแต่งงาน ท่านอยากเห็นแค่นั้น ... เท่านั้น”
คำตอบของเขาทำให้เธอเงียบไป ทุกอย่างมันเรียบง่ายกว่าที่คิด ไม่มีแผนการใด ๆ ซ่อนอยู่ มีเพียงความหวังเดียวของคนชราที่กำลังล้มป่วย
“... ค่ะ”
“สบายใจได้นะ ส่วนคุณก็ค่อย ๆ คิด ผมยังรอคำตอบจากคุณอยู่”
