บทที่ 6 เรื่องที่พบเจอ

บทที่ 6 เรื่องที่พบเจอ

ฉันเลือกออกทางด้านหลังร้านทันที ถ้าเกิดว่าฉันหันไปฟังคำพูดของเพื่อน บอกเลยว่าเช้าก็ยังไม่ได้กลับด้วยซ้ำอีกทั้งตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกมึนๆ ยังไงชอบกล

อาการที่ผิดปกติจากเดิม มีแค่มึนหัวเล็กน้อยหลังจากที่ดื่มแก้วสุดท้ายนั้นไปยิ่งทำให้ฉันไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่นัก จากที่สังเกตอาการของตัวเองด้วยการหยุดเดินเปลี่ยนเป็นยืนนิ่ง ๆ แทน

จะไหวไหมเนี่ย จะถึงห้องไหม

ฉันถามตัวเองในใจซ้ำ ๆ

“อ๊ะเบาๆ หน่อยสิคะ น้ำไม่ไหวแล้ว โอ้...แวน..”

แต่แล้วเท้าฉันหยุดชักงักทันที รวมไปถึงอาการของตัวเองด้วยเหมือนสามารถหยุดได้โดยปริยาย ก่อนที่จะค่อย ๆ หันใบหน้าของตัวเองมองไปยังหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่กำลังซุกไซ้กันอย่างเมามันอยู่ที่กำแพงในมุมมืดสลัว

ช่างกล้าเนาะ พื้นที่สาธารณะ ทำแบบนี้ได้เหรอ ประโยคพวกนี้ขึ้นมาแล่นใส่ในหัวของฉันทันที ความคิดของตัวเองแล่นดังไปหน่อยถึงขั้นเอ่ยปากพูดตำหนิออกไป

“น่าไม่อาย”

การเลือกพูดขึ้นอย่างดัง โดยไม่กลัวว่าสองชายหญิงนั้นจะได้ยินหรือไม่ เป้าหมายมีเพียงต้องการให้หยุดกิจกรรมดังกล่าวเท่านั้น ทว่ากลับได้รับความไม่พอใจจากอีกฝ่ายเป็นการโต้กลับในทันที ไม่นานก่อนที่ฝ่ายหญิงจะมองมาทางฉันด้วยสายตาที่ไม่พอใจเท่าไหร่นัก

ฉันไม่ผิดเพราะถ้าพวกนั้นไม่สนใจคำพูดฉัน สามารถทำอะไรกันต่อได้อย่างสบาย ฉันก็ไม่ได้เข้าไปดึงหรือผลักพวกเขาสักหน่อย

“ชอบแส่นักหรือคะ?”

ผู้หญิงคนนั้นเดินมาและพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ สีหน้าของเธอนั้นแสดงถึงความเอาเรื่องฉันอย่างที่สุด ความปากพล่อยเป็นต้นเหตุของการเกิดเรื่องแล้วสินะ

ความซวยเพราะปากได้เกิดขึ้นแล้ว นับหนึ่งถึงสิบยังไงมันก็ควรที่จะขอโทษและหลีกเลี่ยงแล้วจบ ฉันภาวนาให้ตัวเองมีสติให้มากกว่าอารมณ์ ใช้สติกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ยังไงซะมันก็ต้องจบด้วยดี

“เอาเป็นว่าขอโทษแล้วกัน ปากไวไปหน่อย”

“อยู่ที่สันดานมากกว่า”

นั่นไง... โดนว่ากลับจนได้ ฉันพยายามถอนหายใจยาวออกมาเพื่อระงับความหัวร้อนของตัวเองเช่นกัน ยังไงตัวเองก็ผิด อยากให้มันจบไม่อยากให้เกิดเรื่องราวต่อ

“…”

เลยตั้งใจเงียบ ไม่โต้ตอบซึ่งผิดวิสัยของตัวเอง

“ไม่เก่งแล้วเหรอ”

“…”

“ยังไงคะ หาเรื่องให้มันจบ ๆ อย่าหนีสิ”

“ฉันขอโทษแล้ว”

“ฉันไม่รับ”

“งั้นก็แล้วแต่”

พอกันที ไม่อดไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ความอดทนเป็นที่สิ้นสุด โดยที่ฉันก็พยายามทำอย่างเต็มที่ ผิดก็ขอโทษ หลีกเลี่ยงแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอม ข้อนี้ก็สุดแล้วแต่

“อิจฉาหรือไง”

“มีอะไรให้น่าอิจฉากัน ตัวคุณเหรอ”

ฉันถามกลับผู้หญิงคนนั้นเช่นกันเพราะรู้สึกความความอดทนของตัวเองมันจะใกล้ขาดแล้ว อยู่แค่เอื้อมอีกนิดเดียวเท่านั้นหากอีกฝ่ายไม่หยุด

“นี่!”

นั่นไง พอสวนกลับมาเป็นฝ่ายโกรธขึ้นมา ทำแบบคนอื่นเขาว่าไม่มีสิทธิโกรธเลยมั้ง

“ฉันขอโทษแล้วฉะนั้นมันควรจบ”

“แต่ฉันไม่รับ ความคิดองเธอมันอิจฉาคนอื่น”

อะไรทำให้มั่นใจขนาดนั้น

อยากจะรู้เลยจริง ๆ

“ก็ไม่เชิงอิจฉาหรอกค่ะ เพียงแต่ไม่อยากเห็นหมาเดือนสิบสองผสมพันธุ์กันในที่สาธารณะเฉย ๆ มันเป็นเสนียดสายตา คุณก็รู้ดีนะคะแบบนี้ยิ่งอนาจารไปกันใหญ่”

ใช่ความอดทนของฉันมันหมดแล้ว ฉะนั้นแล้วเอาคำขอโทษคืนมาแล้วก็เจดการสาดถ้อยคำประสาทกลับไปเต็ม ๆ แน่นอน

“แก แก...”

“เอ๊ะ... จุ๊ๆ อย่ากรี๊ดนะคะ เป็นสุภาพสตรีหน่อย ยิ่งต่อหน้าผู้ชายหล่อ ๆ ยิ่งทำแบบนี้เดี๋ยวผู้ชายจะเบื่อเอานะ จริง ๆ เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป