บทที่ 2 กุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ 2
ภายในท้องพระโรง เสียงรายงานดังขึ้นเป็นทอด ๆ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ยืนอยู่ตามตำแหน่ง
ชิงหลันก้าวเข้าไปอย่างสงบนิ่ง ทุกสายตาต่างมองมายังสตรีจากต้ามู่ผู้เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง นางกลับไม่มองผู้ใด พิธีการที่ได้รับการสั่งสอนมานับสิบปีทำให้ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก้าวเท่าใด หยุดตรงไหน ก้มศีรษะเพียงใด นางรู้ทั้งหมด จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“องค์ไท่จื่อเสด็จ”
ชิงหลันชะงักเพียงเล็กน้อย เสียงฝีเท้าดังเข้ามาจากอีกด้านของท้องพระโรง เหล่าขุนนางพากันลดสายตาลง ชิงหลันจึงทำเช่นเดียวกัน
นางเห็นเพียงชายอาภรณ์สีเข้มเคลื่อนผ่านพื้น ก่อนคนผู้นั้นจะหยุดอยู่ไม่ไกล เมื่อได้รับอนุญาตให้เงยหน้า ชิงหลันจึงมองขึ้น และในวินาทีนั้นเอง... นางลืมหายใจไปชั่วขณะ
บุรุษหนุ่มตรงหน้าอายุราวยี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่ตั้งตรง ใบหน้างดงามเสียจนคำว่า ‘รูปงาม’ ดูจะธรรมดาเกินไปสำหรับเขา
คิ้วเข้มเรียวยาว จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง แต่มีบางสิ่งทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกราวกับไม่มีความคิดใดสามารถซ่อนพ้น
นี่หรือ... ‘หลี่เฉิงเยว่’ ไท่จื่อแห่งต้าหลี่
ชิงหลันเคยเห็นเขามาแล้วหลายครั้งตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงระยะไกล ตามพระราชพิธี งานเลี้ยง หรือในขบวนเสด็จ ไม่เคยใกล้ถึงเพียงนี้ หญิงสาวลดสายตาลง
“ถวายบังคมองค์ไท่จื่อเพคะ”
“มู่กุ้ยเฟยไม่ต้องมากพิธี”
น้ำเสียงนั้น... ชิงหลันชะงัก เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เล็กเสียจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น นอกจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เฉิงเยว่ทอดสายตามองหญิงสาวจากต้ามู่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป
พิธีดำเนินต่อ ชิงหลันควรตั้งใจฟังถ้อยคำของผู้ประกอบพิธี แต่ความรู้สึกประหลาดกลับไม่ยอมจาง ‘คุ้น’ นางไม่รู้ว่าคุ้นตรงไหน
เสียงหรือ? ไม่ใช่
ใบหน้าหรือ? ยิ่งไม่ใช่
ชิงหลันขมวดคิ้วบาง ๆ ก่อนรีบคลายออก เมื่อถ้วยชาถูกนำมา นางจึงยื่นมือไปรับ และในจังหวะเดียวกัน เฉิงเยว่ก็ยื่นมือออกมา
สายตาของชิงหลันตกลงบนมือนั้น นิ้วยาว ข้อมือเรียว ท่าทางประคองถ้วยอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่าทันใดนั้น…
กึก!
เสียงหมากล้อมเม็ดหนึ่งกระทบกระดานดังขึ้นในความทรงจำ
มือข้างหนึ่ง... หนังสือเล่มหนึ่ง... ปลายนิ้วเรียวที่เคยปรากฏผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือ
ชิงหลันเงยหน้าขึ้นทันที เฉิงเยว่กำลังมองนางอยู่เช่นกัน เพราะมือที่ชิงหลันยื่นออกไปรับถ้วยชา คือ ‘มือซ้าย’
ดวงตาของไท่จื่อไหววูบ เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำ นั่งอยู่หน้ากระดานหมากล้อม เอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนมือซ้ายจะหยิบหมากขาวขึ้นมา
คนสองคนสบตากัน... เพียงชั่วครู่ ชิงหลันเป็นฝ่ายลดสายตาก่อน
“ขอบพระทัยเพคะ”
เฉิงเยว่ไม่ได้ตอบทันที เว้นจังหวะไว้ราวกับจะให้ความคิดยุติ
“อืม”
เพียงคำเดียว จากนั้นทั้งสองก็แยกจากกัน ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ อย่างน้อยในสายตาของทุกคนในท้องพระโรงก็เป็นเช่นนั้น
กระทั่งชิงหลันเดินผ่านไป กลิ่นหอมบางเบาลอยผ่านปลายจมูก เฉิงเยว่ชะงัก ‘ดอกเหมย’ กลิ่นเดียวกับดอกไม้ที่เคยถูกนำมาเปลี่ยนในแจกันเล็ก ๆ ใต้ตำหนักบูรพาครั้งแล้วครั้งเล่า
เฉิงเยว่หันกลับไป มู่กุ้ยเฟยกำลังเดินจากไปท่ามกลางนางกำนัล เขามองแผ่นหลังนั้นนิ่ง
มือซ้าย วิธีรับถ้วย กลิ่นดอกเหมย บางสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในความทรงจำมานานถึงสิบปี กำลังถูกดึงกลับขึ้นมาทีละอย่าง
แต่เป็นไปไม่ได้ คนผู้นั้นจะเป็นมู่กุ้ยเฟยได้อย่างไร
ฝ่ามือของเฉิงเยว่ค่อย ๆ กำเข้าหากันใต้ชายแขนเสื้อ สีหน้ายังคงสงบนิ่งดังเดิม มีเพียงความคิดเดียวที่ดังขึ้นในใจ
‘เป็นไปไม่ได้...’
ขบวนของมู่กุ้ยเฟยลับหายไปจากท้องพระโรงนานแล้ว แต่หลี่เฉิงเยว่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาทอดผ่านประตูตำหนักออกไป คล้ายกำลังมองบางสิ่ง ทั้งที่ตรงนั้นไม่มีผู้ใดเหลืออยู่แล้ว
มือซ้าย... ท่าทางรับถ้วยชา... กลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ที่ลอยผ่านเข้ามาเพียงชั่วครู่ สิ่งเหล่านั้นไม่ควรมีความหมาย แต่กลับปลุกความทรงจำที่ถูกเก็บไว้นานนับสิบปีให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
“องค์ไท่จื่อ”
เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เฉิงเยว่ได้สติ เขาหันกลับ ฟ่านกงกงยืนอยู่ไม่ไกล ร่างค้อมลงเล็กน้อยตามมารยาท สีหน้าไม่ได้แสดงความสงสัยออกมาตรง ๆ ทว่าเป็นคนที่ติดตามเฉิงเยว่มาหลายปี เพียงเห็นผู้เป็นนายยืนนิ่งนานกว่าปกติ ก็รู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดแปลก
“เสด็จกลับตำหนักบูรพาเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“กลับ”
เฉิงเยว่ตอบเพียงคำเดียว แล้วเดินออกไป ฟ่านกงกงรีบตามหลัง และตลอดทั้งเส้นทางกลับตำหนักบูรพา เฉิงเยว่ไม่พูดอะไรอีก
เมื่อกลับถึงตำหนัก เฉิงเยว่เปลี่ยนอาภรณ์ชั้นนอก แล้วนั่งลงหลังโต๊ะหนังสือ ฎีกาหลายฉบับถูกวางรออยู่ ตำราการปกครองที่อ่านค้างเมื่อคืนยังเปิดอยู่หน้าเดิม ทุกอย่างเหมือนเช่นทุกวัน
เฉิงเยว่หยิบฎีกาฉบับแรกขึ้นมา อ่านได้เพียงไม่กี่บรรทัด มือที่ถือกระดาษก็หยุด ภาพมู่กุ้ยเฟยยื่นมือซ้ายมารับถ้วยชาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาวางฎีกาลง หยิบฉบับที่สองขึ้นมาแทน คราวนี้อ่านได้มากกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงครึ่งหน้า กลิ่นดอกเหมยในท้องพระโรงก็กลับลอยเข้ามาในความทรงจำ เฉิงเยว่ปิดฎีกา
“ฟ่านกงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีที่ยืนอยู่ด้านนอกรีบก้าวเข้ามา
“วันนี้มีสิ่งใดต้องทำอีก”
ฟ่านกงกงทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง
“ยามเซินมีอาจารย์หลิวจากสำนักบัณฑิตเข้ามาถวายรายงานพ่ะย่ะค่ะ หลังจากนั้นไม่มีแล้ว”
“เลื่อนไปพรุ่งนี้”
ฟ่านกงกงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นี่ไม่ใช่นิสัยของไท่จื่อ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่อให้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด งานที่ถูกกำหนดไว้แทบไม่เคยถูกเลื่อนโดยไม่มีเหตุผล แต่เขาไม่ได้ถาม
“พ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงเยว่ลุกขึ้น “เราอยากพัก”
ฟ่านกงกงก้มศีรษะ “กระหม่อมจะสั่งไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนพ่ะย่ะค่ะ”
