บทที่ 3 กุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ 3
เฉิงเยว่พยักหน้าเพียงนิดก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องบรรทม ฟ่านกงกงตามไปเพียงถึงหน้าประตู ก่อนหยุดอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้ว่าด้านหลังเตียงบรรทมมีห้องลับ และมีเพียงข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์ไท่จื่อแต่ละพระองค์เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่เคยล่วงล้ำแม้แต่ครั้งเดียว
หน้าที่ของเขามีเพียงอย่างเดียว เมื่อไท่จื่อเข้าไป ต้องทำให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามเข้าไปได้
เฉิงเยว่เดินอ้อมแท่นบรรทม มือแตะกลไกที่ซ่อนอยู่ในตำแหน่งซึ่งคนทั่วไปไม่มีทางสังเกตเห็น
ครืด...
ช่องทางด้านหลังเปิดออก กลิ่นเย็นชื้นจากใต้ดินลอยขึ้นมา หยิบตะเกียง แล้วก้าวลงไปเพียงลำพัง
ห้องลับใต้ตำหนักบูรพายังคงเงียบสงบดังเดิม กลิ่นของไม้เก่า กระดาษ และหมึกจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ เฉิงเยว่วางตะเกียงลงบนโต๊ะ สายตากวาดมองไปรอบห้อง ที่นี่ไม่มีฎีกา ไม่มีขุนนาง ไม่มีอาจารย์ ไม่มีผู้ใดเรียกเขาว่า องค์ไท่จื่อ
มีเพียงชั้นหนังสือ โต๊ะไม้ แจกันใบเล็ก ตู้ที่เก็บข้าวของส่วนตัว และกระดานหมากล้อมซึ่งยังคงตั้งอยู่ในมุมเดิม
สถานที่นี้ เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในพระราชวังที่เขาสามารถวางตำแหน่งไท่จื่อทิ้งไว้ด้านนอกได้ชั่วขณะ
เฉิงเยว่เดินไปหยุดหน้ากระดานหมาก ปลายนิ้วแตะหมากดำเม็ดหนึ่งเบา ๆ
กึก!
เพียงเสียงเล็กน้อยนั้น ก็เพียงพอจะดึงภาพเด็กหญิงวัยเจ็ดปีคนหนึ่งกลับเข้ามาในความทรงจำ เด็กคนนั้นไม่เคยแตะหมากบนกระดานโดยพลการ นางเพียงนั่งมอง บางครั้งมองอยู่นานจนขมวดคิ้ว บางครั้งเอียงศีรษะ บางครั้งทำปากยื่นเหมือนไม่พอใจแนวหมากที่เห็น
จนวันหนึ่ง กระดาษแผ่นหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างกระดาน บนนั้นมีภาพตำแหน่งหมากที่นางคิดว่าควรเดิน
เฉิงเยว่ยังจำได้ดี มือที่จับพู่กันเป็นมือซ้าย เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนลืมขึ้น
“คนใช้มือซ้ายมีมากมาย”
เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ราวกับกำลังบอกตัวเองมากกว่าบอกผู้ใด มือซ้ายเพียงอย่างเดียวพิสูจน์อะไรไม่ได้
เฉิงเยว่ละจากกระดานหมาก เดินไปยังชั้นหนังสือ หนังสือเล่มหนึ่งถูกหยิบออกมา เมื่อเปิดไปยังหน้าที่คุ้นเคย ดอกเหมยแห้งดอกหนึ่งร่วงลงมา เขายื่นมือรับไว้ทัน กลีบดอกซีดจางตามกาลเวลา เปราะบางจนเพียงออกแรงมากกว่านี้เล็กน้อยก็คงแตกสลาย
เขามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ครั้งหนึ่งเด็กหญิงคนนั้นเคยนำดอกเหมยมาคั่นไว้ในหนังสือเล่มนี้ จากหนึ่งดอก กลายเป็นดอกไม้ในแจกัน
นับแต่นั้นแจกันใบเล็กบนโต๊ะก็ไม่เคยถูกทิ้งว่างนานนัก
วันที่ผู้มาเยือนมา ดอกไม้จะสด
วันที่นางหายไป มันจะค่อย ๆ เหี่ยวอยู่ตรงนั้น
บางครั้งหนึ่งวัน สามวัน และบางครั้งนานกว่านั้น จนเฉิงเยว่ต้องนำดอกไม้ที่เหี่ยวแล้วออกเอง แล้วรอ กระทั่งดอกไม้ชุดใหม่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ดอกไม้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่ ‘ดอกเหมย’ เป็นดอกไม้ที่นางนำมาบ่อยที่สุด
เฉิงเยว่เก็บดอกไม้แห้งกลับเข้าไปในหนังสืออย่างระมัดระวัง กลิ่นของมันหายไปนานแล้ว แต่กลิ่นที่ผ่านเข้ามาในท้องพระโรงวันนี้ กลับทำให้เขานึกถึงสถานที่แห่งนี้ทันที
เขาปิดหนังสือ เดินไปยังตู้ไม้ด้านใน ลิ้นชักถูกเปิดออก กล่องไม้ใบหนึ่งถูกนำมาวางบนโต๊ะ ภายในมีจดหมายจำนวนหนึ่ง บางฉบับเก่าจนกระดาษเริ่มเหลือง บางฉบับยังใหม่กว่า และสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ลายมือเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
จากตัวอักษรของเด็กหญิงที่ยังไม่มั่นคง ค่อย ๆ กลายเป็นลายมือของหญิงสาว
เฉิงเยว่หยิบฉบับหนึ่งขึ้นมา
‘ถึงเจ้าของห้องนี้...’
ไม่มีชื่อ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีคำใดบอกว่าผู้เขียนเป็นใคร เพราะตลอดสิบปี นั่นคือสิ่งเดียวที่คนสองคนไม่เคยถามกัน
ครั้งหนึ่งเฉิงเยว่เคยคิดจะถาม เจ้าเป็นใคร แต่เมื่อจับพู่กันขึ้นมาจริง ๆ กลับไม่ได้เขียน อีกฝ่ายก็คงเช่นเดียวกัน เพราะนางก็ไม่เคยถาม แต่พวกเรากลับรู้เรื่องของกันและกันมากมาย
รู้ว่าอีกฝ่ายชอบหนังสือประเภทใด รู้ว่าชอบหมากแบบใด รู้ว่าเมื่อใดอารมณ์ดี รู้ว่าเมื่อใดกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ
บางครั้งเพียงน้ำหนักของตัวอักษรบนกระดาษก็ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเหนื่อย
บางครั้งของชิ้นเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ก็เพียงพอจะบอกว่า... วันนี้นางมาแล้ว แต่กลับไม่เคยรู้ ชื่อ ฐานะ ตำหนักที่พำนัก หรือแม้แต่ใบหน้าของกันและกันอย่างชัดเจนเลย
เฉิงเยว่วางจดหมายในมือลง แล้วหยิบอีกฉบับขึ้นมา เป็นจดหมายเมื่อหลายปีก่อน ตัวอักษรยังมีความเป็นเด็กอยู่มาก นางบ่นว่าเรียนมารยาทจนปวดหลัง
เฉิงเยว่เคยคาดเดาเล่น ๆ ว่านางอาจเป็นบุตรสาวขุนนาง อาจเป็นเด็กที่ติดตามมารดาเข้าวัง อาจเป็นเชื้อพระวงศ์สายใดสายหนึ่ง หรืออาจเป็นหนึ่งในเด็กมากมายที่เติบโตอยู่หลังกำแพงพระราชวังต้าหลี่ เพราะที่นี่ไม่ได้มีเพียงองค์ชายองค์หญิงของต้าหลี่ ยังมีองค์ประกันจากแคว้นต่าง ๆ บุตรหลานของเชื้อพระวงศ์ ผู้ติดตาม รวมถึงผู้คนอีกมากมายที่สามารถเติบโตอยู่ในวังโดยที่ไท่จื่อไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกคน
ห้องลับจึงเป็นสถานที่ที่คนสองคนสามารถเป็นเพียง ‘เจ้าของห้อง’ กับ ‘ผู้มาเยือน’
เฉิงเยว่ก้มมองจดหมายในมือ แล้วภาพหญิงสาวในท้องพระโรงก็กลับมาอีกครั้ง ‘มู่ชิงหลัน’ องค์หญิงแห่งต้ามู่ที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ต้าหลี่ตั้งแต่วัยเยาว์ อายุของนางสิบเจ็ดปี
เฉิงเยว่ชะงัก สิบปีก่อน นางอายุเจ็ดปีพอดี หัวใจเหมือนถูกบางสิ่งกระแทกเบา ๆ เขาวางจดหมายลงทันที
“บังเอิญ”
แต่คราวนี้แม้แต่ตัวเองยังฟังออกว่าเสียงนั้นไม่ได้มั่นคงนัก ความบังเอิญเพียงหนึ่งอย่างย่อมเกิดขึ้นได้
มือซ้าย... อาจบังเอิญ
อายุ... อาจบังเอิญ
กลิ่นดอกเหมย... ก็อาจบังเอิญ
แต่เมื่อทุกอย่างมารวมอยู่ในคนคนเดียว มันยังเรียกว่า ‘ความบังเอิญ’ ได้อีกหรือ
