บทที่ 5 กุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ 5

ลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้ เฉิงเยว่ลืมตาขึ้น ตำหนักเดิมขององค์หญิงแห่งต้ามู่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ และเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟย ตำหนักใหม่ของนางก็ถูกจัดอยู่ในแนวเดียวกันตามแผนของวังหลังที่วางไว้ตั้งแต่แรก

แสงจากตำหนักแห่งหนึ่งยังส่องอยู่หลังแนวไม้ ‘ตำหนักของมู่กุ้ยเฟย’

เฉิงเยว่ทอดสายตามองแสงนั้น

มู่ชิงหลัน... องค์หญิงแห่งต้ามู่ กุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ของเสด็จพ่อ และเกือบจะแน่นอนแล้วว่า คือเด็กหญิงที่มีความสัมพันธ์ทางใจกับเขามานานถึงสิบปี

แต่ความคิดที่ตามมากลับเย็นเยียบ นางรู้หรือยังว่าเขาเป็นใคร?

ไม่ใช่เพียงว่าเจ้าของห้องลับคือ ไท่จื่อ

แต่หมายถึง... ความจริงที่อยู่ภายใต้อาภรณ์ของรัชทายาทแห่งต้าหลี่

เฉิงเยว่กำมือแน่น เขาควรกลับตำหนักบูรพา ควรรอ ควรหาวิธีตรวจสอบอย่างรอบคอบ แต่หากให้คนอื่นสืบ ก็เท่ากับสร้างคนที่สามขึ้นมาในความลับซึ่งไม่ควรมีแม้แต่คนที่สอง ไม่ได้ เรื่องนี้ให้ผู้ใดแตะต้องไม่ได้

เฉิงเยว่ทอดสายตามองแสงจากตำหนักกุ้ยเฟยอีกครั้ง ก่อนก้าวออกจากเงาไม้ คืนนี้ เขาจะไปหาคำตอบด้วยตัวเอง และต้องรู้ให้ได้ว่า มู่ชิงหลันรู้ความลับของเขาไปมากเพียงใด

ยามค่ำคืนภายในวังหลวงเงียบกว่ากลางวันมากนัก แสงจากโคมตามทางเดินทอดผ่านแนวกำแพงเป็นช่วง ๆ เสียงฝีเท้าของเวรยามดังมาเป็นครั้งคราว ก่อนค่อย ๆ ห่างออกไป

เฉิงเยว่เดินอยู่ใต้เงาไม้ อาภรณ์สีเข้มช่วยกลืนร่างของเขาไปกับความมืด ตลอดยี่สิบสองปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะต้องลอบเดินอยู่ในเขตวังหลังเช่นนี้

ยิ่งสถานที่ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปเป็นตำหนักของกุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ของเสด็จพ่อ หากมีผู้ใดพบเห็น ต่อให้ไม่มีเรื่องความลับของเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงไท่จื่อปรากฏตัวอยู่ใกล้ตำหนักกุ้ยเฟยในยามวิกาล ก็เพียงพอจะสร้างข่าวลือจนราชสำนักสั่นสะเทือน ดังนั้นเขาจะให้ผู้ใดเห็นไม่ได้

เฉิงเยว่หยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จากตำแหน่งนี้มองเห็นตำหนักกุ้ยเฟยอยู่ไม่ไกล แสงจากห้องด้านในยังไม่ดับ หญิงสาวคนนั้น ยังไม่นอน

เขากำลังจะก้าวต่อ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

“ผู้ใด!”

เสียงไม่ดังมาก แต่เฉียบขาด เฉิงเยว่หยุดฝีเท้าหันมอง หญิงสาวในชุดนางกำนัลก้าวออกมาจากเงาของระเบียง มือหนึ่งยกโคมไฟขึ้นสูง อีกมือเคลื่อนไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง ท่าทางของนางไม่เหมือนนางกำนัลทั่วไป เพราะไม่ร้องเรียกเวรยามทันที ไม่ส่งเสียงเอะอะ แต่เลือกมองให้ชัดก่อนว่าคนที่ปรากฏอยู่ในสวนเป็นใคร และเมื่อแสงจากโคมส่องถึงใบหน้าของเฉิงเยว่ หญิงสาวก็เบิกตากว้าง

“องค์...”

“เงียบ”

เสียงของเฉิงเยว่ทำให้นางหยุดทันที เสี่ยวอวี้มองคนตรงหน้าอย่างตกตะลึง องค์ไท่จื่อ เหตุใดองค์ไท่จื่อจึงมาอยู่ตรงนี้ ไม่มีขบวนเสด็จ ไม่มีขันที ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และที่สำคัญ ไม่มีผู้ใดในตำหนักรู้ว่าเขามา เสี่ยวอวี้ไม่ใช่คนโง่ นางก้มศีรษะลงทันที

“ถวายบังคมองค์ไท่จื่อเพคะ”

“มู่กุ้ยเฟยอยู่ที่ใด”

เสี่ยวอวี้ชะงัก คำถามนั้นยิ่งทำให้ความสงสัยเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่นางทำกลับไม่ใช่การถาม นางหันมองรอบบริเวณอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงลดเสียงลง

“อยู่ในห้องบรรทมเพคะ”

“พาเราไปพบ”

เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้น สายตาสบกับเฉิงเยว่เพียงชั่วครู่ ก่อนลดลงอีกครั้ง

“เชิญเสด็จทางนี้เพคะ”

ไม่มีคำถามว่าเหตุใดจึงเสด็จมา เสี่ยวอวี้เพียงยกโคมขึ้น แล้วนำเฉิงเยว่ลัดผ่านทางด้านข้างของตำหนัก ทางนี้เป็นทางที่นางกำนัลใช้เข้าออกเวลาขนของหรือจัดเตรียมห้องด้านใน จึงไม่ต้องผ่านประตูใหญ่ ระหว่างทาง เสี่ยวอวี้เดินช้าลงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้า บางครั้งหยุดรอ บางครั้งเปลี่ยนทาง

เฉิงเยว่เดินตามโดยไม่พูดอะไร แต่สายตามองหญิงสาวเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง นางกำนัลคนนี้ รู้ความกว่าที่คิด

ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงห้องด้านใน เสี่ยวอวี้หยุด

“กุ้ยเฟยเพคะ”

“เข้ามา”

เสียงจากภายในดังขึ้น เสี่ยวอวี้ผลักประตูเปิด เห็นชิงหลันกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เครื่องประดับสำหรับพิธีในช่วงกลางวันถูกถอดออกหมดแล้ว เรือนผมยาวถูกเกล้าไว้อย่างเรียบง่าย มีเพียงปิ่นหยกชิ้นเดียวประดับอยู่

อาภรณ์ก็เปลี่ยนเป็นชุดบางเบาสำหรับพักผ่อน บนโต๊ะมีกล่องไม้ใบเดิมที่ถูกนำมาจากตำหนักเก่า ฝากล่องเปิด และกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ในมือของนาง

“มีอะไรหรือเสี่ยวอวี้”

ชิงหลันถามโดยยังไม่เงยหน้า เสี่ยวอวี้ไม่ได้ตอบ และความเงียบนั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกผิดปกติ นางจึงเงยขึ้น แล้วนิ่งงัน เมื่อเห็นหลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ตรงประตู มือที่ถือจดหมายชะงัก ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับคำพึมพำรอดผ่านริมฝีปากกระจับน้อย ๆ

“องค์ไท่จื่อ...”

สายตาของเฉิงเยว่ตกลงบนสิ่งที่อยู่ในมือนาง กระดาษเก่า เขามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นจดหมาย

ชิงหลันได้สติ รีบวางกระดาษลงในกล่องแล้วปิดฝา

“เหตุใดพระองค์...”

คำถามหยุดกลางคัน นางมองเสี่ยวอวี้ จากนั้นจึงมองเฉิงเยว่อีกครั้ง ไม่มีขันที ไม่มีขบวน ไม่มีเสียงประกาศ เพียงเท่านี้ก็เข้าใจแล้วว่าการเสด็จมาครั้งนี้ ไม่ควรมีผู้ใดรู้ ชิงหลันลุกขึ้นยืน

“เสี่ยวอวี้”

“เพคะ”

“ออกไปก่อน”

เสี่ยวอวี้ลังเล สายตาเคลื่อนไปหาเฉิงเยว่ ก่อนกลับมามองผู้เป็นนาย ชิงหลันเห็นความกังวลนั้นจึงพยักหน้าน้อย ๆ

“ไม่เป็นไร ออกไปเถิด”

“เพคะ”

เสี่ยวอวี้ถวายคำนับ ก่อนออกจากห้อง นางหันกลับมามองชิงหลันอีกครั้ง เมื่อเห็นผู้เป็นนายไม่ได้มีทีท่าจะรั้งไว้ จึงพาตนเองออกมาอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็ปิดประตูให้สนิท แต่เสี่ยวอวี้ไม่ได้จากไปไหน นางยืนอยู่หน้าประตู สองมือประสานอยู่เบื้องหน้า เงี่ยหูฟังทุกความเคลื่อนไหวภายใน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป