บทที่ 7 กุ้ยเฟยพระองค์ใหม่ 7
ริมฝีปากของชิงหลันแม้จะสั่น แต่กลับเม้มเข้าหากันแน่น
“พระองค์กำลังขู่หม่อมฉันหรือเพคะ”
“หากเจ้าต้องการเรียกเช่นนั้น ก็ใช่”
คำตอบตรงไปตรงมา ชิงหลันเงียบ ไม่มีการโต้เถียง ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีคำถามว่าเหตุใด นางเพียงยืนอยู่ตรงนั้น มือที่กำชายแขนเสื้อค่อย ๆ คลายออก แล้ววางลงข้างลำตัว
เฉิงเยว่ไม่รู้ว่าเหตุใด แต่ท่าทางยอมรับอย่างเงียบงันนั้นกลับทำให้เขารู้สึกแย่กว่าการที่นางลุกขึ้นเถียงเสียอีก
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
ชิงหลันตอบในที่สุด เฉิงเยว่ควรพอใจ เพราะนี่คือคำตอบที่ต้องการ แต่กลับไม่มีความรู้สึกใดคล้ายชัยชนะ เขามองหญิงสาวตรงหน้า
“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”
ชิงหลันเงียบไปนาน นานจนเฉิงเยว่คิดว่านางคงไม่ตอบ แต่สุดท้าย นางกลับส่งคำถามเบา ๆ
“ในสายตาขององค์ไท่จื่อ...” เสียงนั้นสั่นเพียงเล็กน้อย “หม่อมฉันเป็นคนเช่นนั้นหรือเพคะ”
เฉิงเยว่ชะงัก ชั่วขณะหนึ่ง ห้องตรงหน้าหายไป เหลือเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งในความทรงจำ ลายมือของเด็กหญิงที่เขียนว่า
‘วันนี้ข้าถูกตำหนิทั้งที่ไม่ได้ทำผิด แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยท่านคงเชื่อข้า’
ตอนนั้นเขาตอบกลับไปเพียงสามคำ ‘ข้าเชื่อเจ้า’
เฉิงเยว่กำมือแน่น คำตอบนั้นอยู่ในใจ แต่ไม่อาจพูดออกมา เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กหญิงในห้องลับอีกแล้ว แต่นางคือ มู่กุ้ยเฟย พระสนมของฮ่องเต้ องค์หญิงแห่งต้ามู่ และหากนางรู้ความจริง... นางก็คือคนที่สามารถทำลายทุกอย่างได้
ชิงหลันรอคำตอบ แต่ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา ดวงตาของนางก็ค่อย ๆ ลดลง
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
ประโยคเดิม แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เฉิงเยว่รู้สึกได้ เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับเพียงหันหลัง
“จำคำของเราไว้”
“เพคะ” ชิงหลันถวายคำนับ
เฉิงเยว่เดินไปถึงประตู มือแตะบานไม้แกะสลักงดงาม ก่อนหยุดไปชั่วขณะ แต่ไม่ได้หันกลับ แล้วจึงเปิดออกไป
เสี่ยวอวี้ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบถอยออก
“องค์ไท่จื่อ”
เฉิงเยว่เดินผ่านนางไป เสี่ยวอวี้มองตาม ก่อนหันกลับเข้าไปในห้องทันที
ชิงหลันยังยืนอยู่ที่เดิม หลังตรง สีหน้าสงบ หากไม่สังเกตให้ดี คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“กุ้ยเฟย...”
“เราไม่เป็นไร”
ชิงหลันตอบทันที แต่เร็วเกินไปที่เสี่ยวอวี้จะเชื่อ นางเดินเข้าไปใกล้
“พระองค์...”
“อย่าถาม”
เสียงของชิงหลันเบามาก
“เพคะ”
ชิงหลันหันกลับไปยังโต๊ะ กล่องไม้ยังอยู่ตรงนั้น นางยื่นมือไปแตะฝากล่อง ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย เสี่ยวอวี้เห็น แต่ไม่พูดอะไร
“เอาอาหารออกไปเถิด”
“แต่กุ้ยเฟยยังไม่ได้เสวยเลยนะเพคะ”
“เราไม่หิว”
“วันนี้ทั้งวันทรงเสวยไปเพียง...”
“เสี่ยวอวี้”
เสียงเรียกไม่ได้ดุ กลับอ่อนล้า เสี่ยวอวี้จึงหยุด
“เพคะ”
“เราอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
เสี่ยวอวี้เม้มริมฝีปาก ก่อนก้มศีรษะ
“หม่อมฉันจะอยู่ด้านนอก หากทรงเรียก... หม่อมฉันจะเข้ามาทันทีเพคะ”
ชิงหลันพยักหน้า เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ความเงียบก็กลับมา คราวนี้ไม่มีผู้ใดให้ต้องรักษาสีหน้าอีกแล้ว ชิงหลันนั่งลงช้า ๆ มือเปิดกล่องไม้ จดหมายหลายสิบฉบับนอนอยู่ข้างใน
สิบปี นางเก็บทุกฉบับ บางฉบับมีเพียงสองสามบรรทัด บางฉบับยาวหลายหน้า บางวันคุยเรื่องหนังสือ บางวันเถียงกันเรื่องกระดานหมาก บางวันไม่มีเรื่องสำคัญเลย มีเพียงคำถามว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง แต่นางก็เก็บไว้ทั้งหมด
ชิงหลันหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา มือซ้ายลูบกระดาษเก่าอย่างทะนุถนอม แต่ถ้อยคำในคืนนี้ยังดังอยู่ในหู
‘หากเรื่องใดที่ไม่ควรถูกเปิดเผยหลุดออกจากปากเจ้า อย่าคิดว่าฐานะองค์หญิงแห่งต้ามู่จะช่วยเจ้าได้... แม้แต่ราชวงศ์มู่’
หยดน้ำตกลงบนกระดาษ ชิงหลันชะงักยกมือแตะแก้ม จึงรู้ว่าตัวเองร้องไห้ หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา
“น่าขันจริง...”
นางไม่เคยคิดจะทำร้ายคนผู้นั้น แม้แต่ตอนที่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่เคยคิดตามหา ไม่เคยคิดเปิดเผยห้องลับ ไม่เคยแม้แต่จะถามว่าความลับของเขาคืออะไร
เพราะนางเชื่อว่า หากวันหนึ่งอีกฝ่ายอยากบอก เขาจะบอกเอง
แต่คืนนี้ คนที่อาจเป็นคนเดียวกับผู้ที่เขียนจดหมายถึงนางมาตลอดสิบปี กลับยืนอยู่ตรงหน้า แล้วถามด้วยสายตาว่า นางจะทรยศเขาหรือไม่
ชิงหลันหยิบจดหมายอีกฉบับขึ้นมา สายตาหยุดอยู่บนลายมือคุ้นเคย จดหมายฉบับนั้นเก่ามากแล้ว นางจำได้ว่าเป็นหนึ่งในฉบับแรก ๆ ที่ได้รับ
ด้านบนเขียนไว้เพียงว่า
‘ถึงผู้มาเยือน...’
ชิงหลันมองตัวอักษรนั้นอยู่นาน ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ไม่เคยสักนิด จะคิดทำร้าย”
เสียงขาดหาย น้ำตาอีกหยดตกลงบนหลังมือ
อีกด้านหนึ่งของสวน เฉิงเยว่เดินกลับเพียงลำพัง คำถามของชิงหลันยังตามมา
‘ในสายตาขององค์ไท่จื่อ หม่อมฉันเป็นคนเช่นนั้นหรือเพคะ’
เขาหยุดฝีเท้า มือข้างหนึ่งกำแน่นอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ ไม่ใช่ไม่จำ ตรงกันข้าม เขาจำได้มากเกินไป จึงยิ่งหวาดกลัว เพราะหากมู่ชิงหลันคือผู้มาเยือนจริง คนที่รู้จักตัวตนของเขามากที่สุด ก็กลายเป็นคนที่เขาไม่ควรไว้วางใจมากที่สุดเช่นกัน
เฉิงเยว่เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำ ก่อนหลับตาลง เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่คนสองคนซึ่งไม่เคยรู้ชื่อของกันและกัน กำลังจะรู้ว่า ความลับที่เคยเชื่อมพวกเขาเข้าหากัน อาจกลายเป็นสิ่งเดียวกันที่ผลักพวกเขาให้ไกลจากกันที่สุด
