บทที่ 6 บทที่ 6 หลบลี้
บทที่ 6 หลบลี้
ในค่ำคืนที่ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เมฆหมอกเบาบางปกคลุมแสงจันทร์ทำให้ทุกสิ่งดูมืดมัว บริเวณรอบเรือนหลังเล็กที่ดูเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดและเสียงใบไม้เสียดสีกันไปมาชวนให้รู้สึกวังเวง
จางลู่เหวินนั่งอยู่ภายในเรือนที่เขาเช่าอาศัยจากชาวบ้าน เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ดูซอมซ่อและเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและคราบสุรา ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเต็มไปด้วยหนวดเครายาวรกรุงรัง ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยฤทธิ์สุราและอาการนอนไม่หลับมาเป็นเวลาหลายคืน
โต๊ะไม้เก่ากลางห้องเต็มไปด้วยขวดสุราที่วางกระจัดกระจายไปทั่ว จางลู่เหวินหยิบขวดสุราขวดหนึ่งขึ้นมากระดกเข้าปากอย่างไม่สนใจสิ่งใด แต่เขากลับพบว่ามันว่างเปล่าไปเสียแล้ว
“เพล้ง...” จางลู่เหวินโยนขวดสุราไปที่มุมห้องอย่างรู้สึกขัดใจ เสียงขวดกระเบื้องตกกระทบลงบนพื้นดังสะท้อนขึ้นมาในความเงียบสงัด
“ชิวเหยา...” จางลู่เหวินพึมพำชื่อของหญิงคนรักที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจของเขาอย่างไม่จบสิ้น “เจ้าทิ้งข้าไปได้เช่นใดกัน...”
จางลู่เหวินเอนตัวพิงเก้าอี้ ดวงตาเหม่อลอยมองเพดานไม้เก่าๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง เขาไม่สามารถลืมความรู้สึกในวันที่หยางชิวเหยากล่าวคำลา และยิ่งคิดถึงนางที่ต้องตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษอื่นก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้ยิ่งลุกลามขึ้นมาภายในใจ
“ชิวเหยา...ข้ารักเจ้า...อย่าทิ้งข้าไป...” จางลู่เหวินทำได้เพียงพร่ำเพ้อออกมาพร้อมกระดกเหล้าเข้าปากอีกครั้งเพื่อให้ลืมทุกข์ภายในใจให้หมดสิ้นไปเสียที
ในแต่ละวันที่ผ่านพ้นไป จางลู่เหวินรู้สึกหมดสิ้นทุกสิ่ง เขาใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ทำตัวสำมะเลเทเมาจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
สายวันหนึ่งในขณะที่หยางชิวเหยากำลังนั่งดีดลูกคิดคำนวณบัญชีอยู่นั้น เสี่ยวเว่ยก็รีบร้อนเข้ามาหานางอย่างร้อนใจ
“คุณหนู...ข้าได้ยินมาว่าท่านลู่เหวินบัดนี้ใช้ชีวิตตกต่ำยิ่งนัก อีกไม่นานก็จะถึงการสอบจอหงวนแล้ว ข้าเกรงใจ....”
“ลู่เหวิน...” หยางชิวเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับน้ำตาซึมออกมา ยิ่งนางรักจางลู่เหวินมากเพียงใด นางก็รู้ดีว่าเขานั้นรักนางมิต่างจากตนนัก
“ตอนนี้ลู่เหวินเป็นเช่นใดบ้าง” หยางชิวเหยาเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง
“เรียนคุณหนู...ท่านลู่เหวินเอาแต่กินเหล้าทั้งวันทั้งคืน หากไม่เมาอาละวาดจนถูกซ้อมตีที่หน้าโรงน้ำชาก็เมาหลับใหลตามข้างถนนมิต่างจากคนเร่ร่อนนัก”
หยางชิวเหยาทอดถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก ก่อนที่นางจะตัดสินใจปิดสมุดบัญชีลง “เสี่ยวเว่ย...บอกพ่อบ้านเตรียมรถม้า ข้าจะไปตลาดเสียหน่อย”
“คุณหนูทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ”
“หากข้าไม่พบลู่เหวินสักครั้ง เขาจะกลับมายืนอย่างองอาจเช่นเคยได้เช่นใด”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเว่ยรีบพยักหน้ารับ ก่อนจะถอยหลังไปตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม
รถม้าแล่นไปยังตลาดที่มีผู้คนคึกคักยิ่งนัก หยางชิวเหยาทำทีเข้าไปซื้อสมุนไพรพร้อมกับเครื่องหอมอีกหลายอย่าง ก่อนจะพาเสี่ยวเว่ยเข้าไปยังโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง
เสี่ยวเว่ยรีบจัดแจงให้เสี่ยวเอ้อพานางทั้งสองไปยังห้องส่วนตัวอย่างรู้งาน
หลังจากที่เข้ามาภายในห้องส่วนตัว หยางชิวเหยารีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ตระเตรียมไว้ ก่อนจะซ่อนกายหลบออกมาจากโรงน้ำชาอย่างเร่งรีบ
ด้านนอกเรือนที่ดูทรุดโทรมจากการขาดการเอาใจใส่ เงาร่างบางของหญิงสาวในชุดคลุมสีเข้มที่เดินลัดเลาะผ่านถนนอันคับแคบ ใบหน้าของนางแดงเรื่อจากความเหนื่อยล้าที่มี
หยางชิวเหยามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูไม้ที่ปิดสนิท นางยืนนิ่งครู่หนึ่งราวกำลังชั่งใจอย่างหนัก ก่อนจะใช้สองมือผลักบานประตูเข้าไปภายในเรือนในที่สุด
ดวงตาของหยางชิวเหยามองไปรอบๆ อย่างพิจารณา โต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยขวดสุราที่แตกกระจายไปทั่วห้องอย่างมิได้รับการใส่ใจ นางทอดถอนหายใจออกมาอย่างหนัก สภาพของจางลู่เหวินที่ยังคงสะลึมสะลือจากฤทธิ์สุรา เมื่อได้เห็นหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ชิวเหยา...เจ้ามาหาข้า...เจ้ามาหาข้าแล้วจริงๆ...ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่” จางลู่เหวินถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สองมือตบแก้มอย่างแรงด้วยต้องการพิสูจน์ว่าร่างบางตรงหน้ามิใช่เพียงความฝัน
หยางชิวเหยาเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกรันทดหดหู่ใจ นางพยายามกลั้นน้ำตาที่มีเอาไว้ไม่ให้รินไหลออกมา จากนั้นหยางชิวเหยาจึงหันมาสบสายตากับจางลู่เหวินด้วยแววตาที่เย็นชา “ข้าได้ยินข่าวของท่าน...จึงอยากมาดูให้แน่ใจว่าท่านยังไม่ตายเพราะฤทธิ์สุรา”
คำพูดของหยางชิวเหยาเหมือนเข็มนับพันที่ทิ่มแทงหัวใจ จางลู่เหวินหัวเราะขมขื่น “ข้ายังอยู่...แต่ข้าก็มิต่างจากตายทั้งเป็น”
“ลู่เหวิน...ท่านปล่อยตัวเองให้ตกต่ำเช่นนี้ คิดหรือว่าจะทำให้ข้าหันกลับมาสนใจท่านอีก” หยางชิวเหยารีบกล่าวเข้าประเด็นในทันที นางมีเวลาเพียงไม่มากจึงต้องการจบเรื่องราวดังกล่าวให้เร็วที่สุด
จางลู่เหวินมองนางด้วยสายตาขมขื่น “ชิวเหยา...เจ้าก็รู้ดีว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด...ที่ข้ามีสภาพเช่นนี้ก็เพราะข้าต้องเสียเจ้าไป”
หยางชิวเหยาสะอึกเล็กน้อย แต่ก็ยังคงทำหน้าตาเรียบเฉย “ข้าเคยบอกท่านแล้ว วาสนาของเราจบสิ้นเพียงเท่านี้ ท่านควรกลับไปใช้ชีวิตของท่านเสีย อย่ามัวจมอยู่กับอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง”
จางลู่เหวินกัดฟันแน่น น้ำเสียงของเขาเริ่มสะท้อนความเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบัง “เจ้าช่างพูดจาง่ายดายยิ่งนัก”
หยางชิวเหยาสบสายตาจางลู่เหวินอย่างแน่วแน่ นางพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเจือความเย้ยหยัน “เพราะท่านต้อยต่ำเช่นนี้อย่างไรเล่า ข้ามีหรือจะยอมลดตัวลงมาสู่อ้อมกอดของท่านได้”
คำพูดของหยางชิวเหยาเหมือนดาบที่แทงลึกเข้าไปในหัวใจของจางลู่เหวิน เขาไม่สามารถตอบกลับสิ่งใดได้อีก จึงทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งพร้อมสองมือที่กำแน่นจนสั่น
หยางชิวเหยาหันหลังกลับแต่ก่อนที่นางจะก้าวออกไป หยางชิวเหยาก็พูดขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง “ที่ผ่านมาข้าเพียงนึกสนุกไปกับท่าน แต่เมื่อข้าได้เห็นสภาพของท่านในวันนี้แล้ว ข้าก็รู้สึกยินดียิ่งที่มิเอาชีวิตมาฝากไว้กับคนเช่นท่าน”
