บทที่ 10 ราชโองการ

หลงจู๊เห็นเซียวเหม่ยอิงมาที่ร้านก็มีสีหน้าหนักใจ รีบเดินเข้ามาหาเซียวเหม่ยอิงทันที

“คุณหนูใหญ่ขอรับ เอ่อ...คุณหนูเล็ก...”

“ไม่เป็นไรท่านลุงฉี ให้หงเอ๋อร์กับสหายทานอาหารเหมือนเช่นเคยเถิดเจ้าค่ะ”

ฉีห่าวอี้หรือหลงจู๊ประจำร้านแห่งนี้ เขาทำหน้าที่ของตนได้อย่างขยันขันแข็งไม่ขาดตกบกพร่อง เขียนรายงานและสรุปยอดขายที่เกี่ยวกับร้านไม่ตกหล่นรวมถึงเรื่องที่เซียวลี่หงทำ ฉีห่าวอี้ก็เขียนลงบัญชีด้วยเช่นกันแม้ว่าตระกูลเซียวจะร่ำรวยแต่เซียวเหม่ยอิงก็ไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องเงินทองในส่วนที่ควรเป็นกำไรของตระกูล กำไรจากการค้ากิจการนั้นจะเข้าคลังกองกลาง ทำให้บ่อยครั้งที่เซียวเหม่ยอิงต้องยอมควักเงินตำลึงของตัวเองที่ได้จากเบี้ยหวัด ใส่เข้าไปในกองกลางแทนกำไรที่ขาดหายไปจากการกระทำของเซียวลี่หงน้องสาวของตนเอง

หลังจากดูความเรียบร้อยภายในร้านแล้ว เซียวเหม่ยอิงก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองเพื่อไปตรวจบัญชีที่หลงจู๊ได้ทำไว้ ขณะที่นางกำลังจะเดินขึ้นบันได ก็มีเสียงที่คุ้นเคยทักนางเสียก่อน

“พี่ใหญ่... ท่านมาถึงนานหรือยังเจ้าคะ” เป็นเซียวลี่หงที่เอ่ยทัก นางยืนอยู่ตรงกลางบรรดาสหายของตน

“ข้าเพิ่งมาถึง ว่าจะขึ้นไปตรวจบัญชีเสียหน่อย” เซียวเหม่ยอิงยิ้มให้น้องสาวของตนเอง กำลังจะก้าวขึ้นบันได ทว่าโดนมือน้องสาวตัวเองฉุดดึงไว้เสียก่อน

“ท่านพี่ ท่านอย่าตำหนิข้าเลยนะ ที่ข้าพาสหายมาที่ร้านของเรา เพราะพวกนางช่วยข้าแจกทานแก่ผู้ยากไร้ ข้าเลยอยากเลี้ยงอาหารพวกนางเพื่อเป็นการขอบคุณ”

   บรรดาคนที่ได้ยินต่างพากันรู้สึกเห็นใจเซียวลี่หง เพราะน้ำเสียงของนางไม่สู้ดีเท่าใดนัก ต่างจากเซียวเหม่ยอิงที่ถอนหายใจรอบแล้วรอบเล่ากับคำพูดน้องสาวตนเอง คำพูดนางช่างดึงดูดให้คนสงสารเก่งเสียจริง

   เซียวเหม่ยอิงเห็นว่าพวกนางเริ่มเป็นจุดสนใจของคนในร้าน นางก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองทันที โดยไม่ได้สนใจกลุ่มน้องสาวตนเลยแม้แต่น้อย เพราะนางคิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวให้คนอื่นฟัง

   นี่ฮวานั้นเป็นคนรักสหาย นางรู้สึกว่าเซี่ยวลี่หงกำลังหวาดกลัวก็เข้าไปกุมมือเป็นการปลอบพร้อมกับเอ่ยคำปลอบโยนสหายตนเอง

“หงเอ๋อร์พวกข้าขอโทษนะ ที่ทำให้เจ้าต้องโดนพี่สาวเจ้าตำหนิ เป็นเพราะพวกข้าแท้ ๆ เลย”

เซียวลี่หงยิ้มบางให้สหายของตนเอง “ไม่ใช่ความผิดพวกเจ้าเสียหน่อย อีกอย่างท่านพี่ยังไม่ได้ตำหนิข้า พวกเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”

“เจ้ายังปกป้องพี่สาวเจ้าอยู่อีกรึ ข้าว่าพี่สาวเจ้ากำลังไม่พอใจเจ้าอยู่เป็นแน่ ถึงได้เดินหนีไปเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าพอเจ้ากลับไปถึงจวนแล้วโดนพี่สาวเจ้าเรียกไปตำหนินะ”

เซียวลี่หงได้แต่มองไปยังชั้นสอง ชั้นที่พี่สาวนางเดินขึ้นไป ก่อนจะหันมาคุยกับสหายของตัวเอง

“ไปเดินเล่นกันเถิด”

   ทุกคนยอมตามเซียวลี่หงไปแต่โดยดี ไม่ได้พูดหรือเอ่ยถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้แล้ว หากเซียวลี่หงไม่อยากเอ่ยให้ฟัง พวกนางก็ไม่ซักไซ้ถามต่อเช่นกัน เพราะไม่อยากให้เซียวลี่หงรู้สึกไม่ดีจนเกินไป

   ตั้งแต่ที่ไปตรวจร้านค้าในวันนั้น ก็ผ่านมาเกือบอาทิตย์ที่เซียวเหม่ยอิงไม่ได้ออกไปไหน นางยังคงนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลาเช่นเคย

   ขณะที่เซียวเหม่ยอิงกำลังนั่งจิบชาเพื่อฆ่าเวลา เพราะอีกไม่กี่ชั่วยาม นางต้องไปเตรียมมื้อเย็นให้บิดามารดาของตัวเอง เซียวเหม่ยอิงกำลังจิบชาเพลิน ๆ อยู่นั้น ลี่จินก็วิ่งมาหาคุณหนูของตนด้วยสีหน้าที่แตกตื่น

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูมีราชโองการมาเจ้าค่ะ” ลี่จินที่วิ่งมาหายใจด้วยความลำบาก

เซียวเหม่ยอิงได้ยินว่ามีราชโองการมายังจวนก็รีบเดินไปยังเรือนรับรองทันที เดินมาถึงก็เห็นว่าบิดามารดาและน้องสาวตนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว พร้อมกับมีรถม้าของพระราชวังจอดอยู่หน้าจวน เซียวเหม่ยอิงก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ บิดามารดาทันที

กงกงท่านหนึ่งเดินมาพร้อมกับพานที่มีราชโองการมาด้วย กงกงกางราชโองการนั้นออกมาพร้อมกับอ่านด้วยน้ำเสียงดังกังวาน

“ตระกูลเซียวรับพระราชโองการ...”

เซียวฟู่ซินนั้นดำรงตำแหน่งด้วยความชอบธรรม ทั้งยังสั่งสอนบุตรสาวทั้งสองคนให้รู้จักทำความดี มีคุณธรรม เมตตาต่อผู้อื่น มีคุณสมบัติครบถ้วนในสิ่งที่สตรีพึงมี ข้าขอมอบสมรสพระราชทานแก่บุตรสาวของตระกูลเซียวกับแม่ทัพหวงหยางหมิงนับจากนี้อีกสามเดือน จบราชโองการ"

   หลังจากที่กงกงอ่านพระราชโองการจบแล้ว เซียวฟู่ซินก็ยื่นมือไปรับพระราชโองการด้วยใบหน้าที่แข็งค้างกับเนื้อหาในพระราชโองการที่องค์ฮ่องเต้มอบให้ตน

  “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”

   หลังจากที่กงกงมอบราชโองการให้แล้วเสร็จก็เดินขึ้นรถม้ากลับวังหลวงทันที เพราะภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายมาได้บรรลุเรียบร้อยแล้ว  คล้อยหลังกงกงจากไป เซียวลี่หงทรุดลงกับพื้นทันที ดวงตางามเก็บน้ำตาไม่อยู่เมื่อได้ยินราชโองการ นางเอื้อมมือไปจับแขนมารดาตัวเองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“ท่าน.... ทะ ท่านแม่” น้ำเสียงสั่นปนสะอื้น

ฟางเหนียงรีบโอบกอดบุตรสาวทันที บุตรสาวที่น่ารักของนางเหตุใดถึงน่าสงสารถึงเพียงนี้

“โถ่...หงเอ๋อร์ของแม่” ฟางเหนียงปลอบบุตรสาวตนเองที่ร้องไห้สะอื้นซบอกนางอยู่

“ท่านแม่...ฮึกก ข้าจะต้องแต่งกับแม่ทัพปีศาจนั่นหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงเว้าวอนมารดาตนเอง ฟางเหนียงยิ่งฟังยิ่งปวดใจ บุตรสาวที่บอบบางของนางต้องแต่งงานกับคนที่มีฉายาว่าปีศาจจะมีชีวิตอย่างไร จริงอยู่ที่อีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพตำแหน่งใหญ่โต แต่ใครบ้างที่จะไม่หวาดกลัวผู้นั้น ฟางเหนียงหันไปถามสามีตนเองที่ยังยืนถือราชโองการแข็งค้างอยู่ที่เดิม

“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ พระราชโองการนี้ท่านพี่รับรู้มาก่อนหรือไม่ แล้วเหตุใดองค์ฮ่องเต้ถึงได้พระราชทานให้กับบุตรสาวเรา” น้ำเสียงคล้ายน้อยเนื้อต่ำใจสามีตนเอง ยิ่งบุตรสาวของนางร้องไห้ปานขาดใจ คนเป็นแม่ก็ปวดใจไม่ต่างกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป