บทที่ 3 ไม่สนใจ 3

พวกเขาจะบอกความจริงได้อย่างไร ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการหาเด็กเร่ร่อนที่ไม่มีบิดามารดานำไปขายแก่พ่อค้าทาสเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน

ทว่าเซียวเหม่ยอิงนั้นไม่ได้สนใจแต่อย่างใด นางเดินเข้าไปหาลี่จินที่นั่งก้มหน้าด้วยความสั่นกลัวอยู่คนเดียว

“ข้าเซียวเหม่ยอิง เจ้าอยากไปอยู่กับข้าหรือไม่ ข้าต้องการสาวใช้ข้างกายอยู่พอดี”

น้ำเสียงห่วงใยนั้นเอ่ยถาม ทำให้ลี่จินเองถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง ก็พบกับใบหน้าน้อย ๆ ที่ส่งรอยยิ้มให้นางอยู่อย่างห่วงใย ลี่จินตกอยู่ในภวังค์รอยยิ้มนั้นและพยักหน้าโดยง่าย

“เช่นนั้นไปกันเถิด”

มือน้อยที่ขาวสะอาดยื่นมาหานางอย่างไม่รังเกียจ จนลี่จินถึงกับน้ำตาคลอ เพราะในชีวิตนางผ่านมาสิบหนาว มีแต่คนรังเกียจเพราะนางนั้นเป็นคนจน ตอนนี้ยังเป็นคนจร ผู้คนที่พบเจอต่างพากันสาดน้ำไล่ทั้งนั้น ทว่ายังไม่ทันได้จับมือกัน ก็มีเสียงดังขึ้นมาแทรกเสียก่อน

“จะหนีไปง่าย ๆ เช่นนี้รึ! พวกข้าไม่ยอมหรอกนะ”

พวกเขามีกันตั้งสามคนจึงยืนล้อมเซียวเหม่ยอิงและลี่จินเอาไว้ เพราะยังไงก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงสองคนเท่านั้น 

“หรือว่าเราจะนำเด็กผู้หญิงคนนี้ไปด้วยดี ลูกพี่” ชายคนหนึ่งพูดกับชายที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่ม

“นั่นสิ ดูท่าคงขายได้ราคางาม ผิวพรรณก็ดูดีแสดงว่าต้องเป็นลูกหลานคนมีเงินแน่นอน แต่ทำไมถึงมาอยู่คนเดียว”

“สงสัยเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยาเป็นแน่ ข้าว่าถ้าเราเอาไปขายเมืองอื่นก็คงไม่มีปัญหาเพราะอย่างไรวันพรุ่งนี้พวกเราก็ต้องเดินทางอยู่แล้ว ลูกพี่คิดว่าอย่างไร”

  ชายตัวใหญ่หรี่ตามองดูเด็กผู้หญิงสองคนที่อยู่ในวงล้อมของเขาอย่างใช้ความคิด จริงอย่างที่ลูกน้องของเขาพูด หากนำไปขายกับพ่อค้าทาสเมืองอื่นคงได้ราคาดีไม่น้อย และยิ่งเป็นเด็กผู้หญิง ถ้านำไปขายหอนางโลมยิ่งได้ราคาดีขึ้นไปอีก อีกอย่างเรื่องการเดินทางไปเมืองอื่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะพวกเขาเองก็เดินทางบ่อย เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ อยู่เป็นประจำ

พอคิดได้อย่างนั้นชายคนที่ตัวใหญ่กว่าก็พยักหน้ากับลูกน้องทั้งสองคน

“เอาตัวไป”

เซียวเหม่ยอิงได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้นึกกลัวแต่อย่างใด แถมยังพูดข่มขู่ด้วยซ้ำ

“หยุดนะ! หากพวกท่านจับตัวพวกข้าไป พวกท่านต้องโดนทหารจับตัวไปส่งทางการอย่างแน่นอน!”

ทั้งสามคนที่ได้ยินคำขู่ของเด็กน้อย ต่างพากันหัวเราะออกมาราวกับเป็นเรื่องตลก

"ฮ่าฮ่าฮ่า นี่นังหนู หากพวกข้ากลัวโดนจับ ข้าคงไม่อยู่มาจนถึงป่านนี้หรอก" ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา พวกเขาไม่ได้กลัวคนของทางการมาเจอสักนิด เพราะพวกเขาย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย อีกอย่างพวกเขาจะเน้นจับพวกเด็กเร่ร่อนมากกว่า เพราะไม่มีใครแจ้งกับทางการ ทำให้พวกเขาเหิมเกริมทำผิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ คิดว่าไม่มีใครตามจับตัวพวกเขาได้อย่างแน่นอน

  ตอนนี้เซียวเหม่ยอิงมั่นใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรพวกนี้ก็ไม่ยอมปล่อยนางไปแน่นอน นางมองดูชายทั้งสามคนด้วยสายตาที่หวาดหวั่น เพราะอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น อีกอย่างที่ตรงนี้เป็นซอยเปลี่ยว ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร ที่นางมาเจอเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะเซียวเหม่ยอิงหนีสาวใช้ออกมา ทำให้เจอเหตุการณ์นี้โดยบังเอิญ

  ยิ่งในซอยเปลี่ยวไร้ผู้คน ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนยิ่งชอบใจ พวกเขาค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ หมายจะจับตัวทั้งสองไปอย่างที่ตั้งใจไว้ ขณะบุรุษทั้งสามคนกำลังจะจับตัวเซียวเหม่ยอิงนั้นเอง

ฉึก ฉึก ฉึก!

อ๊ากกกกกก! เสียงทั้งสามคนร้องพร้อมกันด้วยความเจ็บปวด เพราะพวกเขาโดนธนูลึกลับปักเข้าที่หัวไหล่อย่างจัง ทำให้ทั้งหมดล้มลงพื้นด้วยความเจ็บปวด

“พวกนี้มีหมายจับของทางการ นำตัวพวกนี้ไปเข้าคุกให้หมด!”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนอาชาออกคำสั่งกับผู้ติดตามของตน เหล่าผู้ติดตามรับคำสั่งและรีบนำตัวทั้งสามคนไปขังคุกตามคำสั่งทันที

  ชายหนุ่มคนนั้นมองดูเด็กผู้หญิงสองคนที่นั่งกอดกันด้วยความหวาดกลัว แต่เขาก็ต้องสะดุดกับสายตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มองเขา สายตาที่มองด้วยความแข็งกร้าวแต่ก็สุขุม แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัวแต่ก็ยังมีสายตาแบบนี้ เป็นเพียงเด็กผู้หญิงแต่กลับมีสายตาเช่นนี้ ช่างน่าสนใจจริง ๆ...

เมื่อสถานการณ์เป็นปกติแล้ว เซียวเหม่ยอิงมองคนที่อยู่บนหลังม้าที่มีท่าทีน่าเกรงขาม

“ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ที่มาช่วยพวกข้าไว้” เซียวเหม่ยอิงย่อกายขอบคุณให้กับชายตรงหน้า

“ไม่เป็นไร ข้าแค่ทำตามหน้าที่ ทีหลังก็อย่าได้เสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกก็พอ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าเป็นการกระทำที่โง่งม หากพวกข้ามาช่วยไม่ทัน เจ้าก็คงถูกจับตัวไปแล้ว" พูดจบเขาก็ควบม้าจากไป ทิ้งไว้เพียงเด็กสาวที่ยืนมุมปากกระตุกเท่านั้น

  แม้เซียวเหม่ยอิงจะรู้สึกชิงชังกับคำพูดนั้น แต่ที่เขาพูดมานั้นก็จริง มองย้อนกลับไปการกระทำของนางนั้นโง่งมจริง ๆ เพราะความเป็นเด็กที่คิดว่าเอาทางการมาขู่แล้วคนพวกนั้นจะหวั่นเกรงแต่เปล่าเลย พวกนั้นนอกจากจะไม่กลัวแล้วกลับเย้ยหยันเสียด้วยซ้ำ

“ข้าขอโทษท่านนะเจ้าคะ ที่ทำให้ท่านเกือบเดือดร้อนไปด้วย หากท่านไม่มายุ่งกับข้า ถ้า...”

“เจ้าไม่ต้องคิดมาก อีกอย่างข้าก็ปลอดภัยดี” เซียวเหม่ยอิงรับรู้ได้ถึงความกังวลใจนางเอ่ยคำปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เจ้ามีนามว่าอะไร?”

“ข้า...ข้าไม่มีนามเจ้าค่ะ”

“งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าลี่จินดีหรือไม่ ลี่จิน”

  ลี่จินมองดูคนตรงหน้าจนน้ำตาคลอ เพราะตั้งแต่นางเกิดมา แม้แต่บิดามารดาก็ไม่เคยเรียกชื่อสักครั้ง จนนางเองคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีใครต้องการจะเรียกนางแล้ว

“ไปกันเถิด ไปอยู่กับข้า ไปเป็นสาวใช้ข้างกายข้านะ ลี่จิน”

“ลี่จินเจ้าเป็นอะไรรึ เหตุใดถึงน้ำตาซึมเช่นนี้?” เสียงเรียกของเซียวเหม่ยอิงทำให้ลี่จินหลุดจากเรื่องราวที่คิดถึงในอดีต

“บ่าวคิดถึงเรื่องที่เจอกับคุณหนูวันแรก อดน้ำตาซึมไม่ได้เจ้าค่ะ”

“เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว เจ้าควรจะเลิกร้องได้แล้วนะ”

“ต่อให้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของบ่าว บ่าวก็ไม่ลืมบุญคุณที่คุณหนูมอบให้แน่นอนเจ้าค่ะ บ่าวตั้งใจไว้แล้วว่าจะรับใช้คุณหนูจนสิ้นลมหายใจ” ลี่จินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่นพร้อมกับยกกำปั้นขึ้นมาคล้ายพร้อมสู้สุดกำลัง เพราะนางได้ตั้งใจอันแน่วแน่แล้วว่าจะจงรักภักดีกับคุณหนูคนนี้ตราบจนช่วงสุดท้ายของชีวิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป