บทที่ 4 ช่วยเหลือคนปริศนา
เซียวเหม่ยอิงอดยิ้มตามไปกับการกระทำของคนรับใช้คนสนิท นางเองอดคิดถึงเรื่องวันนั้นตามไม่ได้ ก่อนจะหุบยิ้มลงทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดของใครบางคน
ตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้จะสิบเจ็ดหนาวแล้ว ไม่เคยมีใครว่านางโง่งมแม้แต่คนเดียว มีเพียงชายแปลกหน้าที่แม้แต่นามก็ไม่รู้จักที่ตำหนินางอย่างโจ่งแจ้ง จะตอบกลับก็ไม่ได้เพราะการกระทำตอนนั้นโง่งมจริง ๆ ยิ่งคิดมุมปากเซียวเหม่ยอิงก็ยิ่งกระตุกอย่างอดไม่ได้ ถึงกับทำบัญชีเสร็จในพริบตาเดียวเพื่อระงับอารมณ์ที่ขุ่นเคืองในใจ
“ฮูหยินน่าจะให้คุณหนูเล็กแบ่งเบาหน้าที่ท่านบ้างนะเจ้าคะ สักอย่างก็ยังดี”
ลี่จินเห็นงานที่คุณหนูของตัวเองทำก็อดที่จะพูดขึ้นไม่ได้ งานในจวนตอนนี้ตกเป็นหน้าที่ของคุณหนูใหญ่ทั้งหมด จนนางสงสารคุณหนูจับใจ คุณหนูของตนจะไปเที่ยวตลาดหรือข้างนอกเช่นคุณหนูท่านอื่นก็ไม่ได้ เพราะงานในจวนนั้นรัดตัวไปหมด
“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง อีกอย่างหงเอ๋อร์ยังเด็กนัก”
เด็กที่ไหนกัน! สิบห้าหนาวนี่ไม่เด็กแล้ว! ลี่จินได้แต่ค้านอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา ทำได้เพียงนั่งเก็บของอย่างเงียบ ๆ เพราะตอนนี้คุณหนูของนางนั้นหลับคาโต๊ะไปแล้วเรียบร้อย ลี่จินเห็นสภาพคุณหนูของนางแล้วสงสารจับใจ เงียบเพียงครู่เดียวคุณหนูก็หลับแล้ว สงสัยจะเหนื่อยมากจริง ๆ นางเดินไปประคองตัวเซียวเหม่ยอิงอย่างระมัดระวัง เพื่อพาไปยังเตียงนอนให้คุณหนูของตัวเองนั้นได้นอนหลับสบายที่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่นางพอจะช่วยเหลือให้แก่คุณหนูของตนเองได้
เป็นประจำทุกปีที่เซียวเหม่ยอิงจะขึ้นวัดไปจำศีลภาวนาเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเพื่อระลึกถึงฮูหยินผู้เฒ่าประจำตระกูลเซียวที่ได้เสียไป
สมัยที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังมีชีวิต เซียวเหม่ยอิงจะสนิทสนมกับท่านย่าของตัวเองเป็นอย่างมาก จนบ่อยครั้งที่เซียวลี่หงออกอาการแง่งอนท่านย่าของตัวเองเพราะคิดว่าท่านย่านั้นลำเอียง รักพี่สาวมากกว่าตน เป็นเหตุให้มารดาต้องคอยเอาอกเอาใจเพื่อไม่ให้บุตรสาวคนเล็กนั้นน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะสมัยที่เซียวลี่หงยังเป็นเด็กเล็กนั้น นางมีร่างกายอ่อนแอและล้มป่วยบ่อย เซียวฟู่จินและฟางเหนียงจึงเอาใจใส่เซียวลี่หงเป็นพิเศษ ทำให้เซียวเย่หรือฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนดูแลเซียวเหม่ยอิงมาโดยตลอด เซียวเหม่ยอิงเลยสนิทกับฮูหยินผู้เฒ่ามากกว่าบิดามารดาของตัวเอง
พอเซียวเหม่ยอิงไปถึงวัดแล้ว ก็สวดมนต์ภาวนาและทำความสะอาดตามปกติอย่างที่เคยทำ จนถึงยามดึกเป็นเวลาเข้านอน เซียวเหม่ยอิงมองดูพระจันทร์ที่กำลังส่องแสงยามค่ำคืน ใบหน้าเรียวงาม จมูกงามเข้ากับใบหน้า ผมดำยาวสลวยที่ปล่อยให้ยาวเต็มแผ่นหลังเพื่อให้ลี่จินหวีผมได้อย่างสะดวก
ขณะที่กำลังมองดูพระจันทร์อย่างเหม่อลอยอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงบางอย่างดังไม่ไกลจากเรือนที่พวกนางพัก
“เสียงอะไร?” พูดจบเซียวเหม่ยอิงก็ลุกขึ้นยืนและรีบเดินออกไปจากห้องทันทีโดยมีลี่จินรีบเดินตามอยู่ไม่ห่าง
“คุณหนูใหญ่ ท่านอย่าไปนะเจ้าคะ”
ลี่จินถือวิสาสะจับแขนเซียวเหม่ยอิงเพื่อไม่ให้คุณหนูของตัวเองออกไปข้างนอกยามนี้ เพราะมันอันตรายเป็นอย่างมาก
“ไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อข้า”
“แต่...ว่า”
“ลี่จินเชื่อข้า เจ้าไปหาพวกยาที่อยู่ในเรือนของเราด้วยว่ามีหรือไม่ แล้วเจ้าค่อยตามข้าไป”
ลี่จินเห็นแววตามุ่งมั่นจากนายของตนก็ได้แต่ยอมทำตามอย่างจำยอมแม้ว่าจะไม่เต็มใจเท่าใดนัก เซียวเหม่ยอิงเดินไปไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรือนที่พักของตัวเอง เพื่อยืนรอลี่จินที่กำลังหาของที่ตนสั่ง ยังดีที่วันนี้พระจันทร์เต็มดวงทำให้มองเห็นรอบ ๆ โดยง่าย
ความจริงแล้วเซียวเหม่ยอิงนั้นเป็นคนมีวรยุทธในระดับหนึ่ง แม้ไม่ถึงขั้นเก่งกาจแต่การได้ยินและเรื่องกลิ่นนั้นค่อนข้างดี เพราะท่านย่าของนางได้ให้คนมาช่วยฝึกฝนสมัยที่นางยังเป็นเด็กเล็ก
ทว่าเซียวเหม่ยอิงนั้นต้องแอบฝึกวรยุทธ เพราะเกรงว่าหากบิดามารดารับรู้เรื่องนี้คงไม่ยินยอม แล้วต้องให้นางเลิกฝึกวรยุทธเป็นแน่ เพราะยามนั้นเซียวลี่หงเป็นเด็กที่ล้มป่วยบ่อย ร่างกายไม่แข็งแรง แม้แต่เซียวเหม่ยอิงจะไปสำนักเพื่อเล่าเรียนยังไปไม่ได้ เนื่องจากเซียวฟู่จินและฟางเหนียงเกรงว่าบุตรสาวคนเล็กจะตรอมใจที่ไม่แข็งแรงเช่นพี่สาวตน ทำให้ไปไหนมาไหนเช่นคนอื่นไม่ได้ ต้องได้นอนติดเตียงกินยาต้มเป็นหม้อเพื่อรักษาร่างกาย
เวลาที่เซียวเหม่ยอิงไปข้างนอกนั้น เซียวลี่หงจะร้องไห้ฟูมฟาย น้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง เซียวฟู่จินและฟางเหนียงจึงตัดสินใจให้เซียวเหม่ยอิงยังไม่ต้องไปเล่าเรียนที่สำนักหรือเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยเช่นบุตรคนอื่น
แต่โชคก็ยังเข้าข้างเซียวเหม่ยอิง เพราะตอนที่บิดามารดาเอาใจใส่เซียวลี่หงนั้น ได้ปล่อยปละละเลยนาง ฮูหยินผู้เฒ่าได้ดูแลเซียวเหม่ยอิงแทน และได้แอบให้คนมาสอนวรยุทธต่าง ๆ ให้ พร้อมทั้งช่วยปิดบังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ตอนที่เซียวเหม่ยอิงนั่งมองดูพระจันทร์นั้น นางได้ยินเสียงคนต่อสู้กันดังแว่วมาตามสายลมแล้ว แต่นางไม่ได้สนใจอะไรเพราะเสียงนั้นค่อนข้างอยู่ไกลจากที่พักของนาง แต่เหมือนจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเพราะเสียงต่อสู้กันเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เซียวเหม่ยอิงฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจจนกระทั่งเสียงต่อสู้นั้นได้เงียบไป
